วราวุธ บอกยุบสภาฯ -อยู่ครบเทอม เป็นไปได้หมด ทุกอย่างอยู่ที่ "นายกฯ" รับเหตุสภาฯล่มบ่อยเป็นปัจจัยตัดสินใจ ด้าน อนุทิน ลั่นขอพา ภูมิใจไทย เป็นทางเลือก นำชาติพ้นขัดแย้ง ไม่ยึดติดคำอวยพร ครูใหญ่เนวิน 120 เสียง ทสท.-สอท. ประกาศจับมือพันธมิตรทางการเมือง ยังไม่ควบรวม สมคิด ลั่นไม่สนตำแหน่ง บอกเป็น นายกฯ ต้องฟ้าประทาน ขณะที่ เพื่อไทย ลั่นอภิปราย ม.152 เปิดแผลทุจริตรัฐบาล บิ๊กตู่ ฟ้องประชาชน ชี้ฉายาที่สื่อมวลชนตั้งใจเป็นกระจกเงาสะท้อน บิ๊กตู่ ไม่ควรออกอาการ แค่ปรับปรุงตัวเองก็พอ ส่วน "ยอดยิ่ง แสนยากุล" รายงานตัวสภาฯ ขึ้นปาร์ตี้ลิสต์ "พลังท้องถิ่นไท" แทน "ชัชวาลล์ คงอุดม"
เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.65 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ประเมินทิศทางการเมือง โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม จะยุบสภาเมื่อใดว่า จากวันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 23 มี.ค.66 ซึ่งเป็นวันครบอายุรัฐบาล จะเลือกยุบวันไหนก็ได้ หรือจะก่อนล่วงหน้าวันที่ 23 มี.ค. 66 เพียงวันหรือสองวันก็ได้ หรือจะ 22 มี.ค.66 ในเวลา 21.00 น.ก็ไม่ต่างกัน แล้วแต่นายกฯจะเห็นว่าวันไหนเหมาะสม ส่วนเวลาไหนเหมาะสมที่ยุบสภานั้น ตนเห็นว่าไม่มีเวลาไหนที่จะเหมาะ เหลือเวลาอีก 2 เดือน วันไหนก็เหมือนกันหมด และเมื่อถึงวันที่ประกาศยุบสภา นายกฯไม่มีคำว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะทันทีที่ประกาศยุบสภา ส.ส.ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะประกาศไปอยู่พรรคไหนภายใน 30 วัน ส่วนที่ว่าจะได้เปรียบ ตนคิดว่ามันอยู่ตรงที่นายกฯจะตัดสินใจยุบสภาฯหรือปล่อยให้ครบวาระ หากปล่อยให้ครบวาระก็มีเวลาสังกัดพรรค 90 วัน ตรงนี้นายกฯจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด และมันจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่นายกฯจะอยู่ครบวาระเลย นายวราวุธ กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นในวิถีการเมืองไทย แต่สำหรับรัฐบาลนี้ พวกเราได้เห็นแล้วว่าอะไรที่ไม่เคยเกิดมันก็เกิด ฉะนั้น ถ้าถามว่านายกฯจะปล่อยไปให้จนหมดวาระหรือไม่นั้น ก็เป็นสิทธิ์ของนายกฯ หรือจะยุบเมื่อไหร่ก็เป็นสิทธิ์ของนายกฯคนเดียวเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในสภาฯที่ล่มบ่อยถือเป็นปัจจัยหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่เป็นตัวทำให้นายกฯตัดสินว่าจะยุบหรือไม่ยุบ จะยุบเมื่อไหร่ แต่สุดท้ายจะวนกลับมาว่าอยู่ที่วิจารณญาณของนายกฯคนเดียว
ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงการตั้งเป้าหมาย ส.ส. พรรคภูมิใจไทย เกิน 120 เสียงหรือไม่ ตามที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เคยระบุไว้ หลังจากที่ มีอดีตส.ส.มาเปิดตัวเพิ่ม ว่า เชื่อว่าที่นายเนวินบอกว่าขอให้ได้ 120 คน ระหว่างวันเกิดครบรอบ 64 ปีที่ จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น นายเนวินพูดขึ้นมาก็ไม่มีตัวเลขนี้ในหัวหรอก ท่านก็กลอนพาไปเท่านั้น ท่านเดินเข้ามาเห็นคนมาเยอะแยะ ก็เลยพูดว่า120 คงเป็นการอุปมาอุปไมย
ผมอาจจะว่าทำไมตีต่ำอย่างนี้ เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติดกับตัวเลขใดๆ มีปัญญาทำพรรค ทำนโยบาย คัดเลือกผู้สมัครที่โดนใจประชาชนหรือไม่ แล้วเข้ามาได้แค่ไหน นั่นคือของจริง อีก 3-4 เดือนก็รู้แล้ว นายอนุทิน กล่าว
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวอีกว่า การทำการเมืองแบบพรรคภูมิใจไทย คือ ต้องเอาประสบการณ์ที่เลวร้าย คือ ความขัดแย้ง ความเกลียดชัง ฝักใฝ่ความรุนแรง ทำให้แตกความสามัคคี ของเหล่านี้พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ทำ ถึงแม้เราจะถูกกระทำ เราจะทำได้หรือไม่ พอกันที และขอโอกาสที่จะนำประเทศออกจากความขัดแย้ง
เมื่อถามว่ามีเสียงวิจารณ์ว่า คนที่มาอยู่พรรคภูมิใจไทยเพราะมีกระสุนดินดำเยอะใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มโนกันไปเรื่อย เวลาจะย้ายไปพรรคการเมืองไหน เขาก็ต้องดูว่านโยบายพรรคการเมืองนั้นดีหรือไม่ รูปแบบของพรรคนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนเรื่องของความเป็นหนึ่งเดียวกัน มีความเป็นเอกภาพ บางครั้งผู้สมัครก็ต้องการเช่นนี้ เขาอาจจะคิดว่าตรงนี้แสดงถึงความอบอุ่นก็ได้ ไปคุยกับชาวบ้านได้ว่าจะได้แรงสนับสนุนทั้งพรรค สิ่งที่จะทำให้ได้ส.ส. คือนโยบายกับความขยันของส.ส.
ส่วนกระสุน และเงินทองเป็นการวิเคราะห์ของคนภายนอก ถ้าบอกว่ากระสุนหรือเงินทองสามารถทำให้ชนะได้ เราก็คงไม่ต้องมานั่งคิดนโยบาย เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้หาเสียง ถ้าใช้กระสุนดินดำจริงคงไม่ต้องเดินหาเสียง
ที่ร้านอาหาร Corner สุขุมวิท 26 แกนนำพรรคไทยสร้างไทย และพรรคสร้างอนาคตไทย ประกอบด้วย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย นายสนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคสร้างอนาคตไทย นายโภคิน พลกุล ประธานยุทธ ศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ พรรคไทยสร้างไทย นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และพ.ต.ท.กุลธน ประจวบเหมาะ รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงถึงความชัดเจนทางการเมือง
คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ตนและนายสมคิดได้ทำงานร่วมกันมาหลายสิบปี วันนี้เราจึงตกลงกันว่าจะมีความร่วมมือเป็นพันธมิตรกัน เพื่อที่จะหาทางออกให้กับบ้านเมือง ที่สำคัญคือ จากปัญหาประเทศที่วันนี้มันแทบจะเดินต่อไปไม่ได้แล้ว ความเหลื่อมล้ำ การศึกษาที่ตกต่ำมาก เราจำเป็นต้องยุติความขัดแย้งทางการเมืองด้วยการเริ่มต้นจากการแก้รัฐธรรมนูญ และเริ่มเดินหน้า
เมื่อถามว่า ข้อสรุปของทั้งสองพรรคเป็นพันธมิตร แต่ยังไม่ควบรวมพรรคใช่หรือไม่ นายสมคิด กล่าวว่าตนอยู่ในการเมืองเกือบ 20 ปี พวกเราก็ตั้งใจทำงานกันมาโดยตลอด อยากเห็นประเทศชาติรุ่งเรืองอยากเห็นประชาชนเป็นสุข ตนขอบอกกับประชาชนเลยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่เคยเห็นยุคใดสมัยใดที่การเมืองของเราค่อนข้างย่ำแย่อย่างถึงที่สุด จนอดเป็นห่วงไม่ได้ ทั้งในเชิงของความรับผิดชอบต่อหน้าที่ทางการเมืองเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในเชิงของการใช้ทรัพยากรเพื่อแย่งชิงผู้สมัครส.ส. อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนที่ทำกันอย่างโจ่งแจ้งมีการโยกย้ายลาออกไม่เว้นแต่ละวันและถ้าปล่อยให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ต่อไป บ้านเมืองก็จะค่อยๆทดถอยและแก้ปัญหาภายในไม่จบ
การทำการเมืองครั้งนี้จริงๆ ผมไม่คิดจะทำด้วยซ้ำ ผมเหนื่อยพอสมควรที่ผ่านมา คุณหญิงสุดารัตน์ก็มีภารกิจ ผมก็มีภารกิจที่ต้องทำคือ สร้างพรรคการเมืองที่ดี เน้นความคิดในการสร้างประเทศเป็นหลักให้กับประชาชน ไม่เคยคิดเรื่องตำแหน่งและกรุณาอย่าถามว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกฯหรือไม่อย่างไร ไม่ต้องถามผมเลย เพราะในใจผมนั้นสิ่งเหล่านี้คือปลายเหตุทั้งสิ้น สำหรับผมเรื่องของตำแหน่งไม่มีความสำคัญเลยได้มาทุกตำแหน่งแล้วส่วนเรื่องนายกฯ ผมเคยบอกแล้วฟ้าลิขิต ฟ้าประทาน ก็ขอให้มาช่วยกันด้วยเพื่อที่บ้านเมืองจะได้ดีขึ้น
ส่วน นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยว่า กรณีที่การตั้งฉายารัฐบาล และรัฐมนตรีประจำปีของผู้สื่อข่าวประจำทำเนียบรัฐบาล ที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน เป็นการสะท้อนความคิดเห็นของ สื่อมวลชนต่อการทำงานของรัฐบาล โดยปราศจากอคติ โดยในปีนี้สื่อมวลชนให้ฉายารัฐบาล ว่า หน้ากากคนดี สำหรับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สื่อมวลชนให้ฉายาว่า แปดเปื้อน ซึ่งการตั้งฉายาของสื่อมวลชน ทำมาทุกปีไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนไหนออกอาการไม่พอใจ โวยวายไป ก็เข้าตัวเองเพราะฉายาที่สื่อมวลชนตั้งขึ้นมานั้นคือกระจกเงาสะท้อนรัฐบาลได้เป็นอย่างดี ในฐานะที่พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ใหญ่และเป็นนายกรัฐมนตรี สื่อมวลชนได้ มีการพิจารณาแล้วว่าฉายาอะไรเหมาะสมกับรัฐมนตรีคนไหน ถ้าเฉยๆก็ไม่มีอะไร ถ้าโวยวายไปก็เข้าตัวเอง เพราะฉายาที่สื่อมวลชนตั้ง ไม่ได้ไกลจากตัวเองเลย พล.อ.ประยุทธ์ ต้องหาวิธีที่จะอยู่กับประชาชน นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ควรที่จะยอมรับว่าสื่อมวลชนเป็นกระจกเงา ที่สะท้อนถึงตัวตนของพล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรออกอาการกระฟัดกระเฟียดอย่างที่เป็นอยู่ ควรปรับปรุงแก้ไข ซึ่งเป็นเรื่องปกติพล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรออกอาการไม่พอใจสื่อมวลชน
นายสมคิด กล่าวว่า การอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 พรรคฝ่ายค้านจะเน้นไปที่จุดบกพร่องของรัฐบาลเช่นเดิม พรรคเพื่อไทยเตรียมข้อมูลอภิปรายพร้อมเสนอแนะว่าควรทำอย่างไร ทั้งนี้ใน 2 ครั้งที่ผ่านมา ได้รับการยอมรับจากประชาชนในระดับหนึ่ง เพราะจุดบกพร่องของรัฐบาลนั้นมีมากมาย แตะไปตรงไหนก็เจอการอภิปรายจะออกมา อย่างไร พี่น้องประชาชนจะเป็นผู้พิจารณาและตัดสินเอง
ในการอภิปรายครั้งนี้จะมีการนำเรื่องการทุจริตของรัฐบาลมาฟ้องประชาชนให้รับรู้ถึงการทุจริตของรัฐบาล ที่อวดอ้างว่าเป็นรัฐบาลที่ไม่ทุจริตนั้นจริงหรือไม่ เพราะข่าวการทุจริตได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนมาก พล.อ.ประยุทธ์ ฟังคนรอบข้างมากจนลืมสิ่งที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขอันดับความโปร่งใสของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากผู้ประกอบการ ดั่งสำนวนที่ว่าช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิดแน่ๆตลอดเวลาที่ผ่านมาพล.อ.ประยุทธ์ กลับนิ่งเฉย ต่อการตรวจสอบการทุจริตที่เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ ให้คนใกล้ชิดพร้อมใช้ทุกเครือข่าย การสื่อสารของรัฐออกมาปกป้องตัวเองว่าบริสุทธ์ ทั้งนี้พรรคเพื่อไทยเตรียมขุนพลอภิปรายเรื่องทุจริตในรัฐบาลอย่างแน่นอน
วันเดียวกัน ที่ห้องรับรองพิเศษ 206 ชั้น 2 อาคารรัฐสภา นายยอดยิ่ง แสนยากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท รายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แทนนายชัชวาลล์ คงอุดม ที่ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคพลังท้องถิ่นไท