วันที่ 3 ธ.ค.65 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุข้อความว่า  ....

เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 319,999 คน ตายเพิ่ม 689 คน รวมแล้วติดไป 648,938,760 คน เสียชีวิตรวม 6,643,650 คน

5 อันดับแรกที่ติดเชื้อสูงสุดคือ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย

เมื่อวานนี้จำนวนติดเชื้อใหม่มีประเทศจากยุโรปและเอเชียครอง 7 ใน 10 อันดับแรก และ 17 ใน 20 อันดับแรกของโลก

จำนวนติดเชื้อใหม่ในแต่ละวันของทั่วโลกตอนนี้ มาจากทวีปเอเชียและยุโรป รวมกันคิดเป็นร้อยละ 86.44 ของทั้งโลก ในขณะที่จำนวนการเสียชีวิตคิดเป็นร้อยละ 76.77

...ป่วยนอนโรงพยาบาลมากขึ้นในยุโรปและอเมริกา

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มประเทศยุโรปและสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลสูงขึ้นชัดเจน

วิเคราะห์กันว่าน่าจะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ย่อย BQ.1.1 ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่อเมริกานั้น ล่าสุด BQ.1.1 ครองสัดส่วนสูงสุดเกือบ 32% ซึ่งหากรวม BQ.1 อีก 31% ก็จะพบว่าตระกูล BQ.1.x นั้นกินส่วนแบ่งตลาดการระบาดไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วน XBB ในอเมริกายังมีสัดส่วนน้อย ราว 5.5%

ในขณะที่ยุโรปนั้น ข้อมูลจาก cov-spectrum.org ระบุว่า BQ.1.1 มีสัดส่วนในฝรั่งเศส 54%, สเปน 45%, UK 30%, เบลเยี่ยม 29%, อิตาลี 27%, เนเธอร์แลนด์ 25% และเดนมาร์ก 25%

ดังนั้นจึงเป็นที่น่าจับตาดูว่า การแพร่ระบาดของ BQ.1.1 นั้นจะขยายวงไปยังทวีปอื่นๆ ช้าเร็วเพียงใด และไม่ควรประมาท เนื่องจากตลอดช่วงสองปีกว่าที่ผ่านมาไทยเราจะเดินตามย่างก้าวการระบาดของประเทศอื่นราว 1.5-2.5 เดือน

ยิ่งหากในปัจจุบัน มีการเดินทางระหว่างประเทศกันมาก ไม่ว่าจะเค้ามาหรือเราไปก็ตามแต่ การกระจายของสายพันธุ์จึงเป็นไปได้ง่ายและรวดเร็ว และอาจเปลี่ยนธรรมชาติการระบาดเดิมของแต่ละประเทศให้ก้าวตามกันได้เร็วกว่าเดิม

ปัจจุบัน แม้ไทยจะสุ่มตรวจและมีรายงานว่าพบ BA.2.75.x เป็นส่วนใหญ่ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่ BQ.1.1 จะเบียดเข้ามาแทนในเวลาอีกไม่นาน หากไม่ป้องกันกันให้ดี และอาจส่งผลให้การป่วยนอนรักษาตัวในรพ.สูงขึ้นไปอีก

การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นนั้นมีความจำเป็น ดังหลักฐานเชิงประจักษ์ในอเมริกาและประเทศอื่นๆ ทั่วโลกว่าจะช่วยลดโอกาสป่วยรุนแรงและเสียชีวิตได้ และช่วยลดโอกาส Long COVID ได้ราว 15-40% อีกด้วย

แต่เหนืออื่นใด พฤติกรรมการป้องกันตัวระหว่างดำรงชีวิตประจำวัน ทำงาน เรียน ท่องเที่ยว จ่ายตลาด ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดที่จะทุเลาการระบาดที่ปะทุขึ้นมาในปัจจุบัน

ไม่กินดื่มใกล้ชิดร่วมกับผู้อื่นนอกบ้าน ไม่แชร์ของกินของใช้กัน

เลี่ยงร้านอาหาร สถานบันเทิง ที่แออัดยัดเยียด ระบายอากาศไม่ดี หรือมีพนักงานบริการที่ไม่ป้องกันตัว

เลือกไปใช้บริการร้านที่โล่งกว่า และพนักงานดูแลเอาใจใส่ ใส่หน้ากากรัดกุม รักษาระยะห่างจากลูกค้า

การใส่หน้ากากอย่างถูกต้องสม่ำเสมอระหว่างดำรงชีวิตประจำวัน จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มาก

ป้องกันตัวไม่ให้ติดเชื้อ หรือไม่ให้ติดเชื้อซ้ำ ย่อมดีที่สุด

 

 

ขอบคุณ เฟซบุ๊ก Thira Woratanarat