ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล
ความรักนั้นเป็นกรรมอย่างหนึ่ง มันเกาะเกี่ยว ส่งผล และติดตามคนที่ก่อมันไว้ไม่รู้จบ
ไชยารู้สึกว่าตัวเองต้องการความรักมาก ๆ มาตั้งแต่เด็ก แม่บอกว่าเขามักจะร้องไห้ขึ้นดัง ๆ เมื่อมีคนเข้ามาใกล้ ๆ บางคนคิดว่าเด็กน้อยกำลังกลัวก็เดินหนีไป เขาก็ยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้นไปอีก แต่ถ้าใครกล้าเข้ามาอุ้ม เสียงร้องนั้นก็จะเงียบลง ยิ่งถ้าเป็นสาว ๆ ด้วยแล้วละก็ เด็กน้อยไชยาก็จะไขว่คว้าซุกซนไปตามใบหน้าและลำตัว บางคนก็ไม่ถือสา นึกว่าเด็กคงหิวนมและซุกซนไปตามประสา บางคนก็อุ้มไว้แนบอกนาน ๆ จนเด็กน้อยนั้นหลับไป ถ้ามองดี ๆ จะเห็นใบหน้าของเด็กน้อยนั้นยิ้มอิ่มเอิบอย่างมีความสุขเป็นที่สุด
พอรู้ความและพอจำเรื่องราวต่าง ๆ ได้ ไชยาก็จำได้แต่ว่าตัวเองอาศัยอยู่กับตายาย ตอนนั้นเขามีอายุสัก 4 ขวบ ยายบอกว่าแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ แม่คลอดไชยาที่กรุงเทพฯ แล้วนำมาให้ตายายเลี้ยงตั้งแต่อายุได้ 2 เดือน แม่อยู่กับไชยาได้สัก 3 - 4 เดือน ก็กลับกรุงเทพฯไปทำงานอีก ไชยาจึงได้กินนมแม่เพียง 5 - 6 เดือนเท่านั้น จากนั้นยายก็เลี้ยงไชยาด้วยกล้วยกับข้าวต้ม บางทีก็มีนมข้นหวานชงให้กินบ้าง เพราะสมัยนั้นนมผงจะมีขายเฉพาะแต่ร้านค้าในเมือง ในอำเภอที่ตายายของไชยาอยู่มีแต่ “ร้านเจ๊ก” ที่ขายข้าวของบางอย่างเท่านั้น ในปีแรก ๆ แม่จะมาเยี่ยมเขา 2 - 3 ครั้ง พอปีต่อ ๆ มาก็จะมาเฉพาะตอนสงกรานต์เท่านั้น จนเขาอายุได้ 6 ขวบ แม่ก็มารับเขาไปอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ โดยแม่บอกตายายว่าจะมารับลูกไปเข้าโรงเรียน
ไชยาจำได้ว่าวันที่แม่มารับนั้นแม่มากับเพื่อนคนหนึ่ง เขาจำชื่อได้แม่นว่า “ระพี” ระพีเป็นคนสวยมาก ๆ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวคล้ำไม่มาก แต่งตัวสวยเหมือนแม่ อายุน่าจะน้อยกว่าแม่สัก 2 - 3 ปี เพราะได้ยินเธอเรียกแม่ของเขาว่าพี่ แต่ที่พิเศษกว่าแม่ของเขาก็คือ ระพีตัวหอมมาก ๆ ตอนที่นั่งรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ เขายอมให้ระพีอุ้มไว้บนตักและนอนหลับ ๆ ตื่น ๆ มาตลอดทาง โดยทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมา เขาก็จะสูดลมหายใจเข้าปอดแรง ๆ เพื่อสูดดมเอาความหอมของ “น้าระพี” ที่เขาจดจำติดจมูกนั้นมาตลอดชีวิต เขาถามแม่ในวันหนึ่งแม่ก็บอกว่าเป็นน้ำหอมยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งพอเขาเป็นหนุ่มทำงานแล้ว เขาก็เอาเงินเดือนมาซื้อให้แฟนของเขาใช้ แต่ก็ไม่หอมเหมือนกับที่เคยได้ดมจากตัวของน้าระพี ซึ่งทุกครั้งที่น้าระพีมาคุยกับแม่ที่บ้าน เขาก็จะมานั่งอยู่ใกล้ ๆ เพื่อให้ได้ดมกลิ่น และบางทีก็ขอติดรถของน้าระพีในเวลาที่ไปเที่ยวไปกินตามสถานที่ต่าง ๆ นั้นเสมอ ๆ เหมือนกับว่าน้าระพีนั้นเป็นยาเสพติดของเขา
บ้านกรุงเทพฯของแม่เป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ครึ่งตึกครึ่งไม้ชั้นเดียว 3 ห้องนอน ในเนื้อที่ 50 ตารางวา ทราบว่าเป็นบ้านที่ “ป๋า” ของแม่มาเช่าไว้ ป๋าของแม่เป็นนักธุรกิจชื่อดัง มีภรรยาและลูกที่มีชื่อเสียงในสังคม แม่มีฐานะเป็น “บ้านเล็ก” ของป๋า โดยป๋าไม่เคยมาที่บ้าน แต่จะให้แม่ไปหาเดือนละ 2 - 3 ครั้ง ส่วนมากจะเป็นเสาร์อาทิตย์ในต่างจังหวัด ป๋าเปิดร้านให้แม่ขายข้าวของจำพวกเครื่องประดับอยู่ในย่านประตูน้ำ แต่แม่ก็มีลูกจ้างทำงานอยู่ประจำ 3 คน คนหนึ่งก็พักอยู่กับแม่ที่บ้าน กับพี่เลี้ยงที่แม่จ้างมาให้เลี้ยงเขา ซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกันกับลูกจ้างของแม่ ส่วนแม่จะมีหน้าที่ไปเลือกและสั่งของเข้าร้าน บ่อยครั้งต้องไปต่างจังหวัด ครั้งละ 2 - 3 วันบ้าง 4 - 5 วันบ้าง ทำให้ไม่ค่อยได้อยู่บ้านเท่าไหร่ พี่เลี้ยงที่ชื่อพี่แจ่มจะเป็นคนพาเขาไปโรงเรียน ไปรับกลับบ้าน และคอยหาข้าวให้เขากิน พี่แจ่มเป็นคนไม่สวยแต่พูดเพราะ น้ำเสียงหวานสดใส เขาชอบฟังพี่แจ่มร้องเพลง และนอนหลับไปบนตักของพี่แจ่มก่อนเข้านอนทุกคืน
โรงเรียนชั้นประถมของไชยาอยู่ไม่ไกลจากบ้าน เพียงเดินออกไปปากซอยไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงโรงเรียน ห้องเรียนชั้นเตรียมประถมของเขามีนักเรียน 20 กว่าคนแบ่งเป็นหญิงกับชายครึ่งต่อครึ่ง ไชยามักจะมาถึงโรงเรียนแต่เช้าก่อนเข้าแถวเสมอ เขาชอบไปเล่นกับกลุ่มผู้หญิงมากกว่ากลุ่มผู้ชาย เขารู้สึกเป็นพิเศษกับเด็กหญิงคนหนึ่ง เธอชื่อเชอรี่ เชอรี่มีผมยาว ผิวขาวอมชมพู แก้มชมพู เธอชอบผูกผมด้วยริบบิ้นสีชาว เขาชอบเดินตามเธอ และนั่งเล่นใกล้ ๆ เธอ เช่น โยนหนังยาง และทอยกอง โดยมีเพื่อนของเธออีกคนชื่อเล็กมาเล่นด้วย เล็กตัวเล็กตามชื่อ ผิวคล้ำ พูดเก่ง แต่ชอบแย่งเล่นสิ่งของต่าง ๆ รวมถึงที่กีดกันไม่ให้เขาได้คุยกับเชอรี่ เขาจึงไม่ชอบเล็กเท่าใดนัก แต่เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ ๆ เชอรี่ เขาจึงต้องยอมอดทนให้เล็กแกล้ง เพราะเขามีความสุขมากเวลาที่เขาได้ทำอะไร ๆ กับเชอรี่ ซึ่งเมื่อเขาโตขึ้น แม้จะไม่ได้เห็นเชอรี่มาหลายปีแล้ว เนื่องจากต้องแยกย้ายกันเรียนตั้งแต่ชั้นประถมต้น เพราะป๋าได้ให้เขาไปเรียนอีกโรงเรียนหนึ่ง แต่ทุกครั้งที่คิดถึงหน้าเชอรี่ เขาก็มีความสุขมาก เขามารู้ภายหลังเมื่อเริ่มเป็นหนุ่มแล้วว่า นั่นคือ “ความรัก” และเป็นรักครั้งแรกในวัยที่ยังไม่ประสีประสา
เขาเรียนอยู่โรงเรียนใหม่ได้เพียงปีเดียวก็ต้องย้ายโรงเรียน เนื่องจากแม่บอกว่ามีปัญหากับบ้านใหญ่ของป๋า แม่ต้องย้ายบ้านเหมือนไปหลบภัยชั่วคราว แล้วเอาเขากลับมาอยู่กับตาและยาย เขาได้เรียนต่อที่โรงเรียนในอำเภอ ห้องของเขามีครูประจำชั้นเป็นครูที่เพิ่งจบมาใหม่ชื่อเรืองรอง เธอสอนวิชาภาษาไทย ว่ากันว่าเธอเป็นสาวภูไทจากนครพนม ผิวจึงขาวกว่าสาว ๆ อื่นในแถบนั้นที่เป็นชาวอีสานใต้ เธอสอนให้พวกเราท่องอาขยาน เช่น “เด็กเอ๋ยเด็กน้อย ความรู้เจ้ายังด้อยเร่งศึกษา...” และ “แมวเอ๋ยแมวเหมียว รูปร่างประเปรียวเป็นนักหนา...” เป็นต้น เสียงของเธอสดใสน่าฟัง โดยเฉพาะเวลาที่นำท่องอาขยานและบทกลอนต่าง ๆ ส่วนไชยานั้นชอบมองแก้มของเธอ เวลาที่ขยับปากเป็นเสียงต่าง ๆ เมื่อมองรวมทั้งหมดใบหน้านั้นแล้ว ช่างดูมีชีวิตชีวา และมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งไปกว่านั้นในเวลาที่มีครูผู้ชายมาคุยด้วยกับเธอ ไชยาก็จะมีความรู้สึกไม่ชอบครูผู้ชายคนนั้น และอยากจะให้จบการพูดคุยเร็ว ๆ รวมทั้งเวลาที่ครูเรืองรองชี้ให้เขาตอบคำถามในชั้นเรียน แล้วได้รับคำชมเชยจากเธอ เขาก็มีความรู้สึกดีมาก ๆ เหมือนได้ยาวิเศษที่ทำให้มีความชุ่มชื่นใจเป็นที่สุด
ในห้องเรียนเดียวกันกับเขา มีเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อเพียงใจ เธอเป็นญาติห่าง ๆ ของเขา แต่มีคนบอกว่าเพียงใจชอบเขา สมัยนั้นเด็ก ๆ ชอบที่จะให้จับคู่กันและกัน เลียนแบบผู้ใหญ่ที่เป็นแฟนกัน เขากับเพียงใจจึงถูกจับคู่ให้เป็นแฟนกัน พวกเรานอกเวลาเรียน เช่น วันหยุดเสาร์อาทิตย์ มักจะนัดรวมกันเล่นในลานวัด นอกจากเกมละเล่นแบบเด็ก ๆ ในสมัยนั้น เช่น ตี่จับ ลิงชิงหลัก และขี่ม้าส่งเมือง แล้ว เราก็ยังเล่นขายข้าวขายแกง รวมถึงเล่นเป็นพ่อเป็นแม่และลูก แบบที่ได้เห็นแบบอย่างมาจากในบ้านนั้นด้วย ซึ่งเขามักจะได้รับบทเป็นพ่อ และเพียงใจก็จะรับบทเป็นแม่ และดูเหมือนว่าจะเป็นแม่ที่ดีมาก ๆ เพราะเอาอกเอาใจเขาที่เป็นพ่อนั้นเป็นพิเศษ จนเขาแอบเคลิ้มและคิดว่าเพียงใจน่าจะได้เป็นคู่ชีวิตของเขาจริง ๆ
ไชยารับรู้ “สัมผัสรัก” อย่างต่อเนื่องไปอย่างไม่รู้ตัว และเขาก็มีความสุขกับสัมผัสเหล่านั้นอยู่เสมอ