สาวพิการ วัย 33 ปี นั่งเล่นกับหลานชาย 12 ขวบ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ โยนไม้โดนรังต่อหัวเสือ แตกรังยกทัพรุมต่อยสาวพิการ เกือบยกรัง หามส่งโรงพยาบาล ก่อนเสียชีวิตภายหลัง คาดทนพิษบาดแผลไม่ไหวแพ้พิษต่อหัวเสือ หลานชายวัย 12 ขวบ เล่านาทีชีวิต ฮึดสู้พยายามช่วยชีวิต ก่อนมีญาติมาพบเห็นนำส่งโรงพยาบาล ทั้ง 2 ราย โชคดีหลานชายรอดชีวิต เตือนอุทาหรณ์อันตรายจากต่อหัวเสือ ช่วงฤดูกาลต่อหัวเสือทำรัง พิษร้ายแรงถึงตาย พบเห็นควรทำลาย หรืออย่าเลี้ยงไว้ไกล้บ้าน
วันที่ 23 สิงหาคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ความคืบหน้า เกี่ยวกับกรณีเกิดเหตุต่อหัวเสือยักทัพ รุมต่อย นางสาวนันทิดา หรืออ้อย อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 9 บ้านบุ่งเวียน ต.ท่าค้อ อ.เมือง นครพนม
เหตุเกิดข้างบ้านญาติผู้ตาย คือ บ้านของ นางสิริลักษณ์ อายุ 58 ปี ห่างจากบ้านพักผู้เสียชีวิตประมาณ 100 เมตร เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2565 หลังผู้เสียชีวิต ที่พิการเป็นโรคแขนขาอ่อนแรงมาแต่กำเนิด โดยมีหลานชาย อายุ 12 ขวบ และอายุ 10 ขวบพาผู้เสียชีวิตขึ้นรถเข็น ไปนั่งเล่นบนกระท่อม ข้างบ้าน ที่มีรังต่อทำรังบนโคลนต้นกล้วย ซึ่งทางเจ้าของบ้านรู้มาก่อน ว่ามีรังต่อที่เกิดจากธรรมชาติ แต่เก็บรักษาไว้กินเป็นอาหาร พอมีขนาดรังโตเต็มที่ แต่มาเกิดเหตุร้ายเสียก่อน หลัง หลานชาย ผู้ตาย ทั้ง 2 ราย คือน้อง เก้า อายุ 12 ขวบ กับ น้องบุญรอด โยนไม้ไผ่ทิ้งไปในต้นกล้วย ห่างจากกระท่อมที่นั่งเล่น ประมาณ 10 เมตร เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนกระทั่งไปโดนรังต่อ ทำให้แตกรังยกทัพ มารุมต่อย สาวพิการที่นั่งเล่น เกือบยกรัง ร้องครวญครางขอความช่วยเหลือ แต่วิ่งหนีไม่ได้ เพราะพิการแขนขาลีบ
ด้านหลานชาย อีกคน คือ น้องเก้า อายุ 12 ขวบ ฮึดสู้กองทัพต่อ ทั้งที่ตัวเองถูกรุมต่อยด้วย เข้าไปพยายามช่วยลาก สาวพิการ ออกมาจากกระทั่ง ส่วน น้องบุญรอด หลานชาย อายุ 10 ขวบ วิ่งไปบอกชาวบ้านมาช่วย จนกระทั่ง มีชาวบ้าน มาช่วย นำน้ำฉีดหาทางช่วยเหลือ ในสภาพบอบช้ำถูกกองทัพต่อหัวเสือ รุมต่อยทั้งตัว ชาวบ้านจึงช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลนครพนม ทั้ง สาวพิการรวม ถึง น้องเก้า หลานชาว ถูกตัวต่อต่อยกว่า 20 ตัว ระบมทั้งตัว จนกระทั่งภายหลังผู้ตายออกจากโรงพยาบาลนครพนม เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 แต่สาวพิการ เหยื่อต่อหัวเสือ ได้เสียชีวิตจากอาการแพ้พิษต่อรุนแรง ซึ่งมีพิธีฌาปนกิจศพในวันนี้ ท่ามกลางความสลด ของญาติพี่น้อง
ทั้งนี้ต่อหัวเสือ ถือเป็นสัตว์มีพิษที่อันตราย ในช่วงเดือนเมษายน ถึงช่วงออกพรรษา เดือนตุลาคม เป็นฤดูกาลของต่อหัวเสือทำรัง และมีชาวบ้านบางส่วนนิยมนำมาเลี้ยง รวมถึงเกิดเองตามธรรมชาติ เสี่ยงอันตราย ต้องระมัดระวัง เพราะหากพลาดถูกต่อยอันตรายถึงชีวิต ทั้งนี้เตือนเป็นอุทาหรณ์สำหรับอันตรายจากต่อหัวเสือ หลังเกิดเหตุชาวบ้านช่วยกันเผาทำลายรังต่อนำมากินเป็นอาหาร
ด้าน น้องเก้า อายุ 12 ปี ผู้รอดชีวิตจากต่อหัวเสือยกทัพรุมต่อย เล่านาทีชีวิตว่า ขณะนั่งเล่นในกระท่อม ข้างบ้านป้า และมีรังต่อทำรังบนโคนต้นกล้วย ซึ่งเห็นมานานแล้ว แต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าจะมารุมต่อยทำร้าย โดยนั่งเล่นกันทั้งหมด 3 คน มีผู้เสียชีวิต กับตน และน้องชาย คือ น้องบุญรอด อายุ 10 ขวบ จากนั้นตนได้โยนไม่ไผ่ที่นำมาเล่น ทิ้งเข้าไปในป่ากล้วย ทำให้ไปถูกรังต่อ และแตกรังยกทัพมารุมต่อย ผู้ตาย จนดำไปทั้งตัว แต่ตนตัดสินใจฮึดสู้ เพราะสงสารน้าสาว ที่ถูกต่อย พยายามเข้าไปช่วยชีวิต ทั้งที่ตนถูกรุมต่อยด้วย ไม่ต่ำกว่า 20 ตัว ซึ่งยังมีบาดแผลระบมไปทั้งตัว โชคดีปลอดภัย ไม่อันตรายถึงชีวิต เพราะมีชาวบ้านได้ยินเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือ เข้ามาหาทางช่วยไว้ได้ทัน ส่วนน้องบุญรอดโดนต่อยแค่ 1 ตัว หลังเห็นท่าไม่ดี รีบวิ่งไปเรียกญาติ และชาวบ้านมาช่วย
ส่วน นายชะพร อายุ 55 ปี เป็นญาติผู้ตาย เล่าช่วงนาทีชีวิตที่เข้าไปช่วยผู้ตายอีกว่า ตนเลี้ยงวัว อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุไม่ไกลมากนัก ได้ยินเสียง หลานชาย หลานสาว ตะโกนร้องไห้ และร้องขอความช่วยเหลือว่าถูกต่อต่อย จึงรีบวิ่งมาดู หาทางช่วย พบเห็นกองทัพแม่ต่อ ยกทัพออกมารุมต่อยหลานสาวที่เสียชีวิต รวมถึงหลานชาย คือ น้องเก้า ที่พยายามเข้าไปช่วย และนำสายยางน้ำประปามาฉีดไล่ตัวต่อช่วยชีวิต ชุลมุน โดยไม่คิดชีวิต เพราะสงสารหลานสาวที่พิการ วิ่งไม่ได้ถูกรุมต่อย จนกระทั่งแม่ต่อสลายตัว บินกลับรัง จึงพยายามลากตัวออกมาจากกระท่อมจุดเกิดเหตุ เร่งประสานไปยังรถกู้ชีพ มาช่วยเหลทอนำส่งโรงพยาบาลนครพนม สุดท้ายไม่รอดชีวิต เพราะถูกแม่ต่อรุมต่อยเกือบยกรัง ทำให้ทนพิษแม่ต่อไม่ไหว เชื่อว่าส่วนหนึ่งร่างกายไม่แข็งแรงแพ้พิษต่อ จนเสียชีวิตสลด นึกถึงสภาพยังน่ากลัวมาก

