ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

ข้อความนี้ปูสกรีนสีอ่อน “ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่แห่งใด ดวงอาทิตย์ย่อมมีหนทางเข้าถึงเราเสมอ”

นั่นคือโอกาสแห่งความวาดหวังในชีวิต...ไม่ว่าชีวิตนั้นๆจะถูกกำหนดโครงสร้างแห่งบทบาทขึ้นมาผ่านความคิดหรือการกระทำใดก็ตาม..ภาวะดังกล่าวนี้ปรากฏอยู่ในนวนิยายชิ้นเอก ที่จะทำให้เราสัมผัสได้ถึงความงดงามและความเปราะบางของมนุษยชาติซ้ำแล้วซ้ำอีก...

“คลาราและดวงอาทิตย์” (Klara and The Sun) ผลงานประพันธ์เล่มล่าสุด ของนักเขียนรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี ค.ศ.2017 “คาซึโอะ อิชิงุโระ” และถูกถ่ายทอดด้วยการแปลเป็นภาษาไทยโดยนักแปลหญิงผู้เปี่ยมไปด้วยอารมณ์อันลึกซึ้งและงดงามเสมอมา “ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ”

นวนิยายเรื่องนี้...ได้เน้นย้ำและบอกเล่าถึง..เรื่องราวของ “คลารา” ...หุ่นแอนดรอยด์ (เอเอฟ-Artificient Friend) ที่ถูกสร้างมาเพื่อให้เป็นเพื่อนของเด็กๆ ยุคอนาคตที่เกิดจากการตัดต่อยีน มีการจัดระดับแบ่งชนชั้น เรียนหนังสือผ่านหน้าจอแท็บเล็ตที่บ้าน   ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม และหากจะมีได้ ก็ต้องจัดงานพบปะปฏิสัมพันธ์ ขึ้นเป็นวาระพิเศษ...คลารานั้นเป็นหุ่นรุ่นที่มีความสามารถในการสังเกตและเรียนรู้เป็นเลิศ..

แต่ถึงอย่างไร เธอก็ยังเป็นหุ่นใหม่แกะกล่อง ที่เพิ่งถูกนำมาตั้งในร้าน...เหตุนี้เธอจึงไร้เดียงสาไม่ต่างไปจากเด็กน้อยคนหนึ่ง คิดว่าสิ่งที่ตัวเองมองเห็นผ่านกระจกตู้โชว์นั้นคือโลกทั้งใบ มิหนำซ้ำยังเชื่อหมดใจว่า ดวงอาทิตย์คือผู้ยิ่งใหญ่...ผู้มอบพลังงานให้หุ่นอย่างพวกเธอ ทั้งยังมอบสารบำรุงกำลัง เพื่อต่อชีวิตได้ด้วย..

“ขณะที่มองดูข้างนอกต่อไป ความเป็นไปได้ก็ผุดขึ้นในหัวฉัน เอเอฟไม่ได้รู้สึกอับอาย ทว่าหวาดกลัวต่างหาก พวกเขากลัวเพราะเราเป็นคนรุ่นใหม่ ทั้งยังกลัวว่าในไม่ช้าเด็กของตนจะตัดสินใจว่า...ถึงเวลาโยนเขาทิ้งได้แล้ว จะได้เปลี่ยนเป็นเอเอฟรุ่นใหม่...นั่นเป็นเหตุผลว่า...ทำไมเอเอฟข้างนอกร้าน ถึงได้เดินลากเท้าผ่านไปอย่างเก้ๆกังๆ โดยไม่ยอมหันมาทางเราเลย...”

ภาวะแห่งความไร้เดียงสาที่เราสัมผัสได้จากหลายบทตอนแห่งความคิดของหุ่นยนต์คลารา...ทำให้เราได้เข้าใจถึงนัยสัมผัสของความงดงามและเปราะบางของมนุษยชาติอย่างถ่องแท้...

“...ความไร้เดียงสา” เป็นประเด็นที่ผู้เขียนพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง...และเขาก็ได้นำมันมาสำรวจ ในนวนิยายของเขา ผ่านวิถีแห่งความรู้สึกคุ้นเคยและแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน

“ฉันไม่เคยคิดเลยว่า...มนุษย์จะเลือกความโดดเดี่ยว ไม่เคยคิดเลยว่าบางครั้งจะมีพลังอื่นๆที่รุนแรงกว่าความปรารถนาที่จะหลีกหนีจากความโดดเดี่ยว”

ภาวะดั่งนี้...คือการเข้าถึงสัมพันธภาพในลักษณะที่แน่วแน่ ไม่ต่างไปจากวิถีของลูกธนู แกร่งกล้าแต่กลับโดดเดี่ยวอยู่ไม่น้อยภายใต้วังวนแห่งความไร้เดียงสานั้นๆ

“เธอเชื่อในหัวใจของมนุษย์อีกหรือเปล่า ฉันไม่ได้หมายถึงแค่อวัยวะ ฉันกำลังพูดถึงในแง่กวี หัวจิตหัวใจของมนุษย์น่ะ...เธอเชื่อว่ามีอะไรอย่างนั้นหรือเปล่า สิ่งที่ทำให้เราแต่ละคนพิเศษและมีลักษณะเฉพาะตัว”

ขณะที่อยู่ที่ร้าน... คลารา พยายามสังเกต ตั้งคำถาม และเรียนรู้เกี่ยวกับ สิ่งรอบตัวให้มากที่สุด เพื่อจะเป็นเอเอฟที่ดีของเด็กตามที่ผู้จัดการร้านบอก จนกระทั่งวันที่เธอได้ไปอยู่กับสาวน้อยโจซี คลาราถึงได้ตระหนักว่า แท้จริงแล้วโลกข้างนอกกว้างใหญ่เพียงใด แต่สิ่งที่สำคัญกว่าโลกข้างนอกก็คือ ความรู้สึกภายในจิตใจของมนุษย์ โดยเฉพาะความรู้สึกที่เรียกว่ารัก.. ซึ่งเปรียบได้ดั่งดินแดน อันซับซ้อนและลึกล้ำเกินกว่าเอเอฟอย่างเธอจะหยั่งถึง ในขณะเดียวกันก็ยังได้รู้จักกับการเปลี่ยนแปลง การพลัดพราก และการจากลา อันเป็นสัจธรรมของโลกที่แม้แต่หุ่นยนต์ก็หนีไม่พ้น...

“มนุษย์อาจจะเหงากันทุกคน ...อย่างน้อยก็มีความเป็นไปได้”

“อิชิงุโระ” เป็นนักเขียนที่เข้าใจและมองได้ขาดในสิ่งที่มุ่งใจที่จะเขียน...มันกลายเป็นข้อถกเถียงที่ต้องถกเถียงกันอย่างกว้าง...มันเป็นภาษาสื่อสารที่โน้มนำให้เรามองโลกในแง่ดี..แต่ก็บีบคั้นอารมณ์อย่างเงียบงัน...มันประกอบสร้างขึ้นทั้งด้วยความประหลาดใจและขุ่นข้องหมองใจ

“...เมื่อฉันก้าวออกมายืนบนกรวด ดวงอาทิตย์อยู่สูงแต่ทว่าดูเหนื่อยล้าอ่อนแรง ฉันไม่แน่ใจเรื่องปิดประตูบ้าน แต่สุดท้ายก็แง้มประตูไว้โดยไม่ให้กลไกของตัวล็อกทำงาน...จากนั้นฉันก็ก้าวออกไปข้างนอกมากขึ้น...ท้องฟ้าสีซีดจางและกว้างใหญ่ ...จากทุ่งหญ้าค่อยๆลาดสูงขึ้นเรื่อยๆ...ฉันเดินไปบนพื้นดินอ่อนนุ่มจนกระทั่งไปยืนอยู่ข้างรั้วของทุ่งหญ้า...และประตูรั้วไม้ที่เหมือนกรอบรูป...ฉันยังคงยืนอยู่หน้าประตูกรอบรูปสักพัก.พลางมองดูต้นหญ้าเอนไปข้างหน้าทางนั้นทีทางโน้นที ข้องใจว่าจะมีทางอื่นใดบ้างที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นและฉันจะช่วยโจซีจากความเจ็บป่วยได้อย่างไร...แต่ฉันยังไม่คุ้นกับการออกมาข้างนอกคนเดียว และรู้สึกได้ถึงความงุนงงสับสนที่เริ่มก่อตัวขึ้น ฉันจึงหันหลังให้ทุ่งหญ้าแล้วเดินกลับ...”

การออกสู่ภายนอกเป็นครั้งแรกของคลารา เป็นเหมือนรหัสนัย และเป็นเหมือนเกมแห่งจักรวาล ที่ไม่ต้องบอกกล่าวถึงกติกา มันไม่สอดคล้องกันนัก..เรื่องราวทั้งหมดเพียงแต่ชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกัน...แต่ถึงกระนั้นในความเป็นหุ่นยนต์ของคลารา เธอก็ถูกร้องขอให้เป็นภาพแทนชีวิตของใครบางคนที่เธอรักและภักดีในยามที่เธอคนนั้นตกอยู่กับห้วงเวลาของชีวิตที่เป็นวิกฤติ

“มันไม่ง่าย แต่ฉันเชื่อว่า ถ้าฉันสังเกตโจซีอย่างตั้งอกตั้งใจต่อไป มันคงไม่เกินความสามารถของฉัน”

แท้จริงแล้ว เบ้าหลอมแห่งความเป็นนวนิยาย “คลาราและดวงอาทิตย์” จัดเป็นนวนิยายวิทยาศาสตร์แบบดิสโทเปีย (Dystopia) ที่มีตัวละครหลักเป็นหุ่นยนต์ และเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในอนาคตสมมติ...ที่ในสังคมไม่มีใครฟังใคร เป็นสังคมแห่งความไม่พึงประสงค์และน่าหวาดกลัว เป็นสังคมที่ปกครองด้วยระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ หรือมีภัยพิบัติทางธรรมชาติ..มันจึงคือนัยของสถานการณ์อันเลวร้าย..เพียงแต่ว่า “อิชิงุโระ” ได้ให้ความสำคัญต่อจิตใจ และความรู้สึกมากกว่าหุ่นยนต์หรือกลไกทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ...ลักษณะเช่นนี้จะคล้ายเหมือนนวนิยายเล่มอื่นๆของเขา...การดำเนินเรื่องผ่านความไร้เดียงสาและมุมมองของหุ่นยนต์หญิงและเด็กสาว ด้วยภาษาง่ายๆแต่กลับจริงจังกับสถานการณ์ของเรื่องและบทบาทแสดงนั้น..แท้จริงแล้วก็สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในใจของผู้อ่านได้...ไม่ต่างไปจากเจตจำนงที่มุ่งเน้นสู่ความรุนแรง..ใดๆ

“ฉันจ้องมองกระจกเหล่านั้น แม้เงาสะท้อนของดวงอาทิตย์จะยังคงเป็นสีส้มเข้ม ทว่าไม่ทำให้ตาพร่าแล้ว และเมื่อ พินิจพิเคราะห์ใบหน้าของดวงอาทิตย์ที่ถูกล้อมอยู่ภายในกรอบสี่เหลี่ยมชั้นนอกสุด ฉันก็เริ่มสำนึกว่าตัวเองไม่ได้มองดูภาพภาพเดียวอยู่ ที่จริงมีใบหน้าของดวงอาทิตย์หลากหลายรูปแบบ อยู่บนผิวกระจกอย่างละแผ่น และสิ่งที่ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นภาพซึ่งรวมกันเป็นหนึ่งเดียว แท้จริงแล้วเป็นภาพแรกเจ็ดภาพทับซ้อนกัน เมื่อสายตาของฉันค่อยๆสอดส่ายจากแผ่นแรกไปถึงแผ่นสุดท้าย แม้ว่าใบหน้าของเขาบนกระจกแผ่นนอกสุดจะดูน่ากลัวและเย็นชา และบนแผ่นที่อยู่ติดกันข้างหลังพอจะบอกได้ว่าดูไม่เป็นมิตรยิ่งกว่า แต่ในกระจกสองแผ่นถัดไป ใบหน้าเขากลับดูอ่อนโยนและใจดียิ่งกว่า..ยังมีกระจกอีกสามแผ่น และถึงจะมองเห็นไม่ค่อยถนัดเนื่องจากอยู่ลึกเข้าไป ฉันก็ยังอดไม่ได้ที่จะคะเนว่า บนกระจกเหล่านั้นต้องมีสีหน้าขบขันปนใจดีอยู่แน่ๆ..แต่ไม่ว่าภาพบนกระจกแต่ละแผ่นจะเป็นเช่นไร เมื่อฉันมองดูพวกมันแบบรวมๆ ก็จะส่งผลให้เห็นภาพใบหน้าเพียงหนึ่งเดียว...ทว่ามีโครงหน้าและอารมณ์ความรู้สึก หลากหลาย....”

“คาซึโอะ อิชิงุโระ” ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้เกิดที่ นางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น...เมื่อปี ค.ศ.1954..จากนั้นได้ย้ายไปประเทศอังกฤษเมื่อตอนอายุได้ 5 ขวบ...นวนิยายแปดเล่มก่อนหน้านี้ สร้างให้เขามีชื่อเสียงไปทั่วโลก ทั้งยังได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมและบุ๊กเกอร์ไพรซ์ ผลงานของเขาได้รับการแปลมากกว่าห้าสิบภาษา...นวนิยาย “เถ้าถ่านแห่งวารวัน” (The Remains of the Day)กับ “แผลลึกหัวใจสลาย” (Never Let me Go) ที่ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ที่โด่งดัง ทั้งสองเรื่องขายได้กว่าล้านเล่ม...

“คลาราและดวงอาทิตย์” (Klara and The Sun)ถือเป็นนวนวนิยายที่ยั่วล้อกับคนอ่านทางความรู้สึกได้อย่างแนบชิดและสม่ำเสมอ ผ่านจิตวิญญาณแห่งการกระทำของตัวละครที่ทั้งแปลกแยกและเร้นซ่อนจากโลกแห่งความเชื่อของความสมจริงทั้งหมด ด้วยพื้นฐานที่ว่า.. เพราะหัวใจของมนุษย์ล้วนทบซ้อนกันอยู่หลายชั้น... กระทั่งสภาวะของหุ่นยนต์สิ่งเลียนแบบในตัวตนของมนุษย์ ก็ถูกออกแบบและสร้างสรรค์ผ่านการเขียนด้วยความเชื่อและศรัทธาที่ว่า.... “หากเธอสังเกตความเป็นมนุษย์ ได้มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งจะมีความรู้สึกมากขึ้นเท่านั้น...”

นี่คือวรรณกรรมที่ก่อให้เกิดกระแสถกเถียงอย่างกว้างขวาง เป็นงานแห่งชีวิตที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างอ่อนน้อมทางเจตจำนง มองโลกทั้งแง่ดีและงาม..ตรงตำแหน่งที่สามารถหยั่งเห็นถึงสัญชาตญาณแรกแห่งการกลับมาของตัวตนและดวงอาทิตย์บนฟากฟ้า...เช่นนั้น...

“ไม่ว่าเราจะอยู่ในที่แห่งใด...ดวงอาทิตย์ย่อมมีหนทางเข้าถึงเราเสมอ....”