ฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอกอีกครั้ง ระบุไม่ถูกต้องแก้ไขได้ ไม่กังวล “พปชร.” ตั้งองครักษ์ปราบมาร ยืนกรานชำแหละรัฐบาล 5 วัน เผยช่วงใกล้เลือกตั้งเป็นปกติมีส.ส.ไหลออก เย้ย“พปชร.”เป็นรองเพื่อไทยมาตลอด พร้อมสู้ศึกเลือกตั้งสมัยหน้า "อัครเดช" สวนกลับ "สายัณห์" ปัดตีกินทางการเมือง ยันบริสุทธิ์ใจสลับชื่อซักฟอก"สุพัฒนพงษ์-สุชาติ"
ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 65 นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า เป็นการเตรียมความพร้อมเดินหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่มีทีมงาน ซึ่งเป็นทั้งทีมกลั่นกรองเนื้อหาและบุคคล ซึ่งเป็นขั้นตอนภายหลังจากที่เรายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ แล้ว โดยจะนำเนื้อหาและข้อกล่าวหาทั้งหมดมาดูเพื่อขัดเกลาและจัดระบบอีกครั้งให้แน่น รวมถึงให้มีความคมมากยิ่งขึ้น โดยอาจจะมีบางประเด็นที่ต้องตัดออกและบางประเด็นที่เพิ่มขึ้น
สำหรับขั้นตอนการวางตัวผู้อภิปรายนั้น วันนี้ยังไม่ถึงขั้นตอนดังกล่าว เนื่องจากยังไม่ได้เจรจากับพรรครัฐบาลว่าจะได้เวลามามากน้อยแค่ไหน หากเราได้กรอบเวลามาจึงจะจัดคนถูก ส่วนกรอบเวลายังตกลงกับวิปรัฐบาลไม่ได้ว่าสรุปแล้วจะให้ใช้ระยะเวลาในการอภิปรายกี่วัน ในส่วนของฝ่ายค้านยังยืนยันเช่นเดิมว่าต้องการเวลา 5 วัน แต่ นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ยังคงเสียงแข็งว่าจะให้เวลาฝ่ายค้านเพียงแค่ 4 วันเท่านั้น ทั้งนี้ก็จะต้องมีการประชุมหารือร่วมกันของวิปสองฝ่ายเพื่อหาข้อสรุปต่อไป
นายสุทิน กล่าวว่า การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะที่ผ่านมามีการไปตีความกันผิด และมีการไปเทียบกับญัตติในอดีตของ นายอุดมเดช รัตนเสถียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ที่มีการยื่นญัตติเข้ามาแล้ว โดยประธานสภาฯ บรรจุเข้าระเบียบวาระและเข้าสู่ระบบขั้นตอนการอภิปรายแล้ว แต่ก็มีการนำมาแก้ไข แต่ของเราถือว่ายังไม่ได้เข้าสู่ระบบ มันต่างกันตรงที่ว่าประธานสภาฯ รับไปแล้วและอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ ดังนั้นระหว่างนี้ก็สามารถแก้ไขได้ตลอด ทั้งเนื้อหาสาระ และการเพิ่มคนที่จะอภิปราย ซึ่งอยู่ที่ว่าสมาชิกแต่ละพรรคเห็นพ้องต้องกันก็สามารถแก้ไขได้ ซึ่งกรณีนี้เทียบไม่ได้กับญัตติของนายอุดมเดช และไม่มีอะไรที่น่าวิตก อย่างไรก็ตามวันนี้เวลา 14.00 น. แต่ละพรรคยื่นรายชื่อยืนยันความถูกต้องของญัตติฯต่อประธานสภาฯ เพื่อวินิจฉัยต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลหรือไม่ที่พรรคพลังประชารัฐตั้งทีมองครักษ์ปราบมาร นายสุทิน กล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวล เรื่องธรรมดาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้งจะมีการตั้งองครักษ์พิทักษ์ ซึ่งครั้งนี้อาจจะเป็นปราบมารก็ต้องว่ากันไป แต่เท่าที่ตนดูรายชื่อบุคคลแล้วก็เห็นว่าล้วนเป็นผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ เป็นคนหน้าใหม่ๆ น่าจะเป็นการเรียนรู้มากกว่าและมองว่าองครักษ์ปราบมารยังเป็นหน้าละอ่อนกันอยู่ เมื่อเทียบกับตัวคนอภิปราย ก็น่ารัก ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
เมื่อถามว่า กังวลว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีงูเห่าเพิ่มขึ้นหรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า ตนไม่แน่ใจๆ แต่ว่าจะมีทั้งขาเข้าและขาออก เพราะช่วงปลายสมัยและใกล้จะมีการเลือกตั้งแบบนี้ การโยกย้ายพรรคมักจะเกิดขึ้นทุกครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะแสดงออกตอนไหน ทั้งนี้ฝากบอกประชาชนว่าหากคนจะไม่อยู่กับเรา เขาจะแสดงออกในทางตรงกันข้ามก็ไม่ออก ฉะนั้นบางคนก็จะมาหาเรา แต่อยู่ที่มารยาทของแต่ละพรรคว่าถ้าจะย้ายหรือจะรับไปอยู่ด้วย ในสมัยที่สภายังอยู่ที่เดิม ตนคิดว่าแต่ละพรรคจะต้องสงวนมารยาทเพื่อรักษาระบบสภา แต่หากหมดสมัยแล้วใครจะไปหรือจะอยู่ก็เป็นเรื่องปกติ
เมื่อถามถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ระบุว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นรองพรรคเพื่อไทย นายสุทิน กล่าวว่า ที่จริงพรรคพลังประชารัฐก็เป็นรองพรรคเพื่อไทยมาตลอด ตนไม่ได้ซ้ำเติม เพราะจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคพลังประชารัฐก็แพ้พรรคเพื่อไทย แม้ว่าเราจะส่งคนไม่ครบทุกเขต แต่เราก็ชนะ ซึ่งเห็นได้ชัดเจน เมื่อผ่านมาจนถึงวันนี้หากไปดูผลสำรวจความคิดเห็นทุกสำนักก็มีความชัดเจนที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยเก่งการเมือง แต่เป็นเพราะผลงานที่ประชาชนเขาเปรียบเทียบระหว่างที่พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลกับวันนี้ที่พรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาล ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนสะท้อนออกมาได้สื่อถึงความเป็นจริง
เมื่อถามว่า แสดงว่าพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมที่จะเลือกตั้งแล้วใช่หรือไม่ นายสุทิน กล่าวว่า จะให้เลือกตั้งสัปดาห์หน้าเลยก็ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยมีความพร้อมทั้งผู้สมัครและนโยบายต่างๆ รวมถึงแคนดิเดตนายกฯ มีแต่เพียงแค่ฝั่งรัฐบาลยังไม่พร้อม แต่ในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และกฎหมายลูก 2 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่เรายังมีความเป็นห่วง
นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นายสายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ กล่าวพาดพิงตนและพรรคประชาธิปัตย์ตีกินทางการเมืองและไม่มีมารยาททางการเมือง ว่า ตนยึดถือผลประโยชน์และความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่ามารยาททางการเมือง วันนี้หากพูดถึง นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และรมว.พลังงาน จะเห็นว่ามีหลากหลายกลุ่มได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือด้านราคาพลังงาน เนื่องจากรัฐมนตรีบริหารงานผิดพลาดหลายเรื่อง เพราะประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้างและเป็นที่ประจักษ์ ถึงความล้มเหลวในการบริหารงานด้านพลังงานดังนั้นการที่จะมาคำนึงถึงมารยาททางการเมือง การที่เป็น ส.ส.ของรัฐบาลแล้วไม่กล้าพูดถึงความเดือดร้อนของประชาชน ตนคิดว่าเราไม่ได้ทำหน้าที่ผู้แทนที่ดี
"ขอฝากไปยังนายสายัณห์ว่าในฐานะผู้แทนอยากให้ยึดประโยชน์ของประชาชนมากกว่ามารยาททางการเมืองและไปปกป้องรัฐมนตรีที่บริหารงานผิดพลาดล้มเหลว ผมก็เสนอด้วยความสุจริตใจ เพราะทุกคนทราบดีรมว.พลังงานบริหารงานทำให้ประชาชนเดือดร้อน ผิดกลับรมว.แรงงานที่มีผลงานชัดเจนตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่มีการดูแลผู้ใช้แรงงาน จึงขอฝากนายสายัณห์ให้กลับไปพิจารณาใหม่ เพราะผมเสนอด้วยความบริสุทธิ์ใจ และที่สำคัญผมมีข้อมูลพร้อมว่ามีความผิดพลาดอะไร และพร้อมจะให้ข้อมูลนี้กับฝ่ายค้าน”
นายอัครเดชร กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้เสนอให้นำชื่อของรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ออกแล้วเอารัฐมนตรีจากพรรคพลังประชารัฐแทน เพราะส่วนตัวยินดีให้อภิปรายรัฐมนตรีจากพรรคประชาธิปัตย์ หากบริหารงานผิดพลาดแล้วไม่สามารถชี้แจงได้ ตนไม่เคยปกป้องรัฐมนตรีของพรรคที่ทำงานผิดพลาด ส่วนที่นายสายัณห์จะเพิ่มชื่อ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ สามารถเสนอได้เลย อย่างไรก็ตามฝากไปยังนายสายัณห์ว่าขอให้คำนึงถึงการแก้ปัญหาให้ประชาชน อย่าให้ประชาชนคิดว่าที่ประชาชนพูดถึงความเดือดร้อนทุกวันเหมือนเป็นการสีซอให้ฟัง
นายอัครเดช กล่าวอีกว่า การที่ฝ่ายค้านจะทบทวนหรือไม่ทบทวนก็เคารพความเห็นของผู้นำฝ่ายค้านและพรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเพิ่มหรือจะดึงออก ก็เป็นสิทธิของฝ่ายค้าน แต่ตนก็มีสิทธิเสนอ เพราะประชาชนเดือดร้อนและพร้อมจะให้ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ในการอภิปรายเพื่อซักฟอกรัฐมนตรีพลังงาน และเรียกร้องไปยังนายสุพัฒนพงษ์ให้มาตอบกระทู้ในวันพรุ่งนี้ด้วย
ด้าน นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี นายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส.ของพรรคทั้ง 4 เขต ในการเลือกตั้งครั้งหน้าเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่มีชื่อตัวเองว่า ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการตนอีกต่อไป ทั้งที่เป็นส.ส.ของพรรคเพียงคนเดียวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตนจึงจําเป็นต้องอ้างถึงนายนิพนธ์ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลมากต่อการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ภายในพรรค
การตัดสินใจบางอย่างอาจเป็นการทําให้เกิดความแตกแยกในพรรคมากยิ่งขึ้นเช่นกรณีก่อนการเลือกตั้งปี 2562 เกิดเหตุกรณี นายเจือ ราชสีห์ อดีตส.ส.สงขลา ที่ชนะการเลือกตั้งที่เขตอ.เมืองสงขลามาถึง 4 สมัย แต่กลับมีการอ้างผลโพลของพรรคว่าถ้าส่งนายเจือลงสมัครจะไม่ได้รับเลือกตั้ง ควรจะส่งลูกชายของนายนิพนธ์ลงแทน ซึ่งผลกลับได้คะแนนน้อยกว่าที่นายเจือเคยทําไว้ในอดีตถึง3เท่าตัว แต่ก็พอเข้าใจได้ว่านายนิพนธ์ต้องการเปิดทางให้ลูกชายได้ลงสมัครส.ส.
นายอันวาร์ กล่าวว่า กรณีของตนตอนที่เพิ่งเป็นส.ส.สมัยแรก ก็มีอ้างโพลบอกว่าตนไม่ลงพื้นที่ พรรคไม่ควรส่งลงสมัครอีก และก่อนหน้านั้น มีคนเอาข้อมูลมาให้ตนอภิปรายโจมตีนักธุรกิจคู่แข่ง แต่ได้ปฏิเสธไป อยู่ดีๆ จึงมีผลโพลถูกเสกขึ้นมาบอกไม่ให้ตนลงสมัคร แต่สุดท้ายตนก็ชนะได้เป็นส.ส.ถึง4สมัยถึงปัจจุบัน
สําหรับการประกาศรายชื่อว่าที่ผู้สมัครส.ส.ปัตตานีของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 4 เขต โดยไม่มีชื่อตนนั้น เพิ่งทราบในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจ เพราะเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องที่นายนิพนธ์ลงพื้นที่เคลื่อนไหวที่ปัตตานีมาตลอด สอดคล้องกับที่มีการประกาศว่าจะไม่ส่งตนลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์อีก รวมถึงการตัดช่องทางการช่วยเหลือจากพรรค แต่ตนก็ยังทําหน้าที่ส.ส. ยังลงพื้นที่พบปะรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชนและช่วยประสานแก้ไข การประกาศว่าที่ผู้สมัครส.ส.ปัตตานีโดยไม่มีชื่อตน จึงเป็นการตอกย้ำถึงสิ่งที่ตนคอยพูดเสมอมาว่านายนิพนธ์เป็นผู้มีอิทธิพลในพรรค เพราะทำโดยไม่ได้ผ่านกระบวนการ ขั้นตอนต่างๆในพรรค เท่ากับเป็นการทําลายระบบของพรรค
“ที่สำคัญการกระทําแบบนี้ เริ่มทําให้พื้นที่ด้ามขวานของประชาธิปัตย์เริ่มร้าว ไม่เป็นเอกภาพ ตั้งแต่เหตุการณ์การประกาศว่าที่ผู้สมัครส.ส.ที่ระนอง พัทลุง นครศรีธรรมราช และปัตตานี ล้วนเป็นผลทําให้พรรคประชาธิปัตย์ของเราต้องเสียบุคลากรดีๆไปมากเพราะหลายคนหมดสิ้นศรัทธากับระบบของพรรคประชาธิปัตย์ในยุคนี้ที่เหลืออยู่เพียงแค่ระบบนายทุน ในพรรค ดังนั้นจึงไม่จําเป็นต้องไปตามสืบให้ปวดหัวว่าทําไมการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เหตุใดจึงล้มเหลวได้ขนาดนั้นและในการเลือกตั้งครั้งหน้า เกิดคำถามในหมู่เพื่อนส.ส.คุยกันว่า เราจะเหลือกี่ที่นั่ง แค่นึกถึงก็หดหู่ ขอให้ผู้บริหารพรรคช่วยตอบด้วย” นายอันวาร์ กล่าว
สำหรับว่าที่ผู้สมัครส.ส.ปัตตานีทั้ง4 เขต ที่นายนิพนธ์ไปเปิดตัวในพื้นที่คือ เขตเลือกตั้งที่1 นายสนิทนาแว เขตเลือกตั้งที่2 นายมนตรี ดอเลาะ เขตเลือกตั้งที่ 3 นายยูนัยดี วาบา และเขตเลือกตั้งที่4 นายนาวี หะยีดอเลาะ โดย นายอันวาร์ เป็นส.ส.เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ มาติดต่อกัน4 สมัย
น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีตส.ส.ราชบุรี ออกมาระบุถึงกรณีที่ น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ส.ส. เนื่องจากอยู่ระหว่างการไต่สวนในคดีเสียบบัตรแทนกัน แต่กลับได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.คู่ชีวิต ว่า คำสั่งศาลฎีกาถือเป็นคำสั่งที่ออกมาเพื่อให้บังคับใช้โดยทั่วกัน ไม่ได้เจาะจงเฉพาะตนเอง อย่างที่เลขาธิการสภาฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ จึงขอเรียกร้องให้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ ออกมารับผิดชอบต่อเรื่องนี้ เหตุใดจึงปล่อยให้มาเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญได้
ส่วนที่เลขาธิการสภาฯ ระบุศาลสั่งเฉพาะกรณีของน.ส.ปารีณาไม่เกี่ยวกับส.ส.คนอื่นนั้น น.ส.ปารีณา กล่าวว่า มันได้ด้วยเหรอ ท่านเลขาธิการสภาฯ การตอบคำถามแบบนี้ เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน ซึ่งวันนี้จากคำสั่งศาลชัดเจนแล้วว่ามีบรรทัดฐานใหม่เกิดขึ้นในประเทศไทย และใช้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ใช้แค่เฉพาะปารีณาคนเดียวในโลก ซึ่งเป็นการตอบคำถามแบบส่งเดช ตอบมั่วซั่ว ตอบแบบไม่คิด และการฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลถือว่าเข้าข่ายมีความผิด และเรียกร้องให้บรรดานักร้องต่างๆ ไปยื่นร้องเรียน เพื่อตรวจสอบประธานสภาฯ ที่อาจเข้าข่ายกระทำความผิดเลือกปฏิบัติ