นางรำชายหญิง 99 ชีวิต ลงซ้อมรำบวงสรวง สักการะ เจ้าพ่อหลักเมืองบุรีรัมย์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมือง ยึดเหนี่ยวจิตใจ ที่เคารพนับถือ และปกป้องคุ้มครองชาวบุรีรัมย์ ในงานประเพณีสงกรานต์และสมโภชศาลพระหลักเมือง เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ 15 เม.ย.นี้
เมื่อเวลา 17.00 น.วันนี้ (14 เม.ย.65) บรรดานางรำ จากนักเรียน นักศึกษา ส่วนราชการ และประชาชนจิตอาสา ในชุมชนต่างๆ ทั้งชายหญิง จำนวน 99 คน มาร่วมซ้อมรำบวงสรวง สักการะเจ้าพ่อหลักเมืองบุรีรัมย์ เพื่อความพร้อมเพรียงกัน ที่บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองบุรีรัมย์ เทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ก่อนจะมีการรำบวงสรวงจริง ในช่วงเช้าของวันที่ 15 เม.ย.65 ในงานประเพณีสงกรานต์และสมโภชศาลพระหลักเมือง ประจำปี 2565 ซึ่งทางเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ได้กำหนดจัดขึ้นที่บริเวณวัดกลางพระอารามหลวง และศาลพระหลักเมืองบุรีรัมย์ โดยในปีนี้มีกิจกรรม ขบวนแห่พระพุทธสิหิงค์ และสรงน้ำพระพุทธสิหิงค์ ขบวนผ้าป่าชุมชน พิธีบวงสรวงและสมโภชศาลพระหลักเมือง และกิจกรรมของวัดกลาง พระอารามหลวง
ซึ่งทางเทศบาลขอความร่วมมือให้ประชาชน และนักท่องเที่ยว ได้ปฎิบัติตามมาตรการความปลอดภัย สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ภายใต้มาตรการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด
โดยในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ทางเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ได้ร่วมกับส่วนราชการ และประชาชนจิตอาสา ในชุมชนต่างๆ จัดให้มีพิธีรำบวงสรวง สักการะเจ้าพ่อหลักเมืองบุรีรัมย์ จากนางรำทั้งชายหญิง 99 คน แต่งกายด้วยชุดผ้าซิ่นตีนแดง เสื้อขาว และผ้าสีม่วงพาดบ่า
สำหรับลักษณะท่ารำ ส่วนมากจะเป็นท่าฟ้อนพื้นบ้านอีสานเบื้องต้น เป็นท่าพื้นฐานจะเน้นท่าง่ายๆ เพื่อให้นางรำที่สูงอายุสามารถรำได้ ซึ่งท่ารำแต่ละท่าจะเป็นการกราบไหว้ ท่าไหว้เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่บ้านเมือง คือ เจ้าพ่อหลักเมือง หลังจากนั้นก็เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์ของอีสาน ทั้งอีสานใต้ อีสานเหนือ เนื่องจาก จ.บุรีรัมย์ มี 4 ชาติพันธุ์ ก็นำท่ารำมาปรับประยุกต์ให้เป็นท่ารำของ จ.บุรีรัมย์ เพื่อที่จะเลือกท่ารำง่ายๆ ให้สามารถรำได้ทุกคนทุกเพศทุกวัย ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้สูงอายุก็สามารถมารำได้ ท่วงท่าที่ออกไปก็สื่อถึงการไหว้ และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งนี้ ศาลหลักเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสถานที่ที่ชาวบุรีรัมย์นับถือศรัทธา และเดินทางมากราบไหว้ในโอกาสต่างๆ เดิมเป็นเพียงอาคารไม้ขนาดเล็ก ต่อมาได้มีการรื้อและก่อสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2548 -2550 โดยรูปแบบ สถาปัตยกรรมนั้นเป็นศิลปะขอมโบราณ เลียนแบบมาจากปราสาทพนมรุ้ง ซึ่งคงความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นบุรีรัมย์ไว้อย่างชัดเจน
โดยมีความเชื่อว่าบริเวณที่สร้างศาลหลักเมืองนี้เคยเป็นจุดที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในขณะนั้น) ได้ใช้เป็นจุดพักรบ และยังเป็นจุดกำเนิดเมืองบุรีรัมย์ด้วย โดยพระองค์ทรงเห็นว่า บริเวณนี้เป็นทำเลที่เหมาะสม มีสระน้ำ มีต้นแปะขนาดใหญ่ จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งชื่อเมืองนี้ว่า “เมืองแปะ” ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองบุรีรัมย์ในสมัยต่อมา
ในส่วนของอาคารศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ มีลักษณะเป็นองค์ปรางค์ มียอดทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นประดับกลีบขนุนและเทพประจำทิศ เพื่อปกป้องรักษาทิศต่างๆ องค์เรือนธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระหลักเมืองชักมุมออกทั้ง 4 ด้าน อันหมายถึง การกระจายความเป็นหลักฐานความมั่นคงออกไปทั้ง 4 ทิศ
ขณะที่ยอดศาลพระหลักเมืองตกแต่งด้วยรูปดอกบัวเป็นสเตนกลาสประดับทอง เพื่อนำแสงเข้าสู่หลักเมือง ภายในตัวศาลได้ตั้งเสาหลักเมืองตรงกลางองค์ปรางค์ พร้อมกับอันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเสื้อเมือง เทพารักษ์ และพระทรงเมือง เพื่อมาปกปักษ์รักษา คุ้มครองให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข
ด้านเสาหลักเมืองบุรีรัมย์ มีอยู่ 2 ต้น โดยสร้างไว้ใกล้ชิตติดกัน มีข้อสันนิษฐานว่า เสาต้นที่ 1 (ต้นเอียง) เป็นเสาหลักเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อสร้างเมืองแปะ ส่วนเสาหลักเมืองต้นที่ 2 น่าจะเป็นเสาหลักเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อมีฐานะเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ ด้านข้างศาลหลักเมือง ยังมีศาลเจ้าจีนที่ประดิษฐานรูปเหมือนเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายจีน ได้มากราบไหว้ในบริเวณเดียวกัน โดยด้านซ้ายมีองค์เทพเจ้าไฉ่ซึ่งเอียะซึ่งเป็นเทพเจ้าด้านเงินทองและโชคลาภ ส่วนด้านขวามีองค์เทพเจ้ากวนอูซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ การต่อสู้ แข่งขัน ชิงชัย
ดังนั้น ศาลหลักเมืองที่งดงาม จึงผสมผสานสถาปัตยกรรมและความเชื่อหลากหลายเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว และเป็นเอกลักษณ์แห่งนี้ จึงเป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจและเป็นทั้งความภาคภูมิใจของชาวบุรีรัมย์ในขณะเดียวกัน
ซึ่งทางเทศบาลขอความร่วมมือให้ประชาชน และนักท่องเที่ยว ได้ปฎิบัติตามมาตรการความปลอดภัย สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ภายใต้มาตรการของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด
โดยในปีนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ทางเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ได้ร่วมกับส่วนราชการ และประชาชนจิตอาสา ในชุมชนต่างๆ จัดให้มีพิธีรำบวงสรวง สักการะเจ้าพ่อหลักเมืองบุรีรัมย์ จากนางรำทั้งชายหญิง 99 คน แต่งกายด้วยชุดผ้าซิ่นตีนแดง เสื้อขาว และผ้าสีม่วงพาดบ่า
สำหรับลักษณะท่ารำ ส่วนมากจะเป็นท่าฟ้อนพื้นบ้านอีสานเบื้องต้น เป็นท่าพื้นฐานจะเน้นท่าง่ายๆ เพื่อให้นางรำที่สูงอายุสามารถรำได้ ซึ่งท่ารำแต่ละท่าจะเป็นการกราบไหว้ ท่าไหว้เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่บ้านเมือง คือ เจ้าพ่อหลักเมือง หลังจากนั้นก็เป็นท่ารำที่เป็นเอกลักษณ์ของอีสาน ทั้งอีสานใต้ อีสานเหนือ เนื่องจาก จ.บุรีรัมย์ มี 4 ชาติพันธุ์ ก็นำท่ารำมาปรับประยุกต์ให้เป็นท่ารำของ จ.บุรีรัมย์ เพื่อที่จะเลือกท่ารำง่ายๆ ให้สามารถรำได้ทุกคนทุกเพศทุกวัย ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก ผู้สูงอายุก็สามารถมารำได้ ท่วงท่าที่ออกไปก็สื่อถึงการไหว้ และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งนี้ ศาลหลักเมืองจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสถานที่ที่ชาวบุรีรัมย์นับถือศรัทธา และเดินทางมากราบไหว้ในโอกาสต่างๆ เดิมเป็นเพียงอาคารไม้ขนาดเล็ก ต่อมาได้มีการรื้อและก่อสร้างขึ้นใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2548 -2550 โดยรูปแบบ สถาปัตยกรรมนั้นเป็นศิลปะขอมโบราณ เลียนแบบมาจากปราสาทพนมรุ้ง ซึ่งคงความเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นบุรีรัมย์ไว้อย่างชัดเจน
โดยมีความเชื่อว่าบริเวณที่สร้างศาลหลักเมืองนี้เคยเป็นจุดที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในขณะนั้น) ได้ใช้เป็นจุดพักรบ และยังเป็นจุดกำเนิดเมืองบุรีรัมย์ด้วย โดยพระองค์ทรงเห็นว่า บริเวณนี้เป็นทำเลที่เหมาะสม มีสระน้ำ มีต้นแปะขนาดใหญ่ จึงโปรดเกล้าฯให้ตั้งชื่อเมืองนี้ว่า “เมืองแปะ” ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองบุรีรัมย์ในสมัยต่อมา
ในส่วนของอาคารศาลหลักเมืองบุรีรัมย์ มีลักษณะเป็นองค์ปรางค์ มียอดทั้งหมด 5 ชั้น แต่ละชั้นประดับกลีบขนุนและเทพประจำทิศ เพื่อปกป้องรักษาทิศต่างๆ องค์เรือนธาตุเป็นที่ประดิษฐานพระหลักเมืองชักมุมออกทั้ง 4 ด้าน อันหมายถึง การกระจายความเป็นหลักฐานความมั่นคงออกไปทั้ง 4 ทิศ
ขณะที่ยอดศาลพระหลักเมืองตกแต่งด้วยรูปดอกบัวเป็นสเตนกลาสประดับทอง เพื่อนำแสงเข้าสู่หลักเมือง ภายในตัวศาลได้ตั้งเสาหลักเมืองตรงกลางองค์ปรางค์ พร้อมกับอันเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระเสื้อเมือง เทพารักษ์ และพระทรงเมือง เพื่อมาปกปักษ์รักษา คุ้มครองให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุข
ด้านเสาหลักเมืองบุรีรัมย์ มีอยู่ 2 ต้น โดยสร้างไว้ใกล้ชิตติดกัน มีข้อสันนิษฐานว่า เสาต้นที่ 1 (ต้นเอียง) เป็นเสาหลักเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อสร้างเมืองแปะ ส่วนเสาหลักเมืองต้นที่ 2 น่าจะเป็นเสาหลักเมืองที่ตั้งขึ้นเมื่อมีฐานะเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ ด้านข้างศาลหลักเมือง ยังมีศาลเจ้าจีนที่ประดิษฐานรูปเหมือนเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อให้ชาวไทยเชื้อสายจีน ได้มากราบไหว้ในบริเวณเดียวกัน โดยด้านซ้ายมีองค์เทพเจ้าไฉ่ซึ่งเอียะซึ่งเป็นเทพเจ้าด้านเงินทองและโชคลาภ ส่วนด้านขวามีองค์เทพเจ้ากวนอูซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ การต่อสู้ แข่งขัน ชิงชัย
ดังนั้น ศาลหลักเมืองที่งดงาม จึงผสมผสานสถาปัตยกรรมและความเชื่อหลากหลายเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว และเป็นเอกลักษณ์แห่งนี้ จึงเป็นทั้งศูนย์รวมจิตใจและเป็นทั้งความภาคภูมิใจของชาวบุรีรัมย์ในขณะเดียวกัน