บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น)
ข้อมูลขยะประเทศไทย
อัตราคนสร้างขยะ 1.1 กิโลกรัม/คน/วัน คนกรุงเทพฯ ผลิตขยะ 11,500 ตัน/วัน คนไทยผลิตขยะ 73,560 ตัน/วัน สัดส่วนของขยะมูลฝอยชุมชน 1 กอง 100% แยกแยะดังนี้ ขยะอินทรีย์ 64% ขยะรีไซเคิล 30% ขยะอันตราย 3% ขยะทั่วไป 3%
ปริมาณขยะมูลฝอยชุมชน ปี 2556 26.77 ล้านตัน ปี 2557 26.19 ล้านตัน ปี 2558 26.85 ล้านตัน ปี 2559 27.06 ล้านตัน ปี 2560 27.40 ล้านตัน ข้อมูลปี 2561 ไทยมีปริมาณขยะถึงกว่า 50.6 ล้านตัน จากชุมชน 56% อุตสาหกรรม 43% และสถานพยาบาล 1% ซึ่งกากอุตสาหกรรมมีปริมาณพอกับขยะจากชุมชนที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมสูง ข้อมูลปี 2563 มีขยะไม่ได้รับการกำจัดอย่างถูกต้อง 7.88 ล้านตัน (31%) อย่างไรก็ตาม “การกำจัดขยะ” เป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของการจัดการขยะเท่านั้น การกำจัดขยะเป็นปลายทาง นอกจากนี้ ขยะคือความเหลื่อมล้ำ เช่น กทม.ผลิตขยะมาก ปี 2562 กทม.ส่งขยะออกมากที่สุดถึง 5706 ตัน ไปกำจัดที่ราชาเทวะ นครปฐม และฉะเชิงเทรา ดังนั้น การจัดการขยะ มูลฝอยและของเสียอันตราย ด้วย “การจัดการขยะมูลฝอยชุมชนแบบครบวงจร” จึงเป็นสิ่งจำเป็น
ปัจจุบันปริมาณขยะเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ปัญหาการจัดการ “ขยะมูลฝอย (Solid Waste)” จึงเป็นปัญหาเรื้อรังระดับประเทศที่ต้องจัดการอย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการ ด้วยวิถีชีวิตของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป แม้จะอยู่ในชุมชนเมือง หรือชุมชนชนบทต่างก็ต้องมีวิธีการกำจัดขยะเหมือนกัน แต่ความเป็นชุมชนเมืองย่อมมีขยะที่ซับซ้อนมากขึ้น มีขยะในครัวเรือนที่เพิ่มมากขึ้น และยากต่อการจำกัด ด้วยวิถีความเป็นเมือง (Urbanization) สมัยก่อนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไม่มีรถเก็บขนขยะแต่อย่างใด โดยเฉพาะ อบต.เล็กๆ ตามชนบท เพราะพื้นที่ชนบทต่างเก็บขนทำลายขยะกันได้เอง เพราะปริมาณขยะมีเล็กน้อย แตกต่างจากพื้นที่ชุมชนขนาดใหญ่และหนาแน่นในเขตเมือง เช่น เทศบาลเมือง เทศบาลนคร เมืองพัทยา และ กรุงเทพมหานคร(กทม.)
ต่อมาเมื่อชุมชนขยายใหญ่ขึ้นจึงมีความจำเป็นต้องจัดระบบการเก็บขนและกำจัดทำลายขยะให้ถูกต้อง เพราะการเผาต่างๆ ของชาวบ้าน เช่น เผาฟางข้าว ต้นหรือซังข้าว ข้าวโพด หรือเศษไม้ใบหญ้า หรือเปลือกหรือกากของพืช เพื่อเตรียมการทำการเพาะปลูกใหม่ การเผาหญ้า เผาวัสดุขยะต่างๆ หรือสิ่งอันไม่พึงประสงค์ใดๆ รวมทั้งการทิ้งขยะด้วย สร้างมลพิษแก่พื้นที่ที่ผิดกฎหมาย จึงถูกจำกัดข้อกฎหมายท้องถิ่นหลายๆ ฉบับ ทั้งอาจผิดประมวลกฎหมายอาญาด้วย เช่น มาตรา 217, 218, 220, 224, 225 หรือผิดละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่สำคัญคือกฎหมายสาธารณสุขเรื่องเหตุรำคาญควันไฟ ควันพิษ เกิดมลภาวะ การห้ามเผาฟาง เผาหญ้า ห้ามเผาขยะในเขตทางหลวง กฎหมายรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง กฎหมายควบคุมสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ล้วนเป็นมาตรการสำคัญที่ทำให้ชุมชนสะอาด ปลอดมลภาวะ ในพื้นที่และในอากาศ ช่วยลดฝุ่นควันพิษ PM 2.5 ควันฝุ่นละอองจากเขม่าขี้เถ้า รวมทั้งการลดภาวะโลกร้อน (Global Warming) ตาม Agenda ของโลกด้วย
ปัญหาความต่างในมาตรฐานของ อปท. ทำให้การบริหารจัดการขยะมูลฝอยไม่เป็นระบบ เป็นภาระและสร้างปัญหาระบบภาวะแวดล้อมชุมชนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะขยะพิเศษที่ทำลายยาก เช่น ขยะพลาสติก ขยะพิษ ขยะอันตราย ขยะติดเชื้อ เป็นต้น ทำให้ อบต.ขนาดเล็ก เทศบาลขนาดเล็กประสบปัญหาเรื่องขยะเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ปัญหาง่ายๆ เช่น ประชาชนจะทิ้งขยะกันอย่างไร ทิ้งที่ไหน จะทำลายขยะด้วยการเผาทำลายเอง หรือฝังกลบเองก็มิใช่เรื่องง่าย เพราะไม่มีพื้นที่ และมีการเข้มงวดกวดขันไม่ให้ชาวบ้านเผาหญ้าเผาขยะ โดยเฉพาะในหน้าแล้ง เพราะสร้างมลภาวะ ความเดือดร้อนรำคาญ
Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยแบบรวมศูนย์ (Clusters)
การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย เริ่มคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จาก เมื่อ 26 สิงหาคม 2557 ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ถือว่า “ปัญหาขยะล้นเมือง” เป็นวาระเร่งด่วน (Quick Win) เป็น “วาระแห่งชาติ” (Agenda) ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) โดยมีข้อเสนอที่สำคัญ คือ การจัดการมูลฝอยรวม (Clusters) มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 เห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของประเทศ (พ.ศ.2559-2564) โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมกันบริหารจัดการขยะมูลฝอย ตามแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะของประเทศ (พ.ศ.2565-2570) กองจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ
ในที่สุดกระทรวงมหาดไทยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 34/1 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคเจ็ด แห่ง พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ได้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การจัดการมูลฝอย พ.ศ.2560 อันเป็นจุดเริ่มของการให้เอกชนเข้ามาจัดการขยะร่วมกับท้องถิ่น ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการจัดทำมาก่อนแล้ว แต่เป็นการดำเนินการด้วยระบบสมัครใจ แล้วแต่ศักยภาพของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของผู้นำท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นที่แตกต่างกัน สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยเริ่มปลูกฝังแนวคิดนี้โดยการทัศนศึกษาดูงานต่างประเทศ การถ่ายทอดนวัตกรรมการกำจัดขยะแก่เทศบาล เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับเรื่องการบริหารชุมชนเมืองด้านการจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม
ในการบริหารจัดการขยะนั้น มีกิจกรรมที่สำคัญที่สุดกิจกรรมหนึ่งคือ “การกำจัดขยะ” ซึ่งแต่เดิมท้องถิ่นก็บริหารเอง กำจัดขยะเอง แต่เมื่อปริมาณขยะมากขึ้น การกำจัดย่อมมีปัญหาในหลายๆ มิติ โดยเฉพาะต้นทุนในการบริหารจัดการที่สูงขึ้น สถานที่ในการกำจัดทำลายไม่มี หรือมีแต่ไม่เหมาะสม เทคนิคการกำจัดแบบเดิมคือการฝังกลบ (Landfills) และการเผาทิ้งที่สร้างมลพิษ กลิ่น ควัน ต่อมาจึงมีการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ในการกำจัดที่ดีขึ้น เชิง “บูรณาการ” มากขึ้ น เช่น หลายๆ อปท.มี "การรวมกลุ่มพื้นที่ในการบริหารจัดการขยะมูลฝอย" (Clusters) หรือ “การจัดการมูลฝอยรวมกัน” (Clusters) หรือ “จัดการขยะมูลฝอยแบบรวมศูนย์” มีเตาเผาขยะ มีโรงคัดแยกขยะ แน่นอนเป็นการดำเนินการธุรกิจอย่างหนึ่งของเอกชนที่จะมารับจ้างท้องถิ่นในการ “กำจัดขยะ” ด้วยการรับจ้างรับเหมากำจัดขยะ เพราะเมื่อมีขยะมูลฝอยมารวมศูนย์ก็ต้องมีการกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะ โดยการรับจ้าง ข้อดีคือ การรวมกลุ่มโอกาสการจัดการได้มากขึ้น ดีกว่าการจัดการแบบเดี่ยว อปท. สามารถแชร์บ่อขยะได้ ส่วนอย่างอื่นเช่น รถขยะ บุคลากรไม่ได้แชร์ สามารถกระทำได้ใน 2 วิธีคือ (1) อบจ.มีศักยภาพจัดการพอ หรือ (2) อาจให้เอกชนรับเหมาจัดการ มีข้อเสนอจากนักวิชาการว่า จากการจัดการขยะ “Cluster” ไปสู่ “Regional” ได้ หมายถึงความร่วมมือของท้องถิ่นในการจัดการขยะที่มีขนาดพื้นที่กว้างขวางขึ้นที่อาจข้ามเขตจังหวัดไปรวมกับท้องถิ่นในจังหวัดข้างเคียงได้
ข่าวการทุจริตโครงการก่อสร้างศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยกลุ่มพื้นที่ในจังหวัดภาคอีสานเมื่อเร็วๆ นี้คือตัวอย่างกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ลองมาย้อนดูความเป็นมาและตัวอย่างข้อสังเกต
ปัญหาทั่วไปการบริหารจัดการคลัสเตอร์ขยะ
ในมิติของการบริหารจัดการ ญี่ปุ่นมอง “ขยะ” (Waste) ว่าเป็น “วัตถุ” (Material Flow) เพราะเมื่อขยะเป็นวัตถุเป็นสิ่งของ ขยะจะมีมูลค่าเป็นเงินได้ จึงมีธุรกิจการรับซื้อขยะเกิดขึ้น ปัญหาการรวมกลุ่มพื้นที่ในการจัดการมูลฝอย (Clusters) ที่พบเห็นทั่วไป ตัวอย่างเช่น (1) จังหวัดขาดการขับเคลื่อน เพราะไปสนใจทำโครงการจังหวัดสะอาด คือ โครงการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” (2) ไม่มี อปท.ใดยอมเป็นเจ้าภาพ เพราะประชาชนต่อต้าน (3) เอกชน ไม่ลงทุนเพราะเงื่อนไขระบบราชการมากมาย (4) โรงไฟฟ้าขยะไม่ค่อยสำเร็จ เพราะเส้นสาย ยากในการขออนุมัติขออนุญาต ไฟฟ้าขายไม่ได้ การไฟฟ้าไม่รับซื้อ (5) คณะกรรมการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยระดับจังหวัดไม่ค่อยประชุม นานๆ ประชุมครั้ง (6) อปท.และจังหวัดขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในวิทยาการกำจัดขยะ (7) มีนอกมีในผลประโยชน์การจัดสรรงบประมาณ การวิ่งงบประมาณจากส่วนกลาง ที่บุคลากรส่วนกลางตีกิน ทำตามใบสั่ง (8) อปท. มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอุปกรณ์เครื่องมือในการเก็บขนและกำจัด จึงไม่อยากเสียเงินงบประมาณ ค่าทิ้งค่ากำจัดขยะ และชาวบ้านก็ไม่อยากเสียเงินค่าขยะแพง (9) อปท.ไม่ยอมตราข้อบังคับเรื่องขยะ อปท.มีข้อบังคับที่มีบทลงโทษไม่เข้มงวด (10) ปัญหามากอยู่ที่การจัดการขยะพิษ (11) ส่วนกลางกระทรวงมหาดไทยขาดบุคลากรที่ดูแลขยะ เฉพาะทาง เช่น นักวิชาการสาธารณสุข สุขาภิบาล สิ่งแวดล้อม วิศวกร เจ้าหน้าที่มีทำเฉพาะเรื่องการรายงาน ไม่ได้ทำเรื่องขับเคลื่อน เมื่อไม่รู้ก็ยากในแนวทางสั่งการ เพราะมัวแต่นั่งสั่งการ หรือยืมใช้นักวิชาการจากเอกชนที่อื่น เช่น ทีพีไอ สถ. ต้องมีนักวิชาการของตนเอง ไม่ยืมจมูกคนอื่น เพราะมันเรื่องเฉพาะทาง ที่ต้องรู้ลึก รู้ทางเขา ผู้รับจ้าง ผู้รับเหมา และแนวทางบริหารจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการควบคุมมลพิษ (คผ.) ทุกขั้นตอนต้องมีนักวิชาการเป็นเรื่องๆ แยกไปแต่ละเรื่อง (12) ครัวเรือนไม่มีการคัดแยกขยะ ไม่เห็นความสำคัญในการคัดแยกขยะก่อนที่จะนำไปทิ้ง ขาดความตระหนักและการมีส่วนร่วมของชุมชน ความร่วมมือจากประชาชนและผู้ประกอบการ (13) การดูแลบ่อขยะมีลักษณะดูแลของใครของมันโดยเอกชน เจ้านายใครของใครของมันเสมือนเป็นเจ้าของเสียเอง ที่มิใช่ราชการ นักวิชาการ (2565) สรุปว่า ปัญหาชุมชนกับบ่อขยะ คือ “เปย์ไม่ถึง กับเปย์ไม่ได้” (จ่ายไม่ถึง/จ่ายไม่ได้)
ปัญหาเชิงลึกการบริหารจัดการคลัสเตอร์ขยะ
คน อปท.ต้องหันมาศึกษาที่มาของโครงการจัดการขยะมูลฝอยให้มากขึ้น เพราะปัญหาขยะล้นเมืองถือเป็นวาระปฏิรูปแห่งชาติแล้ว มองย้อนกลับไปปัญหาพื้นๆ ที่เกิดขึ้นเช่น การออกแบบจัดกลุ่มคลัสเตอร์ ทั้งเรื่องขยะ บำบัดน้ำเสีย ต้องให้เหมาะสมกับสภาพเป็นจริงในพื้นที่ ไม่ควรเผื่อเอาไว้มาก เมื่อได้ผลและจำเป็นก็เพิ่มยูนิตอีกทีหลังได้ การใช้พลังงานจักรกลช่วยงานบำบัดน้ำเสีย ควรใช้เฉพาะจุดที่จำเป็น นอกนั้นใช้วิธีธรรมชาติ การอ้างอิงงานวิจัยรับรองจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานวิชาการเป็นสิ่งจำเป็น แต่ในทางวิชาการนั้นต้องนำเสนอภาพปัญหาอุปสรรค ความล้มเหลว เพื่อสะท้อนการแก้ไขปรับปรุงปัญหาด้วย มิใช่การนำเสนอด้านดี เพียงด้านเดียว โดยปกปิดจุดด้อย และ ไม่ยอมแก้ไขนั้นไว้ เพื่อการสร้างผลงานวิชาการแบบตามใจผู้ว่าจ้างประเมิน เพื่อหวังผลเลิศจาก “รางวัลเกียรติยศ” ที่อาจเรียกว่าเป็น “มือปืนรับจ้างทางวิชาการ” ที่ไม่เกิดผลดีในระยะยาว เพราะเป็นการทุจริตเชิงนโยบายประการหนึ่ง
ตกแต่งงบประมาณ โดยสร้างเงื่อนไขให้นำขยะหลายแห่งมารวมกัน สั่งปิดบ่อขยะแต่ละท้องถิ่น เพื่อสร้างบ่อกำจัดขยะรวมใหม่ (Clusters) ใช้งบประมาณมากมายทุ่มเทลงไป ผลที่ได้คือ เพิ่มงบประมาณค่าใช้จ่ายขึ้นมากมาย ในการกำจัดขยะ โดยสร้างภาระให้แต่ละ อปท. ที่บรรทุกขนขยะไปเป็นระยะทางไกลๆ หลายแห่งมากกว่า 80 กม. และค่ากำจัด ที่คิดเป็นตันละ 400 บาทขึ้นไป เมื่อขยะมาสุมรวมกัน จึงเกิดมลภาวะ ในบริเวณบ่อขยะมากมาย ด้วยสาเหตุคือคัดแยกขยะไม่ทัน ระบบขยะรวมบางจังหวัดจึงไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะทำไม่ได้ทุก อปท. โดยเฉพาะ อบต. ทำไปแบบฝืนๆ บ่อฝังกลบบางแห่ง (20 อปท.) ใกล้เต็ม ปัญหาคัดแยกขยะไม่ทันจึงใช้วิธีฝังกลบอย่างเดียว ไม่นานบ่อขยะก็เต็ม ที่ทิ้งขยะบาง อปท.ไปทิ้งนอกเขตต้องถูกปิด เพราะชุมชนพื้นที่ต่อต้านประท้วง อปท.บางแห่งเพิ่งกำลังสำรวจออกแบบ หลาย อปท.แยกไปเผาใครเผามันไม่รวมกลุ่ม ไปไม่รอด เพราะมีมลพิษมาก มีค่าใช้จ่ายสูง สุดท้าย หลาย อปท.จึงไปซื้อเตาเผาขยะมาเผาเอง แต่ก็ได้รับคำแจ้งเตือนจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ว่าผิดกฎหมาย เพราะยังไม่ผ่านขั้นตอนสำรวจ EIA
การใช้บังคับแต่กฎหมายขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนมักไม่ได้ผล เพราะทุกวันนี้ อปท.หลายแห่ง รวมทั้งชาวบ้าน ก็นำขยะไปทิ้ง ตามซอย ถนนที่ลับตา มากมายในเมื่อขยะแห้ง ก็จะเผาทิ้ง แสดงว่า มาตรการต่างๆ เต็มไปด้วยต้นทุน เงินทุนมากมายที่ต้องทุ่มเทลงไป ตลอดจนขั้นตอน และแรงงาน เครื่องจักรกล ที่คนออกข้อกำหนด คนปฏิบัติ ที่ต่างคนต่างทำ ต่างไม่รับรู้กัน เพราะไม่อยากรับรู้ จึงเพียงทำไปให้สำเร็จพอผ่าน
ขนาดนักวิชาการสิ่งแวดล้อมยังตอบไม่ถูก ตอบไม่ได้ว่า "เรื่องกำจัดขยะ สุดท้ายที่ถูกต้องคือต้องทำอย่างไร" มีการกำหนดกฎเกณฑ์ให้ท้องถิ่นส่งขยะให้ เพื่อมีเชื้อเพลิงเผา มันไม่ง่ายอย่างที่คิด ปริมาณขยะอาจจะได้ แต่คุณภาพจะนำไปเผา ผลิตไฟฟ้าได้ทันที นั้นยาก เพราะต้องมีการคัดขยะก่อน ขั้นนี้โรงงานคัดแยกรับไหวเพียงใด การบังคับกะเกณฑ์จำนวนขยะต่อวัน แถมให้ อปท.เสียค่าใช้จ่ายอีก ยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนแก่ อปท. มันมองกันคนละมุม ในขณะที่อีกฝ่ายจะรอรับอย่างเดียว จะทำได้หรือ เครื่องจะเผาได้ต่อเมื่อเชื้อเพลิงพร้อม แต่ขยะจากแหล่ง อปท.ยังไม่ใช่เชื้อเพลิงที่พร้อมจะเผา
ส่วนใหญ่โรงคัดแยกขยะมูลฝอย (Waste Separation) โรงเผาขยะเตาเผา ขยะมูลฝอย (Incinerator) มักบริหารงานล้มเหลว เช่น ขยะ อบจ.นครราชสีมาถ่ายโรงคัดแยกขยะที่อำเภอครบุรีไม่ดำเนินงานได้ถูกปล่อยทิ้งร้าง หรือ กรณีโรงบำบัดน้ำเสีย บางแห่งก็เปิดเดินเครื่องเฉพาะตอนกรรมการมาตรวจ นอกนั้นปิดตลอดกาล ความล้มเหลวในโครงการกำจัดขยะจึงทำให้สูญเสียเงินงบประมาณไปเป็นจำนวนมาก
ธุรกิจการจัดการขยะผลประโยชน์ทับซ้อนเอื้อนายทุน
การกอบโกยแย่งชิงกันใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเริ่มตั้งแต่ได้โครงการมาก่อสร้างเสร็จตามที่ผู้มีอำนาจและนักวิชาการจินตนาการวาดฝันไว้ แต่ขาดความรอบคอบ ขาดการศึกษาผลกระทบ การประชาพิจารณ์ที่ถูกต้อง เมื่อการบริหารงานผิดพลาดก็โอนภารกิจให้ อปท.รับงาน รับวัสดุครุภัณฑ์ที่บกพร่องพิการนั้นไปดำเนินการเสมือนเป็น “งานทดลองทำ” หรือเป็นโครงการนำร่อง (Pilot Project) ลองผิดลองถูก
สาเหตุความล้มเหลว เพราะมีคนกลาง นายทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ประชาชนขาดสำนึกมีส่วนร่วม มีนักธุรกิจ นายทุน และ หน่วยงานกำกับดูและแสวงประโยชน์ และทับซ้อนในผลประโยชน์ ผลประโยชน์จากหน่วยงานส่วนกลางแย่งกันบริหารจัดการงบประมาณกำจัดขยะมูลฝอย อปท. เช่น มท.ขายเตาเผาขยะ ทส.ขายการจัด EIA กรมอนามัยขาย HIA หากเป็นเช่นนี้ความจริงใจมุ่งแก้ไขปัญหาจะเหลือสักเท่าใด ลองวัดดูเป็นผลประโยชน์มหาศาล ระยะยาวๆ หมายความว่า เอกชนผู้รับงานจ้าง อปท. ในการจัดการขยะย่อมได้อานิสงส์ จากการรับงานจ้าง เรียกเป็นการผูกขาดสัมปทาน ระยะยาวตามระยะเวลายุทธศาสตร์ชาติถึง 20 ปี
ข้อเสนอบริหารจัดการขยะ
ผลการศึกษา (2564) ว่า (1) รัฐควรตรากฎหมายบริหารจัดการขยะขึ้นใหม่ให้เป็นฉบับเดียวกัน และยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการจัดการขยะในกฎหมายที่ซ้ำซ้อนกัน (2) ควรกำหนดให้มีองค์กรบริหารจัดการขยะระดับชาติทำหน้าที่กำหนดนโยบายหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือ คำแนะนำ และ กำกับดูแล การจัดการขยะ ชุมชนให้ เป็นไปตาม สุขลักษณะและ มาตรฐานทางด้านสิ่งแวดล้อม (3) รัฐบาลควรให้ความช่วยเหลือ หรือเงินงบประมาณอุดหนุนแก่ อปท. เพื่อให้ใช้ในการจัดการขยะเบื้องต้นได้ และ (4) กำหนดให้รัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือแก่ อปท.ในการกำจัดขยะ โดยจัดสรรงบประมาณอุดหนุนให้แก่ อปท. เพื่อให้สามารถก่อตั้งระบบการเก็บขนและกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนได้โดยเฉพาะ ในเรื่องการแก้ไขปัญหาสถานที่กำจัดขยะที่ไม่ถูกต้อง และ ก่อให้เกิดปัญหามลพิษโดยเร่งด่วนและ กำหนดให้องค์การบริหาร ส่วนจังหวัด ซึ่งเป็นองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่และ มีความพร้อมทำหน้าที่รับกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนในพื้นที่ที่ อปท.ไม่สามารถกำจัดขยะได้เอง
เป็นข้อมูลภาคสนามอีกมุมมองหนึ่งที่ผู้มีอำนาจควรนำไปศึกษาวิเคราะห์ต่อยอด อย่าได้เชื่อทั้งหมด