นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กระบุว่า...

โค้งสุดท้าย กับการปลดล็อก “กัญชา” เป็นยาเสพติด

เรียน คณะกรรมการ ป.ป.ส.

จากผลการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ที่ได้ลงมติ 28 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบให้กำหนดประเภทบัญชียาเสพติดเฉพาะ “สารสกัด” ที่ THC ที่เกินร้อยละ 0.2 เท่านั้นให้เป็นยาเสพติด (แต่ถึงแม้ สารสกัดจะมี THC เกินกว่าร้อยละ 0.2 เป็นยาเสพติดแต่ก็ยังมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการวิจัยได้) อีกทั้งยังเป็นแนวทางเดียวกันกับองค์การอนามัยโลกที่เสนอต่อองค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 ด้วย จึงขอให้ท่านพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมติในการให้ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
ประการแรก ผลการศึกษาเชิงระบาดวิทยาตีพิมพ์ในวารสาร Drug and alcohol Depedence เมื่อปี 2554 พบว่า กัญชานั้น เสพติดยากกว่าเหล้าและบุหรี่อย่างชัดเจน แต่เหล้าและบุหรี่กลับไม่อยู่ในประเภทยาเสพติด แถมเหล้าและบุหรี่ยังสามารถขายได้ตามร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร โรงแรม ฯลฯ
https://www.sciencedirect.com/.../pii/S0376871610003753...

ประการที่สอง เหล้าและบุหรี่เป็นผลร้ายต่อสุขภาพ แต่กัญชามีสถานะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้าน ช่วยทำให้นอนหลับ ลดความเครียด ทำให้เจริญอาหาร ลดอาการเกร็งชัก พาร์กินสัน และลดผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็ง ฯลฯ ดังนั้นการปลดล็อกกัญชาจะช่วยทำให้ประชาชนสามารถมีสุขภาพที่ดีและลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล

ประการที่สาม แม้ข้อเสียของกัญชาแม้จะมีอยู่จริง (หากใช้เกินพอดี) แต่ทุกสมุนไพรทุกชนิดในโลกต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งสิ้น แม้แต่พาราเซตตามอลซึ่งหาซื้อได้โดยทั่วไปหากบริโภคเกินก็เกิดโทษต่อตับอย่างมหันต์ หรือแม้แต่น้ำตาลที่คนเชื่อว่าปลอดภัยและบริโภคได้เสรี ก็มีโทษมากหากบริโภคเกินพอดีก็สามารถเกิดได้สารพัดเช่นกัน

จึงไม่ได้หมายความว่าเพียงเพราะสมุนไพรชนิดใดชนิดหนึ่งมีข้อเสีย จะต้องทำให้เป็น “ยาเสพติด”ที่ต้องนำผู้ที่ใช้สมุนไพรเหล่านั้นมาติดคุกตารางเสมอไป เราสามารถหาวิธีการควบคุม ให้ความรู้ ติดตามผล รณรงค์ เช่นเดียวกับมาตรการที่เคยใช้กับเหล้า โดยไม่ต้องให้เหล้าเป็นยาเสพติดแต่ประการใด

ประการที่สี่ มีคนออกมาแสดงความเห็นว่ากัญชาจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมเพิ่มขึ้นจากเดิม เช่น อุบัติเหตุ สมองของเยาวชนเสื่อม ฯลฯ คำถามก็คือ แล้วเราควบคุมเหล้าอย่างไร ทำไมไม่ทำให้เหล้าหายไปจากสังคม ทั้งในความเป็นจริงแล้วเหล้าทำให้เสี่ยงก่อให้เกิดความฮึกเหิม ทะเลาะวิวาท ฯลฯ ซึ่งตรงกันข้ามกับกัญชาทำให้หลับแล้ว อารมณ์ดี และกลัวการทะเลาวิวาท ดังนั้นถ้าใช้ตรรกะว่ากัญชาสร้างปัญหาให้กับสังคมและควรให้เป็นยาเสพติด แล้วเหตุใดเหล้าจึงไม่ใช่ยาเสพติด

ประการที่ห้า ช่วงปี 2562-2563 ผลการศึกษาศูนย์ศึกษาปัญหาการเสพตติดพบว่า ผู้ใช้กัญชาการแพทย์จานวนมาก ที่ได้รับกัญชาการแพทย์จากตลาดมืด ถึงร้อยละ 54.5 สาหรับทั่วประเทศ และภาค กลางกับภาคใต้สัดส่วนสูงถึง 77.8 และ 80.4 ตามลำดับ

ซึ่งหมายความว่ากัญชาในระบบบริการของกระทรวง สาธารณสุขนั้นเข้าถึงยากกว่ากัญชาจากภายนอก และจะกลายเป็นปัญหาต่อสังคม ทั้งการไม่ยอมรับความจริงนี้จากภาครัฐอันจะส่งผลทำให้ขาดการตรวจสอบคุณภาพและราคาที่เหมาะสม อีกทั้งยังทำให้ขาดโอกาสในการได้รับความรู้และข้อมูลอย่างถูกต้อง

นอกจากนั้นการปกปิดความจริงที่ว่ามีผู้ใช้กัญชาจำนวนมากอยู่ใต้ดิน ยังทำให้ประชาชนและผู้บริโภคไม่สามารถได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้องหากได้รับผลกระทบ การปลดล็อกออกจากบัญชียาเสพติดเท่านั้น จึงจะเป็นจุดเร่ิมต้นให้สิ่งที่ดีจากใต้ดินมาอยู่บนดิน และขจัดอันตรายจากผู้ฉวยโอกาสจากการไม่เข้าถึงกัญชาภาครัฐของประชาชนได้
https://cads.in.th/cads/media/upload/1621391387-บทสรุปผู้บริหาร.pdf

ประการที่หก ผลการศึกษาสถานการณ์การใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย เผยแพร่ในคลังข้อมูลด้านสุขภาพ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)ระบุชัดเจนความตอนหนึ่งว่า ผู้ใช้กัญชา ส่วนใหญ่ได้รับกัญชาจากแหล่งนอกระบบ (ใต้ดิน) ด้วยเพราะเข้าถึงคลินิกกัญชาในระบบยาก โรคที่เป็นไม่ตรงกับข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุข แสดงให้เห็นว่าหากยังคงให้กัญชาเป็นยาเสพติดต่อไป ยังอาจจะกระทบทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ ความเหลื่อมล้ำต่อผู้ที่ใช้กัญชาและผู้ผลิตกัญชา อีกทั้งยังทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงของเจ้าหน้าที่รัฐได้
https://kb.hsri.or.th/dspace/handle/11228/5346...

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้นผมจึงขอเรียกร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ส. ได้พิจารณาทบทวนให้ความเห็นชอบต่อการปลดล็อกกัญชาครั้งนี้

ขอแสดงความนับถือ
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
25 มกราคม 2565
https://www.facebook.com/123613731031938/posts/4938766606183269/