บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น)
งานท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
การท่องเที่ยว (Tourism) หมายถึง การเดินทางเพื่อความเพลิดเพลิน พักผ่อนหย่อนใจไปตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ในหลายมิติเช่นการท่องเที่ยว (1) เชิงเกษตร (2) เชิงนิเวศ (แหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ) (3) เชิงวัฒนธรรม (ชมสถานที่วัฒนธรรม) (4) เชิงสุขภาพ (5) เชิงธุรกิจ (เช่นเยี่ยมเยียนธุรกิจ)
การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เป็นต้นไป คงมิใช่การโหมโรงตีปี๊บ “ให้มีการท่องเที่ยวเฉยๆ” แต่ต้องมีเทคนิค จุดขายด้วย จึงจะรอด เศรษฐกิจรากหญ้าจะได้เดิน มิใช่ได้ประโยชน์แต่ธุรกิจตัวใหญ่ ตัวเล็กแค่ตัวประกอบ โตไม่ได้ เพราะตามกลไกตลาด (Market Mechanism)นั้น ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็กเป็นธรรมดา รัฐต้องปกป้องคุ้มครอง สนับสนุนธุรกิจตัวเล็ก หรือ SMEs ชาวบ้านคนรากหญ้าด้วย
ขอเปรียบการท่องเที่ยวไทยว่าเสมือน “กระแสน้ำที่ไม่ไหล น้ำก็เน่าเหม็น” ครั้นขับเคลื่อนให้กระแสน้ำไหลก็ยาก เพราะน้ำมันแย่แล้ว จะทำอย่างไรให้การท่องเที่ยวไทยขับเคลื่อนไปด้วยดี จากสถิติข้อมูลปี 2562 ภาคการท่องเที่ยวไทยสร้างรายได้มูลค่าถึง 3 ล้านล้านบาท หรือเป็นสัดส่วน 20% ต่อ GDP ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวไทยภายในประเทศมูลค่า 1 ล้านล้านบาท หรือ 1 ใน 3 จากยอดนักท่องเที่ยวทั้งหมด 39.7 ล้านคน ฉะนั้น ไทยต้องหันมามองในประเด็นความบกพร่องที่มี ขอเสนอ “การท่องเที่ยวคุณภาพ” เปรียบว่าขาย “กุ้งมังกร” ตัวละ 4 พัน มิใช่ขายกุุ้งตัวละ 500 เพราะศักยภาพของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนต่างกัน หากเน้นปริมาณ จำนวน ของนักท่องเที่ยวตามมิเตอร์ที่วัดปริมาณกัน เช่น นักท่องเที่ยวขาใหญ่ร่ำรวยจากอาหรับ แน่นอนว่ากุ้งมังกรตัวละ 4 พันก็ต้องขายได้ แม้จะมีนักท่องเที่ยวอาหรับมาเพียง 1 คนก็ตาม
จากข้อมูลพบว่า มีนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนที่หลั่งไหลมาเที่ยวประเทศไทยนับแต่ปี 2555 เป็นต้นมา มีจำนวนมากที่สุดถึงปีละ 11 ล้านคน แต่หลังจากวิกฤติโควิด จีนปิดประเทศและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ไทยจึงไม่มีนักท่องเที่ยวจากจีน
ทำไมการท่องเที่ยวไทยหดหาย
สมัยก่อนหน้า คสช. รัฐบาลส่งเสริมเสนอให้ท้องถิ่นได้นำเงินของท้องถิ่นออกมาสมทบกับเงินทุนอุดหนุนส่งเสริมกิจการท่องเที่ยว เพื่อสร้าง “ห่วงโซ่การท่องเที่ยว” (ซัพพลายเชน : Supply Chain) รวมห่วงโซ่ของกิจการที่เกี่ยวเนื่องนั้นๆ ให้เติบโต ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เพราะท้องถิ่นทั่วประเทศมีเกือบ 8 พันแห่ง การกระจายตัวของคนท้องถิ่นไปท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ เพื่อศึกษาแลกเปลี่ยนวัตกรรมในการบริหารจัดการท้องถิ่น (Local Innovation) ย่อมกระจายเม็ดเงินได้ นี่ยังไม่รวมถึงการไปทัศนศึกษาดูงานต่างประเทศของ อปท.ด้วย ที่ทำให้ธุรกิจการบินเติบโต มีรายได้ เป็นต้น แต่น่าเสียดายที่หลังจากมี คสช. ได้ยุบเลิกโครงการนี้ไป อ้างว่ามีการทุจริต เบิกเท็จ สิ้นเปลืองงบประมาณ แถมมีการตรวจสอบย้อนหลังเอาโทษในโครงการทัศนศึกษาดูงาน (ท่องเที่ยว) ย้อนหลัง ทำให้เป็นผลงานแก่หน่วยตรวจสอบคือ สตง. และ ปปช.เป็นอย่างดี เพราะทำให้นักการเมืองท้องถิ่นและข้าราชการถูกกล่าวว่าทุจริตมิชอบมากราย นอกจากนี้ ยังตามมาด้วยมาตรการเข้มงวดในการจัดระเบียบทางสังคม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ คสช.ทำให้ ธุรกิจโรงแรม บ้านพักรีสอร์ท ขายของชายหาด ถูกกระทบ
ฉะนั้น หลังจากปี 2557 นับแต่ คสช.ถึงปัจจุบันสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยได้เริ่มฝ่อหดหาย การจัดระเบียบสังคมที่เข้มงวด ไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยว มีการจับกุมผู้บุกรุก บังคับให้รื้อถอนอาคาร การรื้อรีสอร์ทบนเขา รื้อป้าย รื้อเต็นท์ รื้อถอนแผง ชายหาด ผู้ประกอบการบ้านพักรีสอร์ทถูกห้าม อ้างบุกรุกป่าไม้ ไม่ได้รับอนุญาต ปิดบังภูมิทัศน์ เพื่อความสวยงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง การกระทำดังกล่าวทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวไม่เติบโต และเริ่มหดหายไป นี่เป็นการทำลายระบบการท่องเที่ยว และห่วงโซ่ที่เห็นชัดเจน
เกมส์การหักเหลี่ยมธุรกิจสีเทาสีดำ
เป็นนิยายหรือว่าเรื่องบังเอิญก็ไม่ทราบ ในธุรกิจการท่องเที่ยว จะเกี่ยวกับ “ธุรกิจสีเทาสีดำ” ว่ากันว่าเป็นการหักเหลี่ยมของ “กลุ่มบางกลุ่ม” แม้อาจยังไม่ถึงกับที่เรียกว่า “กลุ่มชนชั้นนำ” (Elite) ได้ก็ตาม แต่มันส่งผลกระทบการท่องเที่ยวไม่ทางบวก ก็ทางลบ หรือว่าเป็นการคานอำนาจกัน ให้สู่สภาวะต่อรองกัน สู่สมดุล แล้วแต่จะคิดกัน กิจกรรมซัพพลายเชนการท่องเที่ยว “วัตถุเอนเตอร์เทน” เช่น ยาเสพติด การพนัน(บ่อน) การขายบริการทางเพศ ที่เป็น “อบายมุข” ผิดกฎหมายทั้งหลาย เรียก “ธุรกิจสีเทา”(รวมถึงสีดำด้วย) อยู่ในอำนาจของตำรวจพื้นที่ มีระบบการส่งส่วย การเข้าไปเบรค ตัดตอน ทำลาย หรือการเข้าไปทำลาย “ฐานอำนาจในระบบส่วย” “ระบบหักหัวคิว” โดยกลุ่มทหาร โดยเฉพาะในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ หรือหมิ่นเหม่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย หรือภาษากฎหมายเรียกว่า “จ่ายสินบนหรือเงินสินบน” (Bribery/kickback) ทำให้ธุรกิจสีเทาของตำรวจดังกล่าวหายไป หรือมีน้อยลง ที่น่าเป็นห่วงคือ การเข้าไปเสนอตัวทำลายดังกล่าว ทำให้ธุรกิจสีเทามีส่วนแบ่ง ที่เป็นภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการ อันเป็นต้นทุนที่สูงขมากขึ้นของผู้ประกอบการก็ได้
การหาเหตุตัดขากันทางธุรกิจ ขอยกกรณี การหนุนให้รื้อถอนรีสอร์ทที่บุกรุกภูทับเบิก (วิวสวย มีชาวม้งปลูกกะหล่ำปลี) โดยกลุ่มนายทุน ผู้มีอำนาจที่มีกิจการรีสอร์ทใหญ่อยู่บริเวณใกล้เคียง (รีสอร์ทเขาค้อ อุทยานภูหินร่องกล้า) ขายไม่ออก ไม่มีนักท่องเที่ยวไปพักหรือใช้บริการ เพราะราคาแพงมาก แพงกว่า ธุรกิจโรงแรมขายไม่ออก แม้จะลดราคาค่าที่พักลงจากวันละ 2 หมื่นเหลือ 3 พัน จาก 3 พันเหลือ 8 ร้อย ก็ตาม ก็ยังไม่มีแขกพัก การเสนอให้รื้อถอนหรือทำลายคู่แข่งจึงเป็นทางออกที่เห็นๆ จึงมีการลุยล้างรื้อถอนรีสอร์ทภูทับเบิกที่มีภูทัศน์เรียกแขกนักท่องเที่ยวได้มากกว่าลงเสีย เหตุการณ์เช่นนี้ มีการดำเนินการที่อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ ด้วยการให้รื้อถอนรีสอร์ท “ม่อนแจ่ม” เช่นกัน
ซึ่งการรื้อถอนตามนโยบายแบบไม่มีการเยียวยาแก้ไข หรือการโอนอ่อนผ่อนปรน ทำลายธุรกิจการท่องเทียวลงหมด โอกาสที่ “นักท่องเที่ยวท้าทาย” แบบแสวงหาขาดหายไป ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ธุรกิจการท่องเที่ยวรวมซัพพลายเชนได้รับผลกระทบ และค่อยๆ หายไป เพราะ ในบริเวณภูทับเบิกดังกล่าวนั้น หากจะให้ถูกกฎหมายหมด ไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ทหลังใหญ่ รวมถึงวัดด้วย ก็ต้องจัดการให้เสมอกัน ไม่เลือกปฏิบัติ รัฐต้องเข้าใจธุรกิจตัวเล็ก SMEs วิถีชีวิตแบบชาวบ้าน ทั้งๆ ที่การท่องเที่ยวแบบนี้อาจไม่ทำลายธรรมชาติสักเท่าใด เพราะ การได้ไปนอนค้างแรมสูดโอโซน อากาศบริสุทธิ์ ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขา ดูดาวเดือนที่สวยงามในหน้าหนาว ตอนเช้าได้ชมทะเลหมอก ก้อนเมฆ ที่ไหลไปตามภูเขามันช่างสวยงามและประทับใจผู้มาเยือนยิ่ง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่แปลกท้าทาย ที่รีสอร์ทโรงแรมใหญ่ไม่มี เช่น การทานกาแฟชาที่ต้มกาเตาเผาถ่าน การผิงไฟฟืน การเผาแครอตกิน การอาบน้ำห้องน้ำรั้วสังกะสี
ชีวิตคือการเดินทางแต่ละก้าวจะพาเราไปข้างหน้า
เป็นคำกล่าวถึงการท่องเที่ยว ในการจัดระเบียบสังคมของประเทศไทยที่ผ่านมานั้น หากเป็นแบบเข้มงวดกวดขัน โดยไม่มีการผ่อนปรน ก็จะเป็นการทำลายธุรกิจการท่องเที่ยวลง ทั้งโรงแรม รีสอร์ท โฮสเทล โฮมสเตย์ และซัพพลายเชนต่างๆ รวมถึงพนักงานบริการ ไกด์ สายการบิน รถไฟ รถทัวร์ รถเช่า รถลีมูซีน (Limousine) เรือสำราญ เรือเช่า รถยนต์รถจักรยานยนต์เช่า ร่มบิน อุปกรณ์ทางน้ำ ดำน้ำ รวมวัสดุอุปกรณ์อื่นๆ ด้วย ตัวอย่าง ธุรกิจการท่องเที่ยวประเภทท้าทาย แปลกๆ หลุดโลกหดหาย นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะหายไป เพราะเราคงไม่หวังการเดินถนนของนักท่องเที่ยวทั่วไปแบบ “ถนนคนเดิน” (Walking Street) เช่น ถนนข้าวสาร กทม. ถนนช้างคลาน จ.เชียงใหม่ อำเภอปาย จ.เลย อำเภอเชียงคาน จ.แม่ฮ่องสอน เท่านั้น แต่ให้รวมไปถึง การท่องเที่ยงเชิงอนุรักษ์ ท่องป่าเขาลำเนาไพร การปีนเขา ดำน้ำ การท่องทะเล ร่มบิน เล่นสกีน้ำ ดูธรรมชาติ ดูสัตว์ป่า นอนป่า กางเต็นท์ กินบรรยากาศ สูดโอโซน การปั่นจักรยาน ขับบิ๊กไบก์ หรือ การเดินทางท่องเที่ยวแบบ “Trekking” (การเดินป่าเดินเขา) หรือการท่องเที่ยวแบบไปเรื่อยๆ เป้กระเป๋าใบเดียว เช่น นักท่องเที่ยวจากยุโรป ที่หนีหนาวมา หรือ ที่ได้ลางานมาเที่ยว ช่วงนายจ้างให้โบนัสทริปพักผ่อนประจำปี เหล่านี้ ทำให้ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียมาเที่ยวอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไม่ขาด
การท่องเที่ยวของกลุ่ม “คนปลดปล่อย” “คนหลุดโลก”
มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ที่ถูกมองว่าเป็นคนเพ้อฝัน พวกพังค์ (punk) ที่ชอบทำอะไรที่ท้าทาย โลดโผน ผจญภัย มาแปลกแบบเสรีชน เช่น ปาร์ตี้ฟูลมูน(Full Moon Party) เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีเสรีในการท่องเที่ยว “ไปตามฝัน” ของเขา การท่องเที่ยวจะไม่มีหยุด ไม่มีหมด มีมาเรื่อยๆ คนเก่าก็จะมาเยือนอย่างสม่ำเสมอ ในขณะเดียวกันก็จะมีคนใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกในแต่ละปี เป็นกลุ่มคนนิยมเสรี สมัยก่อนจะเรียก “พวกฮิปปี้” (hippie or hipster) ก็ไม่ผิด ที่ชอบความท้าทาย ความแปลกใหม่ให้แก่ชีวิต ที่ในประเทศของตนเองอาจไม่มี หรือมีก็ได้ แต่การได้มาทำกิจกรรมในต่างแดนยิ่งเร้าใจ สนุกสนานประทับใจกว่า ประกอบกับแหล่งพื้นที่ธรรมชาติที่สวยงาม แหล่งสูดโอโซนอันเป็นจุดขายสะดุดตาที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คาดหวัง ที่นอกเหนือจากการท่องเที่ยวธรรมดาทั่วไป เช่นพื้นที่ แถบทะเลแคริบเบียน แถบเอเซีย เกาะมัลดีฟส์ เกาะบาหลี เกาะภูเก็ต เกาะสมุย เกาะช้าง เขาค้อ ภูทับเบิกเพชรบูรณ์ ภูเรือเลย ดอยม่อนแจ่มแม่ริมเชียงใหม่
หลายคนเป็นกลุ่มเศรษฐี หรือเป็นคน “ที่มีเงินเที่ยว” ที่บางคนอาจเป็นวัยรุ่น หรือคนวัยทำงานที่ชอบเสรี นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้คือเป้าหมายที่ควรส่งเสริม กลุ่มนี้ชอบท่องกินลมชมบรรยากาศธรรมชาติ ปีนเขา ล่องแก่ง ดำน้ำ ตกปลา ส่องสัตว์ พักแพรีสอร์ท ล่องแพแม่น้ำ หรือเขื่อน ดูบั้งไฟพญานาค งานทำบุญบั้งไฟ แห่เทียนพรรษา มาเที่ยวงานเทศกาลประเพณีประจำภาคต่างๆ ที่จัดขึ้นทุกปี
แน่นอนว่าในความท้าทายเหล่านี้ ย่อมมีของแปลกๆ ที่ไม่มีทั่วไปเสนอให้นักท่องเที่ยวที่ชอบการแสวงหาท้าทายได้เสพลิ้มลอง เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วๆ ไป เหล้าถังหรือ "บักเก็ต" รวมไปถึงที่อาจถือเป็น “ยาเสพติด” “บารากู่” (Baraku : ยาสูบกล้อง หรือหม้อสูบยาสูบ แบบอาหรับ) “กัญชา” (เสรี) อาจมี “ใบกระท่อม” “มะเขือบ้า” (ต้นลำโพง) “เห็ดเมา” ที่มีสารเสพติดสารพิษให้เมา เคลิบเคลิ้ม (อาจถึงตาย)
การท่องเที่ยวต้องเอาทั้งกล่องหรือเอาเกียรติ
เป็นข้อคิด “การท่องเที่ยวแบบคุณภาพ” คือเอาทั้งกล่องเงิน และเกียรติคุณภาพ ทั้งสองอย่าง เพื่อเงินที่เยอะกว่า ไม่ใช่เพียงเศษเงิน แต่จะได้เป็นก้อนใหญ่กว่า ทั้งการท่องเที่ยวแบบชาวบ้าน โฮมสเตย์ นวัตวิถีชุมชน เช่น ที่บ้านคีรีวง ตำบลกำโลน อำเภอลานสะกา จ.นครศรีธรรมราช ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น “การอนุรักษ์ธรรมชาติ” สมุนไพรธรรมชาติ ชวนทานทุเรียน มังคุด และดื่มด่ำสูดโอโซนบริสุทธิ์
หากดูความเป็นมาจุดขายในซัพพลายเชนการท่องเที่ยว อาจมีธุรกิจที่เกื้อหนุน ก่อให้เกิดการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อีกมากมาย โดยเฉพาะในสิ่งดึงดูดที่เรียกกันว่า “Soft Power” หรือที่แปลอย่างง่ายว่า คือ “อิทธิพลทางความคิดความเชื่อของสังคมที่ขับเคลื่อนสังคมได้” ขอยกตัวอย่างเช่น “ธุรกิจมูเตลู” (Mutelu) หรือ “ธุรกิจสายมู” เกี่ยวกับ “ความเชื่อ ไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลัง ไปจนถึงเรื่องของดวงชะตา” วัตถุของบูชา พระเครื่อง ไปจนถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่เคารพทางความเชื่อ ทางศาสนา ที่สวยงาม น่าเคารพบูชา เป็นวัฒนธรรม สัญลักษณ์ เช่น วัดร่องขุ่น จ.เชียงรายที่สวยงาม เป็นจุดขายการท่องเที่ยวแก่ชาวจีน และ ชาวต่างประเทศทั่วไป แม้ว่า ธุรกิจสายมูนี้ จะมีการปั่นราคา สร้างความศรัทธานิยมมากันหลายรุ่น หลายละลอก นับแต่เรื่อง “จตุคามรามเทพ” (ภาคใต้) ที่มีการจุดกระแสเมื่อสมัย 20 กว่าปีก่อน เป็นการปลุกกระแสความรักชาติ ให้ปลอบใจเห็นใจและเข้าใจชีวิตทหารชายแดนใต้ที่ยากลำบาก สุ่มเสี่ยงอันตรายต่อชีวิต การเปิดประเด็นกระแส Soft Power ด้วย จตุคามรามเทพ ทำให้ธุรกิจสายมูในช่วงนั้นบูม ด้วยวงเงินสะพัดหลายล้าน ต่อมาราว 5-6 ที่แล้วกระแสสายมู “เรื่องไอ้ไข่” (ภาคใต้) ทำให้การทำบุญผ้าป่ากฐินสะพัด งานนี้ฝ่ายตำรวจเป็นพระเอก เพราะสามารถระดมเงินลงทุนทำบุญได้มากมาย ล่าสุดก็มีธุรกิจ “พืชมงคล” กล้วยด่าง บอนสี ที่คล้ายกับความเชื่อเรื่อง “ว่านมหาโชค” ที่ผู้ชอบสะสมเชื่อว่ามีโชคดีมีชัย มีขวัญกำลังใจ มีโชคมีลาภในการทำงาน ก็เป็นกระแสหนึ่งในปัจจุบันเช่นกัน นี่ยังไม่รวมสายมูอื่นอีกมากมาย เช่น ชาวจีนมาเที่ยวไทยเพื่อมาดูพระเครื่อง สะสมพระเครื่อง หรือ นักแสดงต่างประเทศมาไทยเพื่อลงอาคม สักยันต์อักขระ ด้วยความเชื่อว่าสวยงาม ศักดิ์สิทธิ์ อยู่ยงคงกระพัน หรือกระแส “กัญชาเสรี” “ปลดพืชกระท่อม” ออกจากยาเสพติด ด้วยหวังจะบูมรากหญ้า สมุนไพรจาก “ยาเสพติด” ให้มาเป็น “ยาในการรักษาโรค”หรือใช้ประโยชน์ทางอื่น เช่น เส้นใยกัญชา หากมีแผนงานการส่งเสริมให้เป็นห่วงโซ่หนึ่งของการท่องเที่ยวได้ก็จะดี เช่น เส้นใยกัญชาทำผ้า กัญชาทำยา ทำเครื่องดื่ม ใช้เสพ ฯลฯ หรือ ใบกระท่อมก็อาจทำได้เช่นกัญชา ยกเว้นเส้นใย
นอกจากนโยบายของรัฐแล้ว ปัจจัยสำนึกรับผิดชอบของคนท้องถิ่น ต้องเป็นที่ศรัทธาเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ เช่น ในเรื่องความปลอดภัยทางอาชญากรรม ปล้น จี้ ข่มขืน รวมไปถึงการฆาตกรรม เช่น ข่าวการฆาตกรรมนักท่องเที่ยวหญิงที่เกาะเต่า ที่เกาะสมุย ที่เกาะภูเก็ต ได้ทำลายความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวลง ฝากข้อคิดความหวังบูมการท่องเที่ยว ที่กล่าวแต่แรกว่าเสมือนกระแสน้ำที่ไม่ไหลไม่หมุนเวียน เนื่องจากน้ำมันเน่าเหม็นแล้ว ให้มันได้ไหลหมุนเวียนเป็นน้ำดี ที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโต รากหญ้าลืมตาอ้าปากได้ โดยเฉพาะในการเปิดประเทศช่วงโควิดรอบตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 นี้เป็นต้นไป
เอาน้ำดีมาไล่น้ำเสียออกไป
ตอนนี้การท่องเที่ยวที่เปรียบว่ามีน้ำเสียมาก น้ำไม่ไหล เพราะน้ำเน่าแล้ว คือการสร้างน้ำใหม่น้ำดีที่สะอาดเพื่อไปไล่น้ำเสียออกไป มีเทคนิคง่ายอย่างแรกคือ “ต้องสร้างสำนึกพลังท้องถิ่น” ด้วยการ “ประสานส่งเสริมห่วงโซ่ซัพพลายเชน” ที่เป็น Soft Power หรือ เป็นองคาพยพต่างๆ ให้สอดคล้องส่งเสริมกันและกัน การเบรกหรือมาตรการตัดทอนใดๆ ที่ไม่ส่งเสริมกิจการท่องเที่ยว “ต้องยกเลิก หรือผ่อนผัน” เพื่อให้น้ำเสียไหลออกไปน้ำดีมาแทน ทั้งนี้ในส่วนของท้องถิ่นต้องรองรับว่า ควรจะทำอะไร จะมีกิจการพัฒนาอะไรแก่ท้องถิ่นได้บ้าง ฝ่ายรัฐจะทำอะไรได้บ้าง รัฐบาลควรส่งเสริมท้องถิ่นในทางใดได้บ้าง ที่สำคัญคือในมาตรการควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 นั้น ทั้งภาครัฐและท้องถิ่นต้องร่วมมือผสานกันในทุกรูปแบบ เพื่อให้การท่องเที่ยวกลับฟื้นมาสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อไปสู่ “การท่องเที่ยวคุณภาพ”