วันที่14 ต.ค.64 เวลา14.20 น.ที่อาคารรัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือผ่านเจ้าหน้าที่งานสารบรรณถึงนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเงินตกหล่นอยู่ 500 ล้านบาท และ 1,000 ล้านบาท จากงบประมาณการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่พร้อมอาคารประกอบ โดยอ้างตามรายงานการประชุมสภานิติบัญญัติ นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติในขณะนั้น ได้อภิปรายเมื่ออังคารที่ 16 ก.ย. 2557 หน้าที่ 184 บรรทัดที่ 21-26 ว่า “เราจะพูดเรื่องไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้เลย ถ้าเราที่นั่งทำงานและส่วนสำนักงานที่ต้องทำการเอื้อในการทำงานของพวกเราเป็นแหล่งทุจริตคอร์รัปชันเสียแล้ว นี่รวมถึงท่านประธานครับ ผมอยากฝากท่านนายกรัฐมนตรี ฝากคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ฝาก คสช. ทั้ง 15 ท่าน ท่านไปดูงบประมาณในการก่อสร้างรัฐสภามีเงินตก 2 ก้อนใหญ่เงินจำนวนมากตกไปกับผู้ที่รับไปแล้ว หลักร้อยและหลักพันครับ ใครรับไปผมไม่มีใบเสร็จแต่ข้อมูลนี้รับทราบกันดีในหมู่สมาชิกสภาชุดที่แล้วก็เรียนให้เป็นข้อมูล”และตามรายงานชวเลขพิธีมอบนโยบายการบริหารราชการของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและรองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติแก่คณะผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร วันพุธที่ 24 ก.ย. 2557 ที่ห้องประชุมงบประมาณ ชั้น 3 อาคารรัฐสภา 3 ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในขณะนั้น ได้พูดมอบนโยบายการบริหารราชการให้กับข้าราชการระดับสูงเมื่อวันพุธที่ 24 กันยายน 2557 หน้า 16 บรรทัดที่ 5-10 ว่า “รัฐสภาแห่งใหม่ มันเหมือนสิ่งที่หลอกหลอนผม ทั้งที่ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย แต่ว่าต้องมาดู ดูแล้วก็แทบช็อกบอกว่าสร้างไป 6 เปอร์เซ็นต์เอง เมื่อแทบช็อกสร้างไป 6 เปอร์เซ็นต์ ผมก็เลยไปเอาสัญญามาดู เอามาดูก่อนที่ท่าน สนช. สมชายจะอภิปรายเมื่อวันก่อนว่ามีเงินตกหล่นอยู่ 500 ล้านบาท 1,000 ล้านบาท และมอบให้ผมไปควานหา ผมจะไปหาที่ไหน ผมก็เลยต้องตรวจดูสัญญา ผมไม่เห็นมีสัญญาไหนแย่เท่าฉบับนี้ ถึงได้สร้างได้ 6 เปอร์เซ็นต์”

ด้านนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตส.ส.ประชาธิปัตย์ยื่น ได้ยื่นหนังสือถึงนางพรพิศ เพชรเจริญเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ตรวจสอบการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปาของผู้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เนื่องจากขณะนี้การก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่มีการร้องเรียนเรื่องค่าน้ำค่าไฟซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบคือตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 มีการย้ายสำนักงานสนามของผู้รับจ้างต่างๆ, ATTA, CAMA และอื่นๆ เข้ามาในอาคารหลัก เพื่อก่อสร้างภูมิสถาปัตย์ภายนอกอาคาร จากการประสานการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง ทราบว่ามีการขอติดตั้งมิเตอร์ชั่วคราว จึงมีประเด็นคำถามเพื่อให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบ คือ1.ไฟฟ้าที่ต่อจากมิเตอร์ชั่วคราวไม่สามารถใช้กับเครื่องจักรที่ใช้ไฟจำนวนมาก ต้องใช้ไฟของสภาใช่หรือไม่ ถ้าใช่จริงมีการคิดค่าไฟตั้งแต่เดือนมีนาคม 2561 หรือไม่อย่างไร 2.ค่าทดสอบระบบไฟรวมที่ต้องทดลองเปิดใช้อุปกรณ์ทุกชนิดที่เกี่ยวกับไฟเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ได้มีการคิดค่าใช้จ่ายแล้วหรือไม่อย่างไร เพราะขณะนี้เวลาล่วงเลยมากว่า 3 ปีแล้ว มีการเจรจาจ่ายชำระเงิน หรือชำระแล้วหรือไม่ ถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้วหรือไม่ มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความรับผิดทางละเมิดหรือยัง

นายวิลาศยังขอให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ตรวจสอบเสาไฟฟ้าภายนอกอาคาร L03 ความสูง 15 เมตร จำนวน 97 ต้นคือ มีการติดแล้วตั้งแต่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2564 จริงหรือไม่ จากที่เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 สภาฯอนุมัติให้ใช้โคมไฟ L03 ยี่ห้อ Ligman ซึ่งมีเสาไฟ 2 แบบคือ แบบ Alloy เป็น 2 ท่อนต่อกัน และอีกแบบเป็นเสาเหล็ก เป็นเสาท่อนเดียวยาว 15 เมตร มีการทำ Mock up เสาไฟโดยผู้รับจ้าง ATTA และ CAMA เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2564 ได้เข้าไปตรวจเสาไฟที่ติดตั้งแล้ว พบว่าเป็นเสาเหล็กและเสาที่ยังไม่ได้ติดตั้งเมื่อดูภายในลักษณะเหมือนเอาเหล็กแผ่นมาม้วนแล้วเชื่อมรอยต่อจึงเป็นรอยตะเข็บ อีกทั้งเห็นว่าเสาไม่กลมเรียบสม่ำเสมอ จึงขอให้ตรวจสอบว่าเป็นเสาเหล็กจริงหรือไม่ หรือเป็นเหล็กแผ่นม้วนเท่านั้น ซึ่งหากเป็นจริงตามนี้ แล้วเอาไปชุบ Galvanize ถือว่าเป็นไปตามแบบแล้วหรือไม่ และเหตุใดไม่ใช้ยี่ห้อ Ligman ตามที่คณะกรรมการตรวจการจ้างอนุมัติ กระบวนการติดตั้งเสาไฟ L03 ทำถูกต้องตามสัญญารวมทั้งขั้นตอนในการขออนุมัติถูกต้องหรือไม่ มีการทำก่อนการอนุมัติหรือไม่ ขอให้เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบหาผู้รับผิดชอบ และหากมีผู้กระทำผิด โดยเฉพาะหนังสือของบริษัทเรื่องขอใช้เสาไฟว่ามีการสั่งซื้อก่อนที่จะทำ Mock up หรือไม่ โดยอาจตรวจสอบเอกสารการซื้อขายเสาไฟที่กรมสรรพากรอีกทางหนึ่งได้