บริษัท ธนชาตพลัส บริษัทในเครือ บมจ.ทุนธนชาต (TCAP) เปิดตัวได้สวย 3 เดือนแรกปล่อยสินเชื่อได้กว่า 1,200 ล้านบาท ตั้งเป้าภายในสิ้นปีปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 2,500 ล้านบาท และจะเติบโตปีละ ประมาณ 15% โดยเน้นให้สินเชื่อกับลูกค้าองค์กรขนาดกลาง-ใหญ่ ที่มีการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องและมีหลักทรัพย์ประเภทอสังหาริมทรัพย์ค้ำประกัน วงเงินปล่อยกู้ตั้งแต่ 30-500 ล้านบาท มุ่งเติมเต็มช่องว่างที่ธนาคารพาณิชย์ทำไม่ได้ ใช้กลยุทธ์ บริการรวดเร็ว เงื่อนไขยืดหยุ่นไม่ซับซ้อน เป็นจุดขาย

นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทุนธนชาต จำกัด(มหาชน) หรือ TCAP เปิดเผยว่า บริษัท ธนชาตพลัส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท ทุนธนชาต ก่อตั้งขึ้นมาด้วยความมุ่งมั่นของผู้บริหารในกลุ่มธนชาตที่มีความเชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ด้านสินเชื่อโดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านสินเชื่อธุรกิจ (Corporate Finance) ที่ต้องการจะสร้างสรรค์และส่งมอบโซลูชันที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ด้วยบริการสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Asset-based Financing) ที่เป็นวงเงินกู้ระยะยาว (Term Loan Facility) และเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital Facility) ที่ลูกค้าสามารถนำไปเพิ่มสภาพคล่องและดำเนินธุรกิจให้เดินหน้าไปสู่ความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย

โดยหลังจาก ธนชาตพลัส ได้เปิดให้บริการด้านสินเชื่อ ผ่านมาประมาณ 3 เดือน ได้รับการต้อนรับที่ดีมีลูกค้ามาใช้บริการสินเชื่อไปแล้ววงเงินประมาณ 1,200 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงบริษัทประเภทอื่นๆ โดยมีการใช้วงเงินกู้รายละประมาณ 30-100 ล้านบาท และภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมีลูกค้ามาใช้บริการวงเงินกู้รวมแล้วประมาณ 2,500 ล้านยาท โดยธนชาตพลัสตั้งเป้าว่า จะมีอัตราการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อปีละประมาณ 15%

นายปรีชา ฐานะลาโภ ผู้จัดการบริษัท (General Manager) บริษัท ธนชาตพลัส จำกัด กล่าวว่า ธนชาตพลัส มีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการที่มีการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง มีความต้องการใช้สินเชื่อวงเงินตั้งแต่ 30 ล้านบาทขึ้นไป จนถึงประมาณ 500 ล้านบาท โดยมีอสังหาริมทรัพย์เช่น ที่ดินเปล่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โรงแรม หรือ คอนโดมิเนี่ยม เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ทั้งนี้ ธนชาตพลัส จะใช้กลยุทธ์เข้าหาลูกค้าด้วยการนำเสนอวงเงินสินเชื่อ การเบิกจ่าย การชำระคืน ให้เหมาะสม มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับการทำธุรกิจและกระแสเงินสดของกิจการ ซึ่งสามารถตอบโจทย์และสนองความต้องการชองลูกค้าได้ดีกว่าสินเชื่อที่ได้จากธนาคาร และยังมีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับคุณภาพเครดิตของผู้กู้และศักยภาพของหลักประกัน รวมถึงจะเน้นในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าเพื่อเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันในระยะยาวต่อไป