นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2564 หรือ สิ้นเดือนก.ย.นี้ กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีทุกประเภทที่กรมจัดเก็บได้จำนวน 1.87 ล้านล้านบาท โดยผลจัดเก็บดังกล่าว สูงกว่าเป้าหมายรายได้หลังการปรับปรุงโดยนำผลกระทบจากโควิด-19 มาคิดแล้วที่ตั้งไว้ 1.75 ล้านล้านบาท ถึง 1.2 แสนล้านบาท แต่ต่ำกว่าประมาณ 2 แสนล้านบาท เมื่อเทียบกับเป้าหมายการจัดเก็บเดิมที่กระทรวงการคลัง กำหนดให้กรมสรรพากร จัดเก็บที่ 2.085 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2564 การจัดเก็บรายได้ของกรมฯมุ่งไปที่กลุ่มธุรกิจที่ผลประกอบการยังดีไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่น กลุ่มโรงพยาบาล ,กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์ รวมถึง การใช้ Data Analytic ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้เสียภาษี และดึงผู้ที่อยู่นอกระบบภาษีเข้าสู่ระบบภาษี ทำให้ในปีงบประมาณ 2564 ผลการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงกว่าปีงบประมาณ 2563 อีกทั้งยังสามารถดึงคนที่อยู่นอกระบบภาษีเข้าสู่ระบบภาษีอีกหลายแสนคน

นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ในปีงบ
ประมาณ 2564 กรมฯจัดเก็บรายได้ได้ 5.4 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณที่ให้ไว้ที่ 6.3 แสนล้านบาท และต่ำกว่าเป้าหมายการจัดเก็บปรับปรุงที่ให้ไว้ 5.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นผลพวงจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลล็อกดาวน์การขนส่งและการเดินทางชะลอกระทบต่อการใช้น้ำมันและการจัดเก็บภาษีน้ำมัน ซึ่งเป็นรายได้หลักของกรมฯ

ส่วนกรณีราคาน้ำมันดีเซลปรับสูงขึ้นในช่วงนี้ กรมฯมีแผนจะปรับลดอัตราภาษีลงหรือไม่นั้น ขณะนี้กรมฯยังไม่ได้รับมอบนโยบายดังกล่าว ซึ่งขณะนี้กลไกของกองทุนน้ำมันสามารถทำงานได้ดีและช่วยปรับเรื่องของราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2564 กรมฯจัดเก็บรายได้ได้จำนวน 1.02 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายตามเอกสารงบประมาณเล็กน้อยที่ตั้งไว้ที่ 1.04 แสนล้านบาท แต่สูงกว่าเป้าหมายปรับปรุงแล้วที่ตั้งไว้ 1 แสนล้านบาท โดยการจัดเก็บที่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีเป็นเพราะช่วงที่ผ่านมา มีการนำเข้าสินค้าทุนและสินค้าทั่วไปมากขึ้น ทำให้กรมฯจัดเก็บภาษีได้ดี

ส่วนปีงบประมาณ 2565 กรมฯได้รับเป้าหมายที่ 1 แสนล้านบาท ซึ่งดูจากแนวโน้มเศรษฐกิจแล้วเชื่อว่า จะสามารถทำได้ตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในส่วนของการนำเข้าสินค้าเกษตรก็น่าจะดีขึ้น หลังจากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศ ส่วนการนำเข้าสินค้าทุนก็น่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง

ด้านผลการปราบปรามผู้กระทำความผิดนั้น ในแง่จำนวนรายสามารถจับกุมได้เพิ่ม 7% ส่วนในแง่มูลค่านั้น จับกุมได้ลดลงประมาณ 1% สำหรับกรณีที่รัฐบาลมีแผนเปิดประเทศ กรมฯได้เตรียมต่อมาตรการรองรับทั้งในแง่การขยายระยะเวลาการยื่นแบบ และ การให้โอกาสกรณีเกิดความผิดแบบไม่ตั้งใจในการสำแดงราคาสินค้า เป็นต้น