บทความภูมิภาค / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น) นานาจิตตังด้วยความห่วงใยบ้านเมือง ท่ามกลางกระแสโควิดที่ไม่รู้จะจบสิ้นเมื่อใด ในการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 (โควิด-19) เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนานร่วม 2 ปี ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหานี้นับแต่วินาทีแรก นับแต่ เริ่มจากจากจัดตั้งและอบรม “อาสาสมัครภัยพิบัติ” รวมอาสาสมัคร 904 แรกเริ่มจากการระดมกันทำหน้ากากผ้าอนามัย ด้วยต้นทุนการสนับสนุนจากรัฐเพียงน้อยนิด ท่ามกลางความรุนแรงของสถานการณ์โรคระบาดโควิด ที่ องค์การอนามัยโลก(WHO) ชี้ว่าโควิดสายพันธุ์เดลตา (Delta, Delta plus) ระบาด 124 ประเทศทั่วโลกแล้ว พบติดเชื้อพุ่งถึง 200 ล้าน ปัจจุบันสายพันธุ์ในประเทศไทยคือ “สายพันธุ์เดลตา” นี่ยังไม่รวมสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่จะตามมาอีก คือสายพันธุ์แลมบ์ด้า และโควิดสายพันธุ์มิว (Mu) (Variant of Interest : VOI หรือไวรัสกลายพันธุ์) ที่หลบหลีกเก่ง เคยสงสัยเกี่ยวกับภาระในการแบกรับต่อสู้โควิดของท้องถิ่น อปท.ว่า แต่ละแห่งรับภาระมากน้อย ในฐานะที่เป็น “คนด่านหน้า” ด้วยคนหนึ่งมากน้อยแค่ไหน เช่นว่า รพ.สนาม (Field Hospitel) หรือที่พัฒนาเป็น “Hospitel” (ปรับโรงแรมเป็น รพ.สนาม) และเป็น “ศูนย์พักคอย” (Community Isolation : CI) สำหรับผู้ป่วยน้อยระดับสีเขียวที่กลับบ้านมาจาก กทม.หรือพื้นที่สีแดง และ การให้ไปกักรักษาตัวที่บ้านสำหรับผู้ป่วยน้อยระดับสีเขียว (Home Isolation : HI) แม้ว่า ศูนย์พักคอย (CI) จะต่างจาก รพ.สนาม เพื่อมิให้สับสนกัน กระทรวงสาธารณสุข จึงเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่ เป็น “ศูนย์ดูแลโควิด-19 ชุมชน” (COVID-19 Care Center : CCC) เพราะอำนาจหน้าที่ของ อปท. บางท้องถิ่นอาจเป็นหน้าที่ บางท้องถิ่น อาจไม่ใช่หน้าที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตาม พ.ร.บ.กระจายอำนาจฯ และ พ.ร.บ.จัดตั้งฯ เพราะ อปท.มีหลายระดับ โครงสร้างอัตรากำลังของ อปท.ขนาดเล็กจะไม่มี สถานบริการสาธารณสุข เช่น อบต. หรือ เทศบาลตำบล แต่ศูนย์พักพิงนี้ถือเป็นหน้าที่ได้ และนอกจากนี้ คนส่วนกลางหรือส่วนภูมิภาคที่มีหน้าและอำนาจ เป็นผู้กำกับดูแลท้องถิ่น ไม่เข้าใจในบริบทอำนาจและหน้าที่ของท้องถิ่น จึง "ชอบคิดเอาเองว่าท้องถิ่นทำได้ทุกเรื่อง" เป็นความย้อนแย้งอย่างหนึ่งที่ว่า ท้องถิ่นตั้งขึ้นมาเพื่อ "ลดความเหลื่อมล้ำ" ในการรับบริการสาธารณะของประชาชน แต่ปัจจุบัน ท้องถิ่นจำนวนมาก มีขนาดเล็กเกินกว่าจะจัดบริการสาธารณะบางประเภทให้มีประสิทธิภาพ ยิ่งปัจจุบันเป็น "การบริหารแบบรัฐราชการรวมศูนย์อำนาจ" มีความเห็นวิพากษ์ที่น่าสนใจขอฝากเกี่ยวกับศูนย์พักคอย (CI) (1) กรณีการตั้งศูนย์พักพิง พักคอย (CI) ระดับอำเภอ ในตำบล แรกๆ บาง อปท. ไม่ยอมเพราะกลัวว่าชาวบ้านในพื้นที่ด่า แอนตี้ แล้วการเลือกตั้งนายก อบต.ในสมัยหน้าอาจจะไม่ได้รับเลือก จึงมีนโยบายแปลกว่าผลประโยชน์พื้นที่ต้องมาก่อน ไม่รับคนพื้นที่อื่น เป็นต้น นี่เป็นปัญหาของคนบริหารที่อยู่นานกว่า 90% จะคิดแบบนี้ (2) ลองคำนวณค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ภาระค่าใช้จ่าย อปท.อาจเยอะ ขณะที่รายได้ อปท.ลดลง ตรงข้ามกันเลย มหาดไทยออกนโยบายมา แต่ท้องถิ่นรับภาระหนัก บางตำบลไม่ถึงเดือนจ่ายไปหลายแสนก็มี ยังจะมี LQ (Local Quarantine) ที่รับภาระอีก ที่สำคัญ คนทยอยเดินทางกลับทุกวัน บางท้องถิ่นเงินสะสมไม่มี ยิ่งหนักหนาสาหัส เจอการโยนภาระตามหนังสือ หมุนตัวไม่รอบล่ะ ยิ่ง รพ.บอกตรวจ ตั้งแต่ 3 โมงเช้า ถึง บ่ายสามโมงเย็น คนเดินทางกลับ มาถึงเกือบมืด หรือก็ต้องเข้าศูนย์พักคอยทั้งนั้น รอตรวจวันถัดไป หลายตำบลตรวจสอบคนที่จะเดินทางกลับ มีเป็นพันกว่าคนทั้งนั้น เพราะอยู่ที่เดิมมีแต่รอความตาย อปท.ใดที่บริหารงบประมาณผิดพลาด ใช้เงินมือเติบ รับรองได้ว่า อาจไม่รอด เพราะโควิดจะอยู่กับเราไปอีกนานๆ ลองคำนวณค่าใช้จ่าย เช่น เพียงสามเดือนถัดจากนี้ไปจะต้องจ่ายอย่างน้อยประมาณ 6 แสน เป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าอาหาร น้ำดื่ม ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าวัสดุทางการแพทย์ ค่าสถานที่ ค่าน้ำมัน ฯลฯ นี่ช่วงนี้ อบต. ต้องมาเตรียมมาจัดการเลือกตั้งอีก (3) กรณี อปท.ใดงบไม่มี เงินไม่พอให้ร้องขอไปจังหวัด เพื่อประสานขอ อบจ. ลงมาช่วยด้านงบประมาณ (4) หากจังหวัดมีงบประมาณทำไมไม่ทำเอง จะต้องให้ อปท.ร้องขอไปทำไม จัดจุดพักคอยตามความเหมาะสมแล้วระดมเจ้าหน้าที่ทั้งจังหวัดมาช่วยงานได้ (5) ในเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณ ยังไม่รู้ว่าหลังจากเหตุการณ์งานนี้หน่วยตรวจสอบ สตง. ป.ป.ช.อปท. จะมีความเห็นต่างในการใช้งบประมาณอย่างไร ไม่เห็นด้วย จะเจอสุดท้ายว่า ไม่ใช่หน้าที่ อปท. หรือบางส่วน เบิกจ่ายไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่ถูกเซ่น ถูกชี้มูลผิดวินัย ผิดอาญาแน่ (6) การเปิดช่อง เปิดระเบียบให้ท้องถิ่น อปท.ทำทุกอย่างในเรื่องโควิดแต่ไม่มีงบประมาณสนับสนุนแม้แต่บาทเดียว (7) รัฐบาลส่วนกลางต้องควักงบในกระเป๋าเทมาให้ท้องถิ่น เป็นภาระที่รัฐบาลต้องแก้ปัญหาให้ทั้งประเทศ เมื่อแก้ไม่ได้มิใช่การโยนภาระทิ้งมาให้ อปท. คนสั่งคนนั้นต้องรับผิดชอบ คนรับคำสั่งทำได้ เท่าที่ทำได้ มิใช่การยัดเยียด เพราะขาดปัจจัยการบริหาร (8) เจ้าหน้าที่เทศบาล อบต.ที่เกี่ยวข้องกับงานป้องกันโรคโควิดเสี่ยงติดโรค ในศูนย์ LQ เนื่องจากต้องทำความสะอาดเมื่อมีผู้ป่วยที่ศูนย์กักกัน LQ ผลเป็นบวก เจ้าหน้าที่บางรายมาจากจังหวัดพื้นที่เสี่ยงสูง 5 ทุ่ม เที่ยงคืนก็ต้องให้เข้ามาพักที่ศูนย์กักกันรอการสวอบ (swab) จาก รพ.ในตอนเช้า โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เก็บขยะมูลฝอยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อจากขยะติดเชื้อ ในส่วนนี้ รพ.ชุมชนและสาธารณสุขอำเภอ ต้องเข้ามาอบรม ฝึกปฏิบัติให้ถูกวิธี และควรให้ค่าตอบแทนที่สูง (มีค่าเสี่ยงภัย) เพราะมันคือสงครามเชื้อโรค สุดท้ายควรให้เจ้าหน้าที่ข้างต้น ซึ่งถือเป็น “เจ้าหน้าที่ด่านหน้า” เหมือนบุคลากรทางการแพทย์เช่นกัน ที่ควรได้รับวัคซีน mRNA เป็นอันดับต้นๆ และให้วัคซีนอย่างสม่ำเสมอ เพราะไวรัสโควิดมีการพัฒนาหลบหลีกภูมิคุ้มกันเก่ง เมื่อหมดภูมิคุ้มกันก็ต้องฉีดเข็มที่สาม ที่สี่ เป็นต้น หรือ การทำประกันโควิดให้แก่พวกเขาด้วยเพื่อเป็นหลักประกัน (9) เจ้าหน้าที่ของ อปท.ที่เกี่ยวข้องกับโควิดเอาจริงๆ มีแค่ กองสาธารณสุข ซึ่ง อบต.หลายแห่งไม่มีกองสาธารณสุข หากจะตั้งศูนย์ LQ ของ อปท.เองจึงเป็นภาระที่หนัก ไหนจะเรื่องเอกสาร ไหนจะหน้างาน ไหนจะงานโดยตรง ไหนจะงานจร งานประสานงาน อีกมากมาย (10) ประเด็น CI รพ.สนาม ตามข่าวเมื่อสองสามเดือนก่อนที่นายก อบต.ประกาศไม่เอา CI ศูนย์พักคอย จึงน่าสนใจมาก เพราะคน อปท.เก็บกดจากรัฐมาก เงินงบประมาณก็ไม่มี แถมรัฐไม่ให้ แต่โยนภาระให้ อปท.เต็มๆ ที่สำคัญมากก็คือ คน อปท.ต้องมาระวังในประเด็นไม่ให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณที่ “ซ้ำซ้อน” อีกระหว่างงบ สปสช. และและงบของ อปท. เพราะ สปสช.ได้โอนงบประมาณในการบริหารจัดการรักษาโรคโควิดให้แก่ รพ.แล้ว หาก อปท.เบิกจ่ายอีก ก็จะเป็นการเบิกที่ซ้ำซ้อนกัน เจ้าหน้าที่จึงเครียด ประเด็นเงินงบประมาณ อปท.ไม่มีก็สำคัญมากเช่นกัน เพราะ อปท.ขนาดเล็กหลายแห่งเงินสะสมไม่มี หรือมีเหลือน้อย เพราะได้ถลุงใช้จ่ายงบไปก่อนหน้านี้มากแล้ว ข้อวิตกและมาตรการที่ควรจะดำเนินการ เพื่อลดภาระ รพ. เตียงเต็ม ที่คนกล่าวกันว่า เตียงไม่พอ รพ.รับไม่ไหว ศูนย์พักคอยจะไม่เป็นกับดักของท้องถิ่น หรือการแยกตัวกลุ่มเสี่ยงออกจากกลุ่มชนจะต้องทำอย่างถูกหลักวิชาการระบาดวิทยา (Epistemology) เป็นข้อห่วงใยของคนที่มิใช่หมอ แต่เป็นห่วงบ้านเมืองเพราะสุขภาพดีต้องมาก่อน มาพร้อมๆ กับการทำมาหากิน เพื่อการพัฒนาประเทศชาติต่อไป หรือใครว่าไม่จริง ขอให้ทุกคนต้องรับ New Normal ที่เราจะต้องอยู่กับโควิดให้ได้ อย่าคิดว่ามันคือ หายนะ (New Disaster) มีบางคนบอกว่า ก็ให้ถือเสมือนว่าโควิดก็เป็นโรคหวัดชนิดหนึ่ง เป็นมาติดมาก็พยายามรักษา อย่าให้ปล่อยเป็นหนัก ลงปอด เดี๋ยวก็ดีเอง แล้วโรคโควิดมันก็จะกลายเป็น “โรคประจำถิ่น” ได้เร็วๆ ว่างั้น