ECF เผยธุรกิจโค้งสุดท้ายปี 64 ธุรกิจโตต่อเนื่อง คว้าออเดอร์ลูกค้ารายใหม่ อินเดีย หนุนรายได้ส่งออกเฟอร์นิเจอร์พุ่ง ขณะที่ลูกค้าญี่ปุ่น อเมริกา จีน มีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง เร่งเครื่องบริษัทย่อย ลุยขยายช่องทางจำหน่ายออนไลน์ ปั๊มยอดขายทั้งในและต่างประเทศ พร้อมรับรู้กำไรจากธุรกิจพลังงานโรงไฟฟ้ามินบูต่อเนื่อง

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF)เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ในช่วงโค้งสุดท้ายปี 2564 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นธุรกิจ อีกทั้งบริษัทยังได้รับคำสั่งซื้ออย่างต่อเนื่องจากลูกค้าญี่ปุ่น อเมริกา อินเดีย จีน ส่งผลให้บริษัทมีปริมาณออเดอร์ส่งออกเฟอร์นิเจอร์ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ นอกจากนี้ ยังได้รับอานิสงส์จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจด้วย

สำหรับแผนการดำเนินงานในช่วงต่อจากนี้บริษัทมุ่งเน้นขยายตลาดต่างประเทศในช่วงไตรมาส 3/64 บริษัทได้รับคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมามีรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกาและจีนเป็นสำคัญ อีกทั้งบริษัทยังได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหม่ ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ประเทศอินเดีย คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4/64 ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากยอดขายต่างประเทศอยู่ที่ 64% และในประเทศอยู่ที่ 36%

ขณะที่ตลาดในประเทศ กระตุ้นยอดขายผ่านช่องทางจำหน่ายใหม่ อาทิ ร้านโมเดิร์นเทรดชั้นนำที่มีสาขาทั่วประเทศพร้อมกับแผนการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งบริษัทมุ่งเน้นการขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านออนไลน์ ล่าสุดเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัท บริษัท โซเมว่า พลาซ่า จำกัด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจออนไลน์แพลทฟอร์ม และคาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการจำหน่ายผ่านช่องทางดังกล่าวได้ในไตรมาส 1/65 ซึ่งถือเป็นการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในประเทศ รวมถึงสร้างความหลากหลายของช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับบริษัท

ส่วนด้านธุรกิจพลังงานทดแทนที่ผ่านมารับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 220 MW เมืองมินบู ประเทศเมียนมาร์ โดยเข้าลงทุนในสัดส่วนร้อยละ 20 สำหรับเฟสแรก (50 MW จำหน่ายไฟฟ้าเรียบร้อยแล้ว) สำหรับเฟส 2 3 และ 4 ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องแม้จะมีสัญญาณความล่าช้าเกิดขึ้นบ้างจากสถานการณ์ COVID-19 และการเมืองภายในเมียนมาร์ โดยคาดว่าการก่อสร้างจะเสร็จสิ้นครบทั้งสี่เฟสภายในไม่เกินสิ้นปี 2565

โดยผลประกอบการครึ่งปีแรก 2564 บริษัทมีรายได้รวม 813.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 587.69 ล้านบาท จำนวน 226.20 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 38.49% และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัท 30.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15.30 ล้านบาท จำนวน 14.79 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 96.72%