วิกฤติ COVID-19 ที่ทุกคนต้องเผชิญร่วมกันตลอดเกือบ 2 ปี สถานการณ์ที่ยากลำบากไปทุกภาคส่วนเช่นนี้ก็ยังมีเรื่องดีๆที่ทำให้เราได้เห็นกันอยู่บ้าง และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “ภาคเอกชน” พากันลุกฮือขึ้นมาช่วยเหลือสังคมและผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติในครั้งนี้

“ไม่มีใครเล็กเกินว่าที่จะช่วยใครในสังคม” “ดร.ยุ้ย เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์” เอ็มดีแห่งเสนาดีเวลลอปเม้นท์ย้ำคำพูดเสมอๆว่า เวลานี้อะไรที่เราพอจะทำได้ เราต้องช่วยกันก่อน ทำให้ดีที่สุดในจุดที่เรายืนอยู่ วิกฤติครั้งนี้ใหญ่เกินที่จะคิดเฉพาะเรื่องของตัวเอง เพราะยังมีคนที่เดือดร้อนและลำบากอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ สิ่งใดที่พอช่วยเหลือกันคนละไม้คนมือและสังคมได้ต้องช่วยกันทำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านสาธารณสุขที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและรับหน้าที่หนักตลอดช่วงในที่ผ่านมา เนื่องจากมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยสีเขียวยังพอดูแลตัวเองได้ แต่ผู้ป่วยสีเหลืองและสีแดง จำเป็นต้องอาศัยยาและอุปกรณ์เฉพาะทางเพิ่มขึ้น ทางเสนาจึงร่วมมือกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติสร้างห้อง ICU ความดันลบอย่างเร่งด่วนภายใน 7 วัน เพื่อให้สามารถเปิดรองรับผู้ป่วยได้ทันที ด้วยงบ 20 ล้านบาท พร้อมกับมอบเงิน 7 ล้านบาทให้แก่โรงพยาบาลตำรวจแลโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่สำคัญตลอดช่วงเดือนกันยายน ทางเสนาเองได้มีแจกข้าวกล่อง 10,000 กล่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้คนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีแจกทุกวันบริเวณหน้าอาคารธัญลักษณ์ภาคย์ นอกจากนี้มีการแจก ฟ้าทะลายโจร จำนวน 15,000 กระปุกให้กับลูกบ้าน และลูกค้าด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ที่ผ่านมาเสนา พยายามช่วยเหลือผู้คนที่อยู่รอบตัว Supply Chain ที่ได้รับผลกระทบเท่าที่ทำได้และเอื้อมถึง พนักงานและซัพพลายเออร์ทั้งคนไทยและต่างด้าว เสนาดูแลด้วยการจัดหาวัคซีนให้ได้ฉีดจนครบทุกคน โดยเฉพาะพนักงานทุกคนคือคนในครอบครัว สถานการณ์อย่างนี้ไม่มีใครจะดูแลเราดีมากกว่าคนในครอบครัวเราเอง จุดเริ่มต้นจากการมีพนักงานติดโควิด จึงได้มีการจัดตั้งทีม Covid War Room Center เพื่อเข้ามาดูแลพนักงานทุกคนของเสนา และศูนย์พักคอย เพื่อเป็นสถานที่สำหรับคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง N-0 และ N-1 โดยทุกคนในทีมไม่ได้ใช้แค่แรงแต่ทุกคนต้องมีความรู้และเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เป้าหมายของภารกิจคือ พนักงานที่ติดไม่ใช่แค่ได้โรงพยาบาลแล้วจบ แต่พนักงานทุกคนต้องได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยภารกิจครั้งนี้ถึงจะเสร็จสิ้น

ก่อนหน้านี้ หลังจากมีการสั่งปิดแคมป์คนงานผลกระทบตกหนักๆ คือคนที่อยู่ในแคมป์ทั้งคนไทยและต่างด้าว สิ่งที่เราดูแลมาตลอดคือส่งข้าวสารอาหารแห้งต่าง ๆ แต่ถ้าเราเริ่มต้นจากคนคิดที่จะให้ เราต้องลงพื้นที่ไปดูด้วยเอง ยกตัวอย่างในแคมป์มีทั้งเด็กเล็ก เด็กกำลังโต เมื่อพ่อแม่ไม่สามารถออกจากแคมป์ไปซื้อนมผง นมสดได้ เด็กเหล่านี้จะเอานมที่ไหนดื่ม ดังนั้น ทางเสนาจึงได้มีการจัดเตรียมถุงยังชีพสำหรับเด็กไว้เผื่อด้วย

“มาถึงวันนี้ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าชีวิตคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างด้าว เรื่องบ้างเรื่องเราต้องลงไปดู ไปเจอด้วยตัวเอง เราจะมองเห็นปัญหาที่แท้จริงและแก้ไขได้ตรงจุด อย่ามองว่าสิ่งที่เราจัดให้เป็นสิ่งที่เราอยากให้เขา แต่ต้องให้ในสิ่งที่เขาต้องการและจำเป็นต่อชีวิตจริงในเวลานั้นๆ”ดร.เกษรากล่าว

วินาทีนี้ ไม่ว่าเราจะยืนอยู่ในจุดไหนจะเป็นบริษัทเล็กหรือใหญ่ สามารถช่วยเหลือสังคมและทุกคนที่อยู่รอบตัวได้ตลอดเวลา เพราะไม่มีใครเล็กเกินกว่าจะช่วยคนอื่นได้ในช่วงเวลาแบบนี้ เริ่มต้นจากตัวเรา เริ่มต้นจากคนที่คิดว่าจะให้และทำให้ดีที่สุดจากจุดที่ยืน นั่นคือการดูแลทุกคนที่เราเอื้อมถึง #ไม่มีใครเล็กเกินว่าจะช่วยใคร