วันที่ 15 ก.ย. ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยถึงแนวโน้มสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย ที่ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเริ่มลดลงจากช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ว่า จากการเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน ผ่านมา 2 สัปดาห์ พบว่ามาตรการต่างๆ ทำได้ดีทั้ง 3 ด้านคือ 1.มาตรการวัคซีนที่ทำได้ดี ไม่หลุดเป้าหมายการฉีดวันละ 4 แสนโดส 2.มาตรการบุคคล การสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ล้างมือ ก็ทำได้ดี แม้มีบางส่วนที่พบว่าไม่ได้ทำตามกำหนดอย่างที่เห็นการติดเชื้อเป็นคลัสเตอร์ เช่น งานศพ และ 3.มาตรการสังคมและการบริหาร จะพบว่าสามารถดำเนินการได้ดี มีการผ่อนคลายมาตรการบ้าง เช่น การนั่งรับประทานอาหารในร้านได้ 50% แต่ก็เห็นได้ว่าหลายๆ ร้านอาจไม่ได้ทำตามที่ตกลง ซึ่งเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก

การติดเชื้อใหม่ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 2564 ที่เริ่มผ่อนคลายมาตรการ จากที่ดูการพลอตกราฟ (plot graph) พบว่า ตัวเลขคู่ขนานกับที่คาดการณ์ไว้ ถือเป็นกราฟที่สวย

“จึงขอให้ประชาชนที่ร่วมใจกันทำดีมาตลอด ให้ทำดีต่อไป เพื่อให้เราได้อยู่ในจุดที่วางใจได้ ส่วนตัวเลขที่สำคัญในการคาดสถานการณ์ คือ ผู้ป่วยหนัก และผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะนี้ก็ลดลงคู่ขนานกันต่อเนื่อง ทำให้เราเชื่อว่าตัวเลขการติดเชื้อใหม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

อย่างไรก็ตาม แม้ในการตรวจหาเชื้อด้วยแอนติเจน เทสต์ คิท (ATK) จะพบว่ามีประชาชนที่ตรวจแล้วเป็นผลบวกจำนวนมาก ซึ่งในหลักการ หากมีการฉีดวัคซีนได้ตามแผนไปต่อเนื่อง ผู้ป่วยเหล่านี้แม้ติดเชื้อแต่จะไม่มีอาการ โดยส่วนหนึ่งจะเข้าสู่ระบบการแยกกักตัวเองที่บ้าน (Home Isolation) เมื่อครบโปรแกรม 14 วัน จะมีภูมิต้านทานต่อโรคเพิ่มขึ้น

“อย่างเช่นในต่างประเทศ ที่มีการฉีดวัคซีนเยอะๆ มากกว่า ร้อยละ 70 ของประชากร เขาก็ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องตัวเลขติดเชื้อใหม่ แต่ให้ความสำคัญว่า ผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล (รพ.) และการเสียชีวิต

ดังนั้น ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564 แต่ก็อยากขอให้ทุกคนร่วมใจกันเฝ้าระวังต่อไปอีกสัก 1 เดือน ตัวเลขก็จะแกว่งๆ ในระดับ 10,000 ต่อเนื่องอีกระยะหนึ่ง แต่ถ้ามาตรการวัคซีน บุคคล และสังคม ยังทำได้ดีต่อเนื่อง เราจะเห็นตัวเลขสวยๆ ได้ แต่ให้ผ่านพ้นเดือนหน้า (ตุลาคม) ไปก่อน ซึ่งในเดือนตุลาคมนี้ เราจะมีวัคซีนโควิด-19 เข้ามามากขึ้น คาดว่าถึง 20 ล้านโดส ดังนั้น ณ วันนี้ที่เราฉีดวัคซีนกันมากกว่า 40 ล้านโดสแล้ว เมื่อรวมกับเดือนหน้าที่เราจะฉีดได้มากขึ้น ก็ทำให้สบายใจได้ แต่ก็ยังไม่สามารถผ่อนมาตรการป้องกันตัวเองลงได้”

ทั้งนี้ ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ยังต้องเร่งมาตรการวัคซีนให้มากขึ้น เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด แต่ต้องทำควบคู่กับมาตรการส่วนบุคคลที่ต้องเข้มข้น ไม่ผ่อนไปตามมาตรการที่ผ่อนคลายไป ซึ่งจากการติดตามตัวเลขในประเทศที่เข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว มีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 สูงถึง ร้อยละ 70 ของประชากร และเข็มที่ 2 ถึง ร้อยละ 60 เป็นตัวเลขใกล้เคียงกัน

“ไม่ใช่ว่าเข็มที่ 1 สูง ร้อยละ 70 แต่ฉีดเข็มที่ 2 ได้แค่ ร้อยละ 20 แบบนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าสู่ภาวะปกติได้ เพราะยืนยันว่าสำหรับเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า วัคซีนเข็มเดียวเอาไม่อยู่ ต้อง 2 เข็ม แม้จะเป็นวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเข็มแรก ก็เอาไม่อยู่ ดังนั้นสถานการณ์ปกติของไทยยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ ใจผมยังอยากให้เฝ้าระวังต่อเนื่องอีก 1 เดือนเป็นอย่างน้อย โดยเฉพาะ 4 เสี่ยงที่เคยย้ำเตือน คือ คนเสี่ยง สถานที่เสี่ยง กิจกรรมเสี่ยง และช่วงเวลาเสี่ยง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีวันหยุดยาว ดังนั้น ขณะนี้เราผ่อนมาตรการมาแล้ว ก็เป็นการเพิ่มกิจกรรมเสี่ยง ดังนั้น ต้องเข้มใน 2 เสี่ยง คือ คนและสถานที่เสี่ยง ต้องทำให้ลดลงมากที่สุด”

เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นในการตรวจหาเชื้อด้วย ATK ที่ให้ผลลบ ซึ่งประชาชนหลายคนมองว่า หากตรวจแล้วเป็นลบ ก็สามารถออกไปพบเจอกันได้ รับประทานอาหารร่วมกันได้ เราสามารถใช้ส่วนนี้เป็นบรรทัดฐานสังคมได้หรือไม่ ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า สำหรับสายพันธุ์เดลต้า การศึกษาในต่างประเทศพบว่า แม้ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังมีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อได้อยู่ จากการศึกษาพบว่า ปริมาณเชื้อในโพรงจมูกของผู้ที่ติดเชื้อที่รับวัคซีนแล้ว กับที่ยังไม่รับวัคซีน มีจำนวนไวรัสที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น เรายังวางใจไม่ได้แม้จะรับวัคซีนมาแล้ว

“หลายคนคิดว่าฉีดวัคซีนแล้ว ตรวจ ATK เป็นลบแล้ว จะถอดหน้ากากอนามัย คิดแบบนั้นไม่ได้เลย เพราะเป็นความเสี่ยงมาก ซึ่งอย่างไรก็ตาม ยังต้องสวมหน้ากากอนามัยเข้มงวดต่อไป ให้เป็นสิ่งที่ติดตัวตลอด ทำตลอดเวลาเป็นวิถีใหม่ เพราะ ขณะนี้โรคโควิด-19 อยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายจากโรคระบาด เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด-19 ให้ได้ มันจะอยู่กับเราไปตลอด จริงๆ ก็สามารถทำได้ในการตรวจ ATK ที่มีความไวและความจำเพาะของชุดตรวจอยู่ที่ ร้อยละ 90 ก็ยังไม่ถึง ร้อยละ 100 ดังนั้น การจะตรวจด้วย ATK แล้วเป็นลบ จึงไปพบกันรับประทานอาหารร่วมกันที่ร้าน ก็ทำได้ แต่ขอให้แยกกันรับประทานอาหาร และเมื่อเสร็จแล้วให้รีบสวมหน้ากากอนามัยทันที แต่หากเป็นการนัดไปรับประทานอาหารที่บ้าน ก็จะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการทำให้บ้านเป็นสถานที่เสี่ยง แต่คำแนะนำที่ดีที่สุด คือ การซื้ออาหารกลับไปรับประทานที่บ้าน แยกกันรับประทานจะดีที่สุด เพื่อป้องกันโรค และคนในครอบครัว” ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าว