วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงราชกิจจานุเบกษา ออกประกาศข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ฉบับที่ 29 ที่ออกเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า เป้าหมายจริงคือสื่อออนไลน์หรือการใช้อินเตอร์เน็ตในการให้ข้อมูลข่าวสาร หรือทุกเรื่องที่ใช้อินเตอร์เน็ตในการส่งข้อมูลให้ประชาชน

โดย นายชัยวุฒิกล่าวว่า การโพสต์ที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎหมาย แต่กระบวนการใช้ระยะเวลานานในการรวบรวมพยานหลักฐานส่งไปที่ศาลและใช้คำสั่งศาล ซึ่งบางทีมีการอุทธรณ์ใช้เวลา 7-10 วัน กว่าจะปิดได้ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วกว่าจะส่งเรื่องไปยังผู้ให้บริการ ซึ่งข่าวที่ออกมาทางอินเตอร์เน็ตมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายจึงต้องรีบปิดโดยเร็ว จึงมีมาตรการนี้ออกมาในสถานการณ์ฉุกเฉิน บางครั้งก็ต้องปิดให้เร็ว เพื่อไม่ให้ข้อมูลได้รับการแชร์ออกไปมาก เพื่อให้เร็วขึ้น จึงต้องไวในการปิดกั้น เพราะกระบวนการตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ใช้เวลานาน ไม่ทันกับการแก้ปัญหา เพราะอินเตอร์เน็ตพอออกข้อมูลไปชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็แชร์กันหมดแล้ว

ซึ่งการรวบรวมพยานหลักฐานและใช้อำนาจของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลการสื่อสารอยู่แล้ว ซึ่งมีอำนาจตาม กสทช.อยู่แล้ว จึงทำให้สามารถปิดกั้นใช้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับที่ 29 ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านศาล

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ยังกล่าวต่อว่า การออกประกาศข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 จะดูที่เจตนา เพราะกฎหมายฉบับนี้บางเรื่องเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อาจจะไม่เหมาะสมที่จะพูดออกสื่อ คิดว่าถ้าสื่อมวลชนหรือประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ต้องเข้าใจว่าวันนี้บ้านเมืองมีการใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่ผิดเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนเสียหาย จึงอยากบังคับใช้กฎหมายกับคนไม่ดี คนที่มีเจตนาไม่หวังดีต่อบ้านเมือง ไม่ได้คิดจะลิดรอนสิทธิประชาชน หรือจำกัดการทำงานของสื่อ ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก ถ้าสื่อมวลชนจะส่งตัวแทนมาคุยกับตนก็ได้ เพื่อจะได้ทำความเข้าใจหารือกับสื่อว่าโอเคหรือไม่ และสำหรรับความผิดตาม พ.ร.ก.ฉบับนี้ บทลงโทษ ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จะอยู่ที่จำคุก 5 ปี และปรับ 1 แสนบาท