สำหรับ เติ้ล ธนพล พระเอกหนุ่มมากความสามารถ ได้มาเปิดใจเป็นครั้งแรก หลังชีวิตเผชิญกับคดีขโมยไฟฟ้าหลวงใช้ ไม่จ่ายค่าไฟนาน 3 ปี จนทำให้ชีวิตพลิกผัน ได้ออกมาเคลียร์ชัดๆ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ถึงเรื่องดังกล่าว โดยเขา ได้เล่าถึงคดีขโมยไฟใช้ ตอนนี้อยู่ในช่วงฎีกา เรื่องราววันนั้นเหมือนมีนพลิกผันไปหมด ด้วยความที่ว่าเราอาจจะทำโดยไม่รู้เท่าถึงการณ์ แต่เราก็ยอมที่จะชดใช้ทั้งหมด ตอนนั้นทำธุรกิจเกี่ยวกับคาร์แคร์เสียค่าไฟครั้งละหมื่น ถึง 2 หมื่น แต่มีอีกตึกนึง ที่เสียค่าไฟเดือนนึง 2-3 พันบาท ทุกอย่างเป็นปกติหมด อยู่มาวันนึงเราให้คนมายกหม้อไฟ เพราะว่าลูกน้องดื้อ ก็เลยให้ตัดน้ำ ตัดไฟเลย พอตัดน้ำ ตัดไฟ แต่ ยังมีไฟติดอยู่ ก็เลยทราบว่ามันมีการต่ออะไรแบบนั้นด้วย เรื่องราวนในวันนั้นมันส่งผลกระทบต่องานทุกอย่างถูกแคนเซิลหมด ละครโดนยกเป็น 10 เรื่อง ตอนนั้นเสียเซลฟ์ไปเลย ทุกอย่างมันพังทลายไปในพริบตา ทุกอย่างเหมือนกับเราฆ่าคนตาย เราค้ายาเสพติด เราทำผิดมหันต์อะไรประมาณนี้ ทั้งที่ตัวเองยอมรับนะในการชำระโทษ แต่เห็นว่าในสังคมเวลาออกมานอกบ้าน สายตาที่มองเรามันเหมือนกับ หรือเราคิดไปเอง อาจจะเหมือนกับว่ามึงทำผิด มึงฆ่าคนตาย จนเรารู้สึกว่าเราจิตตกไปเอง ไม่กล้าที่จะออกไปไหน คือทุกคนที่เข้ามาพยายามจะให้กำลังใจ แต่สายตาที่เรามอง เพราะว่าตั้งแต่เด็กจนโตเราไม่เคยขึ้นโรงพักด้วยซ้ำไป พอเรามีคดีความเรารู้กลัว กลัวในการทำผิด กลัวทุกอย่าง กลัวว่าใครจะคิดยังไง คิดถึงตัวเราว่าคนนี้มองเราแปลกๆ ระแวงไปหมด สายตาที่เขามอง แบบเขามองเราแบบนี้เขาต้องคิดว่าเราฆ่าคนตายหรือเปล่า มันเหมือนแบบนั้นไป เราคิดถึงว่าแล้วพ่อแม่ของเราจะกล้าออกไปไหม เพราะลูกขโมยไฟใช้ ทั้งๆ ที่เราก็จ่ายค่าไฟเดือนนึงเกือบ 30,000 บาท ช่วงนั้นครอบครัวก็เสียเซลฟ์เหมือนกัน ก็เฟลกันเหมือนกัน คิดว่าไม่กล้าออกไปไหนเหมือนกัน เพราะว่าลูกชายคนเดียว เป็นพระเอกด้วย แล้วอยู่ดีๆ มาต้องคดี ซึ่งในบ้านมีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ โดยผมเป็นคนบอกคุณพ่อเองว่า ไฟมันต่อพ่วงกันไปกันมาหรือเปล่า 2 ที่อะไรประมาณนั้น ก็ให้ยกออกไปเลย จะได้จบๆ ไป แม้แต่ตัวญาติพี่น้องเราเอง เราก็โดนกระทำ โดนหลายๆ รูปแบบ ซึ่งในเรื่องนี้รู้สึกว่ามันคือตราบาปมากๆ ต้องไปพบจิตแพทย์เลย กลายเป็นคนขี้ระแวงครับ ไม่อยากพบปะผู้คน ไม่อยากเจอหน้าใคร เพราะว่าพอเราออกไป เรารู้สึกว่าคนนั้นก็คิด คนนี้ก็คิด เราก็ผิด พอเรารู้สึกผิดจริงมันก็รู้สึกผิดไปใหญ่ แต่เราก็ไม่กล้าออกจากบ้าน ไม่กล้าแม้แต่เดินออกนอกบ้าน ไม่กล้าแม้แต่จะพบปะกับใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนอยู่บ้านอย่างเดียว มันมีมุมของผมอยู่ คือ หน้าตู้เย็น มันเป็นจุดที่นั่งแล้วสบายใจที่สุด มันเป็นที่แคบๆ เรารู้สึกปลอดภัย แล้วไม่รู้จะทำอะไร หันไป หันมา เลือกที่จะพึ่ง ไม่ยานอนหลับ ที่หมอจิตเวชให้มาก็ดื่มเหล้า ส่วนอาการจิตตกเป็นอยู่ประมาณปีกว่า นั่งอยู่มุมนั้นหน้าตู้เย็น ก่อนที่ตัดสินใจไปพบจิตแพทย์ ส่วนใหญ่จะไม่กินนะ น้อยมากครับ สำหรับ 2-3 ปีที่ผ่านมาที่ก่อนจะเข้าโรงพยาบาล จะทานข้าวน้อยมาก แทบจะนับเป็นจานได้ เมื่อไปพบจิตแพทย์แล้วคุณหมอบอกว่า มันโรคจิตอ่อนๆ คุณหมอก็ให้ยามาทาน เพื่อให้เราหลับ ให้เราคลายกังวล คลายเครียด มันคลายไปหมดจนลืมไปหมด ต้องทานยาหนึ่งมื้อ 10 เม็ด วันละ 3 มื้อครับ แทบจะทานยาแทนข้าว โดยอยู่กับมันได้ประมาณเดือนกว่าๆ ผมตัดสินใจว่าไม่ได้แล้ว อย่างวันนี้ผมคุยกับพี่ พรุ่งนี้หรือตอนเย็นผมลืมแล้ว พอกินยาหลับไป พอตื่นขึ้นมาผมลืมแล้วว่าผมพูดอะไรกับพี่บ้าง ผมก็เลยเลิกยา เพราะว่าสมองผมถูกทำลาย ก็เลยหันมาดริ๊งก์ ใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวช่วย นอนไม่หลับก็เลือกที่จะมาเดินออกกำลังกาย เหนื่อยเมื่อไหร่หลับ เพราะว่าชีวิตทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งตอนนั้นมีละครค้างอยู่ เรื่อง เล่ห์รัญจวน เล่นกับแตงโม นิดา ซึ่งตอนนั้นละครก็โดนตัดไปทั้งหมด 5 ตอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนถ่ายละครจำบทไม่ได้ มันมีอยู่วันนึงถ่ายฉากปกติ ผมไปตอนเช้า 7 โมง แต่งหน้า ทำผมเสร็จประมาณ 9 โมง เป็นฉากที่ต้องลงไปในเรือ แล้วจากเรือขึ้นมาท่าน้ำ อาการมา กลัวน้ำ กลัวเรือ กลัวไปหมด ตัวสั่น มือสั่น ตาแดง จนแตงโมมาถามไม่ได้กินยาใช่ไหม ผมก็บอกเลิกมาสักพักแล้ว เขาก็ถามว่าเอาของเขาก่อนไหม เราก็บอกว่าไม่ได้ โดย แตงโม ได้เล่าถึงอาการของ เติ้ล ตอนร่วมงาน ว่า ด้วยร่วมงานกันมาเยอะมาก ตั้งแต่สมัยเด็กๆ แล้วอาการพี่เติ้ลเขาจะมีอาการเวลาปกติจะไม่ค่อยแสดงอาการอะไรให้เห็นเลย แต่เวลาเริ่มถ่ายละคร เวลาพี่เติ้ลเริ่มที่จะตั้งใจอะไรมากๆ อาการพี่เติ้ลเริ่มจะมา เขาเริ่มมีอาการมือสั่น โมเห็นแล้วโมรู้เลยเพราะโมเคยเป็นมาก่อน แต่โมอาจจะไม่ได้เป็นหนักเท่าพี่เติ้ล โมรู้สึกทรมานกับสิ่งที่ตัวเองเป็นมากๆ ดูแล้วแบบไม่ได้พี่ต้องหาหมอ คือโมเข้าใจ ทั้งนี้ เติ้ล ได้เล่าว่า การดื่มเหล้า ได้ส่งผลให้ตับพอง เส้นเลือดดำในทางเดินอาหารพอง เป็นเหมือนข้อเลือด เป็นเม็ดขึ้นมา เป็นจุด ทั้งหมด 7 จุด คุณหมอบอกว่า คุณมีระเบิดอยู่ในตัว 7 ลูก แล้ววันนั้นเป็นวันที่ไปงานเลี้ยงวันเกิดพี่ มันแตก 3 จุด ถ่ายเป็นเลือด ถ่ายไม่หยุด ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ มันออกมาทีละลิตร โดยวันที่ไปถึงโรงพยาบาล จะโวยวายมาก เพราะตอนนั้นอยู่ในอาการที่มึนเมา ก็ต้องขอโทษบุคลากรทางการแพทย์ด้วย ซึ่งรักษาในโรงพยาบาล 5 วัน เป็นจำนวนเงินหลักล้าน แต่โชคดีมีประกันครับ ถ้าไม่งั้นคงเครียดกว่าเดิม และก็เข็ดเลย พอออกจากโรงพยาบาลมาหยุดดื่มเลยครับ แล้วก็หันมากินนม ออกกำลังกาย แต่เข็ดได้สักระยะ รอบสองก็เกิดขึ้น ในช่วงโควิดรอบที่3 เมื่อวันที่1 ที่ผ่านมา คือขึ้นไปสร้างโรงเรียนที่ท่าสองยาง จังหวัด แม่ฮ่องสอน ตอนขึ้นไปก็มีการดื่มไวน์กันแก้วนึง มีผู้ใหญ่ชวนดื่ม ก็ให้เป็นเกียรติ ผมดื่มไปนิดนึง เข้านอน ตื่นเช้ามาไม่มีอาการ เช้ามาก็ขับรถออกไปอีกสัก 60 กิโล แต่มันเป็นทางขึ้นเขา ก็ไม่มีอาการอะไร ทานข้าวปกติ ขากลับมาถึงสิงห์บุรีก็ดื่มไวน์อีกแก้วนึง คราวนี้เริ่มมี เริ่มไม่ปกติ เริ่มมีท้องพองๆ เหมือนจะอาเจียน ตัดสินใจว่าจะหาโรงแรมพัก แล้วออกตอนเช้าดีกว่า พอเข้าโรงแรม อาบน้ำเสร็จ เหมือนปีโป้อยู่ในปาก 2 ชิ้น มันคือลิ่มเลือด อาเจียนออกมาในอ่างน้ำ แต่ตอนนั้นยังไม่สนใจ เพราะว่าเราทานยาบำรุงเลือดเป็นสีแดงด้วย เราก็คิดว่ามันอาจจะเป็นน้ำย่อย พอออกมานั่งสักพักนึง ผมก็หยิบถังขยะมาวางข้างๆ รู้สึกพะอืดพะอม คราวนี้ครึ่งถังขยะ ออกมาเป็นเลือด ตอนนั้นต้องเข้าโรงพยาบาลสิงห์บุรี แล้วโรงพยาบาลอยู่หลังโรงแรมพอดี ถ้าไกลกว่านั่นผมว่าผมเสียชีวิตไปแล้ว เพราะวันนั้นผมออกมาจากห้องน้ำแล้วช็อก คือไม่มีตาดำแล้ว แล้วก็ล้มไปหัวฟาดพื้น แล้วก็กระอักเลือดออกมา รักษาตัวอยู่ 5 วันครับ นอนห้องรวม จนมาถึงวันนี้มีคำพูดที่ว่ากลายเป็นดาราตกอับ ถึงขั้นแย่งข้าวหมากิน มันเกิดจากโควิดรอบแรก ผมเริ่มวางแผนทำมาหากิน คือ จะเพาะพันธุ์หมาขาย ไม่เป็นไร เรายังสนุก ยังมีทุนอยู่ พอโควิดรอบสอง เรากลับมาเริ่มไม่ไหวแล้ว เพื่อนก็เลยถามว่าเป็นไงบ้าง นี่ก็เลยบอกกูจะแย่งข้าวหมาแดกอยู่แล้ว พอรอบ3 มาเป็นไงบ้างวะเพื่อน รอบนี้ไม่แย่งข้าวหมาแดกละ กูจะแดกหมาที่เลี้ยง ก็คุยกันขำๆ ประสาเพื่อน ขณะที่เวลานี้งานเราน้อยลง เราอายุมากขึ้นก็ไม่ค่อยได้คิดอะไร แต่ก็พยายามทำใจว่ายังไงคลื่นลูกใหม่ก็ต้องมา หาอย่างอื่นทำได้ อย่างเช่น เกษตรกรรม เกษตกร หรือสิ่งที่เราชอบ เราก็วางปูไว้ตั้งแต่เราอยู่ในวงการ