ปากกาขนนก / สกุล บุณยทัต

“ในห้วงขณะที่ชีวิตหมองหม่น หดหู่ และท้อแท้ เราย่อมถามไถ่ถึงทางออกอันเจิดกระจ่างของชีวิต...ว่าจะก้าวไปเบื้องหน้าต่อไปอย่างไร ? ... การถือครองสติด้วยความเข้าใจโลกอย่างถ่องแท้...คือเจตจำนงอันบริสุทธิ์ที่จะเยียวยาบาดแผลของหัวใจที่บอบช้ำจากนัยแห่งทุกข์...อันก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมอันซับซ้อนต่อการสูญเสียศรัทธาในการดำรงชีวิตอยู่ได้”

หลาย ๆ ขณะที่ตัวตนของเราต่างปรารถนาแสงสว่างที่จะส่องทางชีวิต ...เข่นฆ่าความมืดดำแห่งจิตวิญญาณให้สามารถผสานเข้ากับความสะอาดใสในดวงตาของธารสำนึกแห่งความวาดหวังทางความรู้สึกได้

“แสงสว่างในความรู้สึก” ...งานเขียนของ “กระบี่ไม้ไผ่” ความเรียงอันลุ่มลึกของนักสำรวจภูมิประเทศทางจิตใจที่นอกเหนือจากการเฝ้าสังเกตภาวะของจิตใจแล้ว...เขายังพยายามสื่อแสดงให้เห็นถึงข้อตระหนักว่า...ทำอย่างไรชีวิตถึงจะอยู่กับสภาวะดังกล่าวอย่างมีความหวัง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของความทุกข์เศร้าใด ๆ

“ในโลกของการอยู่ร่วมกับคนอื่น ... ไม่ว่าสถานที่นั้นจะเป็นบ้าน ที่ทำงาน หรือที่อื่นใด รู้หนักรู้เบา เป็นศิลปะที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝน แม้ว่าเราจะมีความรู้ชนิดนี้ติดตัวกันถ้วนทั่วทุกตัวตน แต่ในโลกของการฝึกปรือนั้น ครูบาอาจารย์สอนว่า “จิตยึดติดมันหนัก ปล่อยวางจึงรู้เท่าทันสังขาร”

ว่ากันว่า...ถ้าปราศจากการเฝ้าดู เราก็ไม่มีทางไล่กวดความคิดของเราทัน ถึงรู้ก็เป็นแค่รู้ตาม แต่รู้ตามมาก ๆ เข้า ทำมาก เจริญมาก จึงเป็นรู้เท่าทัน ... รู้เท่ารู้ทันแรงกระเพื่อมใด ๆ แม้จะทำให้จิตใจกระฉอกหรือปั่นป่วนขึ้นก็จะรู้กันรู้แก้ นั่นนับเป็นแสงสว่างที่ไม่ว่าจะดำเนินไปสู่โลกแห่งความสงัดหรือโลกใด ๆ เราก็ล้วนมีหน้าที่ที่พึงปฏิบัติต่อกัน

“เรื่องราวบางประการต้องให้คนช่วยเป่าฝุ่นออกจากตา บางคนก็ต้องใช้เวลานอนเพื่อให้ความทุกข์ตกตะกอน จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะสามารถปฏิบัติในสิ่งที่พึงปฏิบัติต่อผู้คน โดยไม่ขาดตกบกพร่อง”

ในอีกมิติหนึ่งที่น่าใคร่ครวญ ก็คือในประเด็นของประวัติศาสตร์ที่มักจะแสดงให้เห็นว่า มนุษย์แม้จะมีสันดานดิบเถื่อนและโหดร้ายอย่างไร แต่ก็กระหายที่จะเสพสิ่งที่ดีงามมาหล่อเลี้ยงจิตใจ ผิดแต่มากน้อยต่างกันเท่านั้น

“เงาคนเรามักใหญ่กว่าตัวเสมอ แต่ก็ขึ้นอยู่กับองศาของแสง และองศาของแสงก็ขยับได้ มิใช่ขยับไม่ได้ เพียงขณะที่ผินหน้าเข้าหาจอ จงมีสติถามตัวเองว่า ระลึกถึงสิ่งใด เงาก็จะเล็กลง จริง ๆ แล้วคนปกติไม่กลัวเงา แต่เงาบางชนิดก็ต้องระแวดระวัง”

เหตุดั่งนี้...จึงเกิดคำถามถึงระบบต่าง ๆ ที่เราทำอยู่ในทุกวันนี้ว่าเราออกแบบมันดีแล้วหรือยัง อย่างเช่นระบบในร่างกาย การเดิน การนั่ง การพักผ่อนหลับนอน การรับประทานอาหาร การกินการดื่ม การบริโภคข่าวสาร การถักทอความสัมพันธ์กับผู้คนและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

เราต่างทำให้มันเป็นทุกข์ เป็นสุข หรือจำเจอยู่กับมันด้วยความเคยชิน โดยไม่นำพาปรารมย์ว่ามันจะนำมาซึ่งอะไร ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนที่น่าขบคิด

“การงานที่เราหมดเปลืองวันเวลากว่าครึ่งในแต่ละวันนั้นนำมาซึ่งความทุกข์หรือความสุข ทุกข์สุขเหล่านั้นเกิดจากผู้คนจากระบบที่ไม่ประสานจังหวะสอดคล้อง หรือจากอะไร เราแก้ไขมันได้หรือไม่ ? เราคิดจะแก้ไขมันหรือไม่ ? หรือจำเจอยู่กับมัน ...ขอแค่ตัวเองอยู่ได้ก็พอแล้ว”

ย้อนกลับไปเมื่อเราลืมตาตื่น แสงเช้าลามเลียเข้ามาทางหน้าต่าง ดึงสายตาให้หันออกไปมองตู้เก็บของในห้องนอน แล้วสมองที่ว่างเปล่าก็อึงอลไปด้วยความคิดที่เกิดจากการตั้งคำถามประเภทหนึ่ง

ข้าวของในตู้นั้นมันสำคัญอะไรกับใครไหม ? สมบัติต่าง ๆ เหล่านั้น สำหรับผู้เป็นเจ้าของอาจพอใจที่ได้รู้ว่ามันอยู่ตรงนี้ ไม่ได้หายไปไหน แต่กับคนอื่นแล้วมันจะมีประโยชน์อะไร นอกจากลงถังขยะหรือเอาสุมไฟ ต่อให้มันเป็นของดีมีราคาก็เถิด

“อะไรระบายออกไปได้ก็โละทิ้ง หลายอย่างทำใจไม่ได้ก็จับใส่กล่องยัดเข้าไปในห้องเก็บของ รอวันหนึ่งจะถูกรื้อออกมาทิ้ง เพราะคิดว่าทิ้งเอาไว้ก็ไม่ได้ใช้ อย่างนี้แล้วให้คนก็ยังได้ใจ ทิ้งไว้ก็แค่ได้ฝุ่น บ้านก็ย่อมโล่งขึ้น ภาระน้อยลง ตัวเบากว่าเก่าอีกหน่อย”

นัยยะเหล่านี้คือแสงสว่างที่บังเกิดขึ้น ณ กลางใจ ถ้าเรายืนหยัดอยู่กับความใคร่ครวญที่จะทบทวนบทบาทของชีวิตอย่างเพ่งพินิจและถี่ถ้วน เราก็จะเห็น เราก็จะได้ประจักษ์ เราก็จะได้ไม่หลงทางอยู่กับตัวตนที่จมปลักและมองไม่เห็นอะไรที่เป็นปฏิกิริยาซึ่งถูกขึงพืดอยู่ต่อหน้า

“คนเราหลงทางอยู่เป็นประจำ ชั่วแวบเดียวที่ใจพลิกคว่ำ แม้มีคนมาตามหาจนเจอเราก็มักจะเที่ยวหาคำอธิบายสารพัด เพื่อยืนยันว่าเรายินดีหลงทางด้วยความสมัครใจ”

ด้านหนึ่งนั้นมันคือวิถีประจักษ์ที่จะแสดงให้เห็นถึงว่าการที่คนเราเสียเวลาไปกับการงานหรือวัตรปฏิบัติอันเป็นโยงใยส่วนตัวอยู่ตลอดเวลา ย่อมจะไม่ต่างอะไรกับผู้คนที่หมกมุ่นอยู่กับการเข้าออกเว็บไซต์ต่าง ๆ และมันก็น่าขันพอ ๆ กับพวกที่ประกาศหามิตรภาพและความจริงใจ โดยประกาศรสนิยมทางเพศหรือโพสต์รูปถ่ายไว้ตามที่สาธารณะทั่วไป

แต่แท้จริง “ทุกครั้งที่แสงสว่างบังเกิดขึ้นเพื่อสาดส่องให้เห็นความจริงกับสิ่ง ติดบ้างดับบ้างก็ไม่เป็นไร สิ่งเดียวที่ต้องทำคือรู้สึกให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เท่านั้นเอง”

ที่สุดแล้วก็มีความคิดในเชิงสรุปต่อจุดสมดุลของแสงสว่างในความรู้สึกผ่านผลของการศึกษาที่ว่าระบบและโลกทำให้พบข้อสรุป ประหนึ่งว่ามีความเหมือนกันอย่างน่าแปลกประหลาด ระหว่างวิวัฒนาการของชีวิตกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และระบบอันซับซ้อนมักจะดูดใช้พลังงานมากกว่าระบบที่ซับซ้อนน้อยกว่า จึงไม่แปลกที่อารยธรรมของมนุษย์จะครอบงำชุมชนที่เป็นอิสระมาแต่ดั้งเดิม เช่นเดียวกับมนุษย์ซึ่งมีโครงสร้างสมองซับซ้อนก็ใช้พลังงานจากโลกนี้มหาศาลมากกว่าเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ในโลก

ผลการศึกษาดังกล่าวทำให้มีคำถามจากคนช่างสังเกตบางคนว่า ขณะที่อิทธิพลของการสื่อสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ทำให้ทัศนคติและความหวังแบบคนเมืองไหลบ่าไปสู่ชนบท กระทั่งส่งผลกระทบต่อชุมชนเกษตรกรรม กระแสไหลเวียนของโลกแบบเมืองซึ่งเป็นวิถีหล่อเลี้ยงผู้คนอยู่จำนวนมหาศาลกับความดำรงอยู่ของชุมชนแบบชนบทนั้นจะดำเนินไปอย่างไร ถึงจะไม่ขัดขวางและบดขยี้ซึ่งกันและกัน นั่นคือคำถามสำคัญของโลกวันนี้

“กระบี่ไม้ไผ่” ได้ให้ข้อคิดแห่งการเขียนของเขา เป็นแง่คิดสำคัญของการสรุปบทเรียนตรงนี้ว่า “โลกอันเปราะบางยามวัยเด็กของแต่ละคนถล่มลงมาในเวลาและจังหวะที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าเราต่างมีวิธีเอาตัวรอดแตกต่างกัน และมีแผลเป็นแตกต่างกัน ... สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้มาท่ามกลางการขึ้นลงของชีวิต ก็คือในร้ายมีดี ขอเพียงไม่ย่ำยีบีฑาตนเอง โลกนี้ย่อมมีหนทางให้เดินไป แต่ก็อีกนั่นแหละ ในดีก็มีร้าย ที่ร้ายที่สุดก็คือ ยามสุขเรามักจะเผลอตัว ครั้นเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึง ความทุกข์เลยหนักกว่าความเป็นจริง”

“แสงสว่างในความรู้สึก” ความเรียงลุ่มลึกของนักสำรวจภูมิประเทศทางจิตใจ คือหนังสือแห่งจิตวิญญาณที่ปลุกตื่นชีวิตมนุษย์ของวันนี้ให้ได้ตระหนักถึงภาวะจริงของภาวะจริงที่มนุษย์ต่างหมกมุ่นและเข้าออกอยู่กับความน่าขันของชีวิตอันยากลำบากและน่าเวทนา เราต่างตกอยู่ในความมืดดำจนไม่อาจเลี่ยงพ้นวิกฤตของชีวิต เพราะหัวใจอันอ่อนล้า เพราะลมหายใจอันโหยอ่อน ทุกสิ่งจึงดำเนินไปอย่างไร้ความหวัง หากแต่เพียงมีนัยยะสำนึกที่จะไขว่คว้าหาแสงสว่างทางความรู้สึกกันบ้าง เราก็อาจจะพบได้ว่าแท้จริงนั้นชีวิตยังมีอะไรอีกมากมายที่น่าหัวเราะ และยิ้มรับตอบแทนมันออกมา

“ชีวิตมันก็เหมือนภาพถ่าย เรื่องบางเรื่องก็สมควรถอยออกมาดูห่าง ๆ ถึงจะชัดเจน เรื่องบางเรื่องต้องขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ ถึงจะพบความจริง ... บางครั้งสวรรค์กับนรกก็อยู่ติดกันจนไม่เห็นรอยเหลื่อม”