เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 11 หน่วยฯ กระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาค ซึ่งเป็นการทำงานบูรณาการร่วมกับกองทัพอากาศและกองทัพบก ในการสนับสนุนอากาศยานและกำลังพล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง การเติมน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยเพื่อให้เพียงพอต่อการอุปโภค-บริโภค การช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ภาคอุตสาหกรรม การรักษาระบบนิเวศน์ให้กับพื้นที่ป่าไม้ รวมถึงพื้นที่ประสบปัญหาหมอกควันและไฟป่า ตลอดจนการบรรเทาและยับยั้งพายุลูกเห็บ เนื่องด้วยสภาพอากาศในขณะนี้มีโอกาสที่จะเกิดพายุฤดูร้อน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดพายุลูกเห็บตามมาด้วย โดยกรมฝนหลวงฯ ได้มีการเฝ้าระวังและติดตามข้อมูลเพื่อวางแผนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงเมื่อวานนี้ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 5 หน่วยปฏิบัติการ ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่ประสบปัญหาหมอกควันไฟป่าบริเวณ จ.แพร่ และพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.กำแพงเพชร อุทัยธานี นครสวรรค์ ลพบุรี กาญจนบุรี สกลนคร นครศรีธรรมราช พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำจำนวน 7 แห่ง และพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวร

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับการติดตามสภาพอากาศในช่วงเช้าวันนี้ พบว่า จากผลการตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สภาพอากาศเข้าเงื่อนไขปฏิบัติการฝนหลวง จึงได้วางแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง โดยหน่วยฯ จ.บุรีรัมย์ มีพื้นที่เป้าหมายคือ พื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ในเขตพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ และจ.นครราชสีมา อย่างไรก็ตาม หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงฯ อีก 10 หน่วยฯ ในช่วงเช้านี้ยังคงมีการติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง หากสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง พร้อมจะช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทันที ทั้งนี้เกษตรกร และพี่น้องประชาชน สามารถขอรับบริการฝนหลวงและติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทางการติดต่อของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทาง เพจ Facebook, Instagram, Twitter, Line Official Account หรือโทรศัพท์ 02-109-5100