รัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะอยู่ภายใต้นักการเมืองฝ่ายใดก็ตามได้ชื่อว่าเป็น “พ่อค้าความตาย” เพราะในโลกมายาฮอลลีวูดที่เต็มไปด้วยซูเปอร์ฮีโร่ขจัดคนพาลอภิบาลคนดี ป้องป้องโลกจากหายนะนั้น ในความเป็นจริงสหรัฐฯภายใต้ภาพเป็นผู้พิทักษ์ประชาธิปไตยแต่กลับสร้างความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ มักหาเหตุก่อสงครามโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหากำไรจากการค้าอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งผลคือการเข่นฆ่าประชาชนและทำลายล้างบ้านเมืองดังปรากฏให้เห็นมาตลอดกว่า 7 ทศวรรษนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2
ผู้อยู่เบื้องหลังคือบริษัทผู้ผลิตและผู้ค้าอาวุธที่มีอิทธิพลต่อการเมืองอเมริกันทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน ซึ่งกอบโกยผลกำไรแต่ละปีนับแสนล้านบาท
สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งกรุงสตอกโฮล์ม (SIPRI) รายงานตัวเลขการส่งออกอาวุธ ของอเมริกาว่าขายให้ชาติต่างๆ อย่างน้อย 98 ประเทศทั่วโลก สินค้าที่มีการส่งออกไปมากที่สุดก็คือ เครื่องบินขนส่ง และเครื่องบินรบ ปริมาณการขายครึ่งหนึ่งอยู่ในตะวันออกกลาง
ข้อมูลปี 2561 ที่ระบุมูลค่าการค้าอาวุธทั่วโลก 12.7 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นของบริษัทสหรัฐอเมริกา 7.5 ล้านล้านบาท ยุโรป 3.0 ล้านล้านบาท รัสเซีย 1.1 ล้านล้านบาท หรือพ่อค้าอเมริกันครองส่วนแบ่งเกือบ 60% โดยบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ค้าอาวุธใหญ่สุดในโลกคือ บริษัทล็อคฮีด มาร์ติน คอร์ปอเรชั่น ปี 2561 รายได้ 1.6 ล้านล้านบาท กำไร 1.5 แสนล้านบาท
พ่อค้าอาวุธกับผู้นำประเทศของสหรัฐฯนั้นจะทำงานอย่างเข้าขา ดังตัวอย่างสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่แค่สร้างกำแพงกันแรงงานชาวเม็กซิโก หรือแค่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากจีน แต่ยังทำตัวเป็นนายหน้าลุยขายอาวุธไปทั่วโลก
ปลายปี 2563 ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯพร้อมขายเครื่องบิน F-35 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบล่องหนราคาแพงให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และชาติอื่นๆในตะวันออกกลางที่เป็นพันธมิตรต่อต้านอิหร่าน เหมือนอย่างที่ขายให้กับอิสราเอล (แม้ว่าอิสราเอลจะออกมาคัดค้านเพราะต้องการคงความได้เปรียบด้านเทคนิคเหนือชาติอาหรับเอาไว้ก็ตาม) เพราะทรัมป์บอกว่าเป็นการสร้างรายได้ต่อสหรัฐฯและสร้างงานให้ชาวอเมริกัน โดยไม่สนว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เกิดความตึงเครียดยิ่งขึ้นในตะวันออกกลางแทนที่จะสร้างสันติภาพ
ในระหว่างที่ทรัมป์เขย่าสงครามการค้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีน กระทรวงกลาโหม สหรัฐฯก็ไปทำข้อตกลงการค้าอาวุธระยะ 10 ปี มูลค่ารวม 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.93 ล้านล้านบาท) กับ “ไต้หวัน” ซึ่งรู้อยู่ว่าจีนถือมาเสมอว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน การไปเจรจาขายอาวุธให้ไต้หวันนับเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนจีน เป็นการบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯและกองทัพของทั้งสองฝ่าย รวมถึงสันติภาพและเสถียรภาพระดับภูมิภาค
ในภูมิภาคอาเซียน ดีลใหญ่ที่ทรัมป์ขายอาวุธคือการอนุมัติการจำหน่ายเครื่องบินขับไล่ F-35 จำนวน 12 ลำแก่สิงคโปร์ วงเงิน 2.75 พันล้านดอลลาร์(ประมาณ 82,500 ล้านบาท) รวมถึงอุปกรณ์จากบริษัทล็อคฮีด และบริษัทแพรทท์ แอนด์ วิทนีย์
แล้ว “กองทัพไทย” ที่มีงบประมาณปีละกว่า 2 แสนล้านบาทเป็นที่หมายตาของพ่อค้าอาวุธรายใหญ่แค่ไหน
ภายหลังรัฐประหารเมื่อปี 2557 สหรัฐฯและชาติตะวันตกลดความสัมพันธ์ทางทหารกับไทย ระงับการขายอาวุธ และลดขนาดการฝึกทางทหาร ทำให้กองทัพไทยได้หันไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนและรัสเซีย
แต่หลังการเลือกตั้งทั่วไปและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่าในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯขายยุทโธปกรณ์ให้ไทยคิดเป็นมูลค่ากว่า 33,600 ล้านบาท อาทิ เฮลิคอปเตอร์รุ่น Black Hawk, ระบบอาวุธปล่อยชนิดยิงจากภาคพื้นสู่อากาศ และระบบตอร์ปิโดและอาวุธปล่อยแบบหลายลำกล้อง
ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 ปลายรัฐบาลทรัมป์ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมไทย ได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ “วิสัยทัศน์ร่วม” ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ ไทย-สหรัฐอเมริกา 2020 เสมือนเป็นการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดยสิ่งที่พ่วงตามมาคือการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ รถหุ้มเกราะ Stryker 70 คัน และเฮลิคอปเตอร์ AH-6i อีก 8 ลำจากสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 138 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4,140 ล้านบาท
โครงการ“รถหุ้มเกราะ Stryker” เป็นหนึ่งในความร่วมมือด้านการทหารที่สำคัญระหว่างสหรัฐฯ-ไทย ที่ทั้งขายและแถม โดยใช้งบประมาณกลางของรัฐบาล วงเงิน 2,860 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทัพบกไทย จัดซื้อเอง 37 คัน และ สหรัฐฯ ให้เปล่า 23 คัน เพื่อภารกิจเสริมสร้าง ‘กองพลทหารราบที่ 11’ ที่วางแผนไว้ให้เป็น “กรมทหารราบยานเกราะ”
อีกทั้งจัดหาโดยใช้งบประมาณของกองทัพบกวงเงิน 850 ล้านบาท จำนวน 10 คัน เพื่อสนับสนุนปรับโอน “หน่วยออกนอกกองทัพบก” ในปีงบประมาณ 2563 กองทัพบกกำหนดแผนจัดซื้อ 50 คัน โดยทางสหรัฐฯ ให้เปล่าอีก 30 คัน
การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพได้รับการตรวจสอบจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านตลอดมา โดยเมื่อต้นปี 2564 นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุ กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 จำนวน 3.1 ล้านล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2564 จำนวน 1.85 แสนล้านบาท เพราะข้อจำกัดในการจัดเก็บภาษีที่คาดว่าจะลดลงจากการแพร่ราดของโควิด-19 แต่รัฐบาลบโดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมไม่ปรับลดงบประมาณกองทัพเลย
ส.ส.ยุทธพงศ์ชี้ว่าในงบประมาณปี 2565 ยังมีงบซื้อเรือดำน้ำใหม่ โครงการก่อสร้างท่าจอดเรือดำน้ำ โครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์โจมตี รถถังใหม่ ยานหุ้มเกราะ เครื่องบินโจมตีเบา และโครงการพัฒนาการปฏิบัติการในห้วงอวกาศซึ่งไม่มีรายละเอียดว่าคืออะไร
กระทรวงกลาโหมได้งบประมาณมากเป็นอันดับ 4 จำนวน 2.33 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นงบประมาณซื้ออาวุธแบบผูกพันสำหรับการซื้ออาวุธในอนาคต โดยงบผูกพันเช่นนี้กระทรวงกลาโหมมีมากเป็นอันดับ 2 รองจากกระทรวงคมนาคม
“งบผูกพันเช่นนี้ก็คือหนี้ทหารที่รัฐบาลจะต้องเตรียมเงินสำรองเอาไว้สำหรับจ่ายค่าซื้ออาวุธในอนาคตถึงปี 2566 ” นายยุทธพงศ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยชี้แจงว่า เรื่องงบผูกพันข้ามปีได้ตรวจสอบแล้วเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทุกประการ ส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมนั้น เป็นเพราะที่ผ่านมากองทัพไม่ได้รับการสนับสนุนในส่วนนี้เลย ทำให้อาวุธที่ใช้อยู่มีสภาพเก่าประมาณ70-80% ดังนั้นการจัดหาจึงเป็นการจัดหาทดแทนเพื่อไม่ให้เสียงบซ่อมบำรุง
เป็นที่น่าติดตามว่าในยุคที่สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งพรรคเดโมแครตมีนโยบายคานอำนาจกับจีนและนำความยิ่งใหญ่กลับสู่ภูมิภาคต่างๆรวมถึงอาเซียนนั้น การเจรจาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยอาจเป็นวิธีการหนึ่งของการถ่วงดุลอำนาจ แต่กองทัพไทยก็ต้องรับแรงกดดันและตอบคำถามจากภายในประเทศที่เศรษฐกิจรอการฟื้นตัวและมีความต้องการใช้งบประมาณเพื่อการลงทุนกระตุ้นการบริโภค และบรรเทาความเดือดร้อนในกลุ่มผู้ยากไร้มากกว่าการสะสมอาวุธมูลค่ามหาศาลโดยไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนใดๆ
ข้อมูลปี 2561 ที่ระบุมูลค่าการค้าอาวุธทั่วโลก 12.7 ล้านล้านบาท สูงสุดเป็นของบริษัทสหรัฐอเมริกา 7.5 ล้านล้านบาท ยุโรป 3.0 ล้านล้านบาท รัสเซีย 1.1 ล้านล้านบาท หรือพ่อค้าอเมริกันครองส่วนแบ่งเกือบ 60% โดยบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ค้าอาวุธใหญ่สุดในโลกคือ บริษัทล็อคฮีด มาร์ติน คอร์ปอเรชั่น ปี 2561 รายได้ 1.6 ล้านล้านบาท กำไร 1.5 แสนล้านบาท
พ่อค้าอาวุธกับผู้นำประเทศของสหรัฐฯนั้นจะทำงานอย่างเข้าขา ดังตัวอย่างสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่แค่สร้างกำแพงกันแรงงานชาวเม็กซิโก หรือแค่ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจากจีน แต่ยังทำตัวเป็นนายหน้าลุยขายอาวุธไปทั่วโลก
ปลายปี 2563 ทรัมป์ประกาศว่าสหรัฐฯพร้อมขายเครื่องบิน F-35 ซึ่งเป็นเครื่องบินรบล่องหนราคาแพงให้กับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และชาติอื่นๆในตะวันออกกลางที่เป็นพันธมิตรต่อต้านอิหร่าน เหมือนอย่างที่ขายให้กับอิสราเอล (แม้ว่าอิสราเอลจะออกมาคัดค้านเพราะต้องการคงความได้เปรียบด้านเทคนิคเหนือชาติอาหรับเอาไว้ก็ตาม) เพราะทรัมป์บอกว่าเป็นการสร้างรายได้ต่อสหรัฐฯและสร้างงานให้ชาวอเมริกัน โดยไม่สนว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เกิดความตึงเครียดยิ่งขึ้นในตะวันออกกลางแทนที่จะสร้างสันติภาพ
ในระหว่างที่ทรัมป์เขย่าสงครามการค้ากับสาธารณรัฐประชาชนจีน กระทรวงกลาโหม สหรัฐฯก็ไปทำข้อตกลงการค้าอาวุธระยะ 10 ปี มูลค่ารวม 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.93 ล้านล้านบาท) กับ “ไต้หวัน” ซึ่งรู้อยู่ว่าจีนถือมาเสมอว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน การไปเจรจาขายอาวุธให้ไต้หวันนับเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนจีน เป็นการบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯและกองทัพของทั้งสองฝ่าย รวมถึงสันติภาพและเสถียรภาพระดับภูมิภาค
ในภูมิภาคอาเซียน ดีลใหญ่ที่ทรัมป์ขายอาวุธคือการอนุมัติการจำหน่ายเครื่องบินขับไล่ F-35 จำนวน 12 ลำแก่สิงคโปร์ วงเงิน 2.75 พันล้านดอลลาร์(ประมาณ 82,500 ล้านบาท) รวมถึงอุปกรณ์จากบริษัทล็อคฮีด และบริษัทแพรทท์ แอนด์ วิทนีย์
แล้ว “กองทัพไทย” ที่มีงบประมาณปีละกว่า 2 แสนล้านบาทเป็นที่หมายตาของพ่อค้าอาวุธรายใหญ่แค่ไหน
ภายหลังรัฐประหารเมื่อปี 2557 สหรัฐฯและชาติตะวันตกลดความสัมพันธ์ทางทหารกับไทย ระงับการขายอาวุธ และลดขนาดการฝึกทางทหาร ทำให้กองทัพไทยได้หันไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากจีนและรัสเซีย
แต่หลังการเลือกตั้งทั่วไปและพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา
โฆษกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่าในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯขายยุทโธปกรณ์ให้ไทยคิดเป็นมูลค่ากว่า 33,600 ล้านบาท อาทิ เฮลิคอปเตอร์รุ่น Black Hawk, ระบบอาวุธปล่อยชนิดยิงจากภาคพื้นสู่อากาศ และระบบตอร์ปิโดและอาวุธปล่อยแบบหลายลำกล้อง
ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 ปลายรัฐบาลทรัมป์ กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ และกระทรวงกลาโหมไทย ได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ “วิสัยทัศน์ร่วม” ว่าด้วยการเป็นพันธมิตรด้านการป้องกันประเทศ ไทย-สหรัฐอเมริกา 2020 เสมือนเป็นการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ โดยสิ่งที่พ่วงตามมาคือการซื้อขายอาวุธยุทโธปกรณ์ รถหุ้มเกราะ Stryker 70 คัน และเฮลิคอปเตอร์ AH-6i อีก 8 ลำจากสหรัฐฯ มูลค่าประมาณ 138 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 4,140 ล้านบาท
โครงการ“รถหุ้มเกราะ Stryker” เป็นหนึ่งในความร่วมมือด้านการทหารที่สำคัญระหว่างสหรัฐฯ-ไทย ที่ทั้งขายและแถม โดยใช้งบประมาณกลางของรัฐบาล วงเงิน 2,860 ล้านบาท แบ่งเป็นกองทัพบกไทย จัดซื้อเอง 37 คัน และ สหรัฐฯ ให้เปล่า 23 คัน เพื่อภารกิจเสริมสร้าง ‘กองพลทหารราบที่ 11’ ที่วางแผนไว้ให้เป็น “กรมทหารราบยานเกราะ”
อีกทั้งจัดหาโดยใช้งบประมาณของกองทัพบกวงเงิน 850 ล้านบาท จำนวน 10 คัน เพื่อสนับสนุนปรับโอน “หน่วยออกนอกกองทัพบก” ในปีงบประมาณ 2563 กองทัพบกกำหนดแผนจัดซื้อ 50 คัน โดยทางสหรัฐฯ ให้เปล่าอีก 30 คัน
การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพได้รับการตรวจสอบจากพรรคการเมืองฝ่ายค้านตลอดมา โดยเมื่อต้นปี 2564 นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุ กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 จำนวน 3.1 ล้านล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ 2564 จำนวน 1.85 แสนล้านบาท เพราะข้อจำกัดในการจัดเก็บภาษีที่คาดว่าจะลดลงจากการแพร่ราดของโควิด-19 แต่รัฐบาลบโดยเฉพาะกระทรวงกลาโหมไม่ปรับลดงบประมาณกองทัพเลย
ส.ส.ยุทธพงศ์ชี้ว่าในงบประมาณปี 2565 ยังมีงบซื้อเรือดำน้ำใหม่ โครงการก่อสร้างท่าจอดเรือดำน้ำ โครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์โจมตี รถถังใหม่ ยานหุ้มเกราะ เครื่องบินโจมตีเบา และโครงการพัฒนาการปฏิบัติการในห้วงอวกาศซึ่งไม่มีรายละเอียดว่าคืออะไร
กระทรวงกลาโหมได้งบประมาณมากเป็นอันดับ 4 จำนวน 2.33 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นงบประมาณซื้ออาวุธแบบผูกพันสำหรับการซื้ออาวุธในอนาคต โดยงบผูกพันเช่นนี้กระทรวงกลาโหมมีมากเป็นอันดับ 2 รองจากกระทรวงคมนาคม
“งบผูกพันเช่นนี้ก็คือหนี้ทหารที่รัฐบาลจะต้องเตรียมเงินสำรองเอาไว้สำหรับจ่ายค่าซื้ออาวุธในอนาคตถึงปี 2566 ” นายยุทธพงศ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เคยชี้แจงว่า เรื่องงบผูกพันข้ามปีได้ตรวจสอบแล้วเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทุกประการ ส่วนการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มเติมนั้น เป็นเพราะที่ผ่านมากองทัพไม่ได้รับการสนับสนุนในส่วนนี้เลย ทำให้อาวุธที่ใช้อยู่มีสภาพเก่าประมาณ70-80% ดังนั้นการจัดหาจึงเป็นการจัดหาทดแทนเพื่อไม่ให้เสียงบซ่อมบำรุง
เป็นที่น่าติดตามว่าในยุคที่สหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งพรรคเดโมแครตมีนโยบายคานอำนาจกับจีนและนำความยิ่งใหญ่กลับสู่ภูมิภาคต่างๆรวมถึงอาเซียนนั้น การเจรจาซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพไทยอาจเป็นวิธีการหนึ่งของการถ่วงดุลอำนาจ แต่กองทัพไทยก็ต้องรับแรงกดดันและตอบคำถามจากภายในประเทศที่เศรษฐกิจรอการฟื้นตัวและมีความต้องการใช้งบประมาณเพื่อการลงทุนกระตุ้นการบริโภค และบรรเทาความเดือดร้อนในกลุ่มผู้ยากไร้มากกว่าการสะสมอาวุธมูลค่ามหาศาลโดยไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนใดๆ