ช่วงบ่ายวันนี้(31 ส.ค.2560) บริษัทชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด(มหาชน) ร่วมกับสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ(สคอ.) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือสสส. และกรมการขนส่งทางบก ได้สร้างจิตสำนึกเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนผ่านโครงการ “รณรงค์คาดเข็มขัดนิรภัยแถวหลัง” เพื่อสนับสนุนมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายว่า ดว้ยการจราจรทางบก ซึ่งกำหนดให้ผู้โดยสารรถยนต์ทุกคนต้องคาดเข็มขัดนิรภัย รวมถึงผู้โดยสารที่เบาะหลัง ตลอดจนเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้โดยสารรถยนต์และช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ โดยเริ่มประชาสัมพันธ์ผ่านผู้ประกอบการรถแท็กซี่

นางสาวนิตยา พิริยะธรรมวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ชับบ์สามัคคีประกันภัย กล่าวว่า “ในฐานะที่ชับบ์ดำเนินธุรกิจประกันภัย และให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบต่อสังคมมาโดยตลอด บริษัทเล็งเห็นความสำคัญของการเพิ่มความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยปัจจุบัน เราจะเห็นพฤติกรรมของผู้โดยสารส่วนใหญ่จะคาดเข็มขัดนิรภัยแถวหน้าจนเป็นนิสัยแล้ว ในขณะที่ผู้โดยสารที่เบาะหลังจำนวนมากยังไม่คุ้นชินกับการคาดเข็มขัดนิรภัย และเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ความเสียหายทั้งด้านทรัพย์สินและชีวิตเมื่อเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทั้งนี้คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ไม่มีความจำเป็นต้องคาดเข็มขัดนิรภัยแถวหลัง เพราะคงไม่เกิดเหตุการณ์ที่ร้ายแรง ทั้งที่แท้จริงแล้ว มีตัวอย่างมากมายของความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดจากการชะล่าใจดังกล่าว”

“ชับบ์ประกันภัยจึงมีความประสงค์ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในสังคมในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้โดยสารรถยนต์ โดยดำเนินการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกผ่านสื่อประชาสัมพันธ์รูปแบบต่างๆ อาทิ สติ๊กเกอร์ ป้ายติดกระจกรถยนต์ โปสเตอร์ สปอตวิทยุ โดยเริ่มรณรงค์ประชาสัมพันธ์ร่วมกับผู้ประกอบการรถแท็กซี่ด้วยการติดสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งในตัวรถและนอกรถ เพื่อสื่อสารกับประชาชนทั่วไปให้เกิดการรับรู้และนำมาซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการคาดเข็มขัดนิรภัยแถวหลัง ชับบ์มีความภูมิใจที่ได้ร่วมริเริ่มโครงการนี้และทางบริษัทฯมีความประสงค์ที่จะทำกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการรับรู้ และตระหนักถึงอันตรายจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า “กรมการขนส่งทางบก ซึ่งรับผิดชอบด้านความปลอดภัยของตัวรถและอุปกรณ์ส่วนควบ เพื่อความปลอดภัยได้กำหนดให้รถส่วนบุคคลและรถโดยสารสาธารณะตามกฎหมายต้องติดตั้งเข็มขัดนิรภัย ส่วนผู้โดยสารหากมีผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ห้ามนำรถออกจากสถานีขนส่งหรือจุดจอด เพื่อเพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยเมื่อเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลหรือวันหยุดยาว สำหรับบทลงโทษตามกฎหมายจราจรทางบก หากผู้ขับหรือผู้โดยสารไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ส่วนบุคคล รถกระบะ รถแท็กซี่ จะโดนปรับคนละไม่เกิน 500 บาท แต่หากเป็นรถโดยสารขนาดใหญ่ รถตู้โดยสาร รถทัวร์ รถบรรทุกสินค้า (ตามกฎหมายขนส่ง) คนขับถูกปรับไม่เกิน 500 บาท ส่วนผู้โดยสารถูกปรับไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 113”

ด้านนายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวว่า สสส.สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ และภาคเครือข่ายได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหาอุบัติเหตุทางถนนได้คร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สาเหตุมาจากการดื่มแล้วขับ การขับรถไม่สวมหมวกนิรภัย รวมถึงไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ที่ได้ส่งผลกระทบทำให้เกิดความรุนแรงบาดเจ็บและเสียชีวิตสูง โดยที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐและทุกภาคส่วนได้มีการกำหนดมาตรการความปลอดภัย เกี่ยวกับการคาดเข็มขัดนิรภัยอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง แต่คนส่วนใหญ่ที่เป็นผู้โดยสารยังละเลย และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อย เพราะเข้าใจว่าการนั่งโดยสารรถ ถ้านั่งเบาะหลังน่าจะปลอดภัยกว่านั่งเบาะหน้า หรือถ้าหากเป็นการใช้บริการรถแท็กซี่หรือรถโดยสารสาธารณะก็คิดว่านั่งไม่นานก็ลง ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว รถที่วิ่งด้วยความเร็ว 60 กม.ต่อชั่วโมง หากเกิดอุบัติเหตุก็จะทำให้คนที่นั่งบนรถพุ่งไปข้างหน้า และเมื่อมีการปะทะคนหรือวัตถุในตัวรถ แรงปะทะจะเทียบเท่ากับการตกตึก 5 ชั้น ส่งผลให้คนที่ไม่คาดเข็มขัดทะลุกระจก ชนเก้าอี้หรือคนที่นั่งอยู่ตอนหน้า ทำให้ใด้รับการบาดเจ็บรุนแรงได้

นอกจากนี้ยังพบว่า มีผู้ขับรถยนต์และผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่รอดตายเพราะคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะเข็มขัดนิรภัยสามารถลดความรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ถึง 34-40% เมื่อเทียบกับการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย จากข้อมูลขององค์กรอนามัยโลกที่มีการสำรวจและจัดอันดับการคาดเข็มขัดนิรภัยใน 182 ประเทศทั่วโลก ปรากฎว่า 1 ใน 4 ของประเทศที่สำรวจอยู่ ในเกณฑ์ดี ส่วนประเทศไทยได้คะแนน 6 จากคะแนนเต็ม 10 ถือว่ายังไม่เข้มข้นเท่าที่ควร

นายวิเชษฐ์ กล่าวต่อว่า “มูลนิธิไทยโรดส์ ได้สำรวจอัตราการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสารนั่งเบาะตอนหลังในรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน(TAXI-MITOR )ปี 2560 เพื่อสะท้อนสถานการณ์และพฤติกรรมการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสารนั่งเบาะตอนหลังในรถแท็กซี่ในปัจจุบัน ทั้งนี้ได้กำหนดสำรวจเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 8 จุด สำรวจ ประกอบด้วย เขตขั้นใน 4 จุดได้แก่ เขตราชเทวี เขตบางกอกน้อย เขตคลองเตย และเขตคลองสาน รวมถึงเขตชั้นกลาง 4 จุดได้แก่ เขตบางนา พระโขนง ภาษีเจริญ และเขตราษฎร์บูรณะ โดยได้ดำเนินการสำรวจเก็บข้อมูลเฉพาะวันธรรมดา (จันทร์ถึงศุกร์) ช่วงเวลา 07.00-17.00 น. ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา อาศัยการเก็บข้อมูลสำรวจด้วยกล้องถ่ายรูป เพื่อบันทึกภาพผู้โดยสารนั่งเบาะตอนหลังในรถแท็กซี่ ขณะขับเคลื่อนบนท้องถนน และกระจายเก็บกลุ่มตัวอย่างรถแท็กซี่รวมทั้งสิ้น 3,260 คัน จำนวนผู้โดยสารนั่งเบาะตอนหลังจำนวน 3,717 คน พบว่า มีอัตราการคาดเข็มขัดนิรภัยของผู้โดยสารนั่งเบาะตอนหลังรถแท็กซี่ จำแนกเป็นเพศชายคาดเข็มขัดนิรภัย 4% ไม่คาดเข็มขัดฯ 96% ส่วนเพศหญิง คาดเข็มขัดฯ 3% ไม่คาดเข็มขัด 97% โดยสรุปภาพรวมแล้วพบผู้โดยสารนั่งเบาะหลังที่นั่งรถแท็กซี่คาดเข็มขัดนิรภัยเพียง 3% และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย สูงถึง 97%”

นายพรหมมินทร์ กันธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นหนึ่งองค์กรที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของสสส.และร่วมในการจัดงานครั้งนี้ กล่าวว่า ก็รู้สึกเป็นที่น่ายินดีที่บริษัทชับบ์ประกันภัยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรณรงค์ลดการเจ็บการตายจากอุบัติเหตุทางรถในครั้งนี้ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีสำหรับก้าวแรกของบริษัทประกันภัยที่ได้ใส่ใจและห่วงใยกับสังคมส่วนรวมเช่นนี้

ที่ผ่านมามาตรกาต่างๆของบริษัทประกันภัยโดยรวมที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้รถมีการติดตั้งกล้องในรถยนต์ แล้วมีส่วนลดค่าเบี้ยประกันให้กับลูกค้า เรื่องนี้ถือว่าได้ผลดีมากทีเดียว เพราะสามารถชวนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม จนตอนนี้คนไทยหันมาใช้กล้องรถยนต์กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งเชื่อว่า จะมีส่วนช่วยลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ลงในปีนี้ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเวลานี้ผู้คนมักเกิดกระแสของการบันทึกคนชอบขับรถปาดไปปาดมา หรือประเภทชอบแซงซ้ายแซงขวากันมากขึ้น แล้วเริ่มมีคนนำมาวิพากษ์วิจารณ์ลงโซเชียลมีเดียกันมาก ทำให้กระแสของการตื่นตัวของผู้ขับขี่ดีขึ้นมากทีเดียว

ขณะนี้ทางเครือข่ายของเราก็กำลังพูดคุยหารือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติอยู่ เพื่อจะผลักดันการบังคับใช้กฎหมายสำหรับการคาดเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารออกมาใช้ในทางปฎิบัติอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็กำลังพูดคุยเพื่อจะนำไปหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ว่า หามาตรการจูงใจอย่างไร เพื่อให้คนขับขี่ที่ทำประกันภัยรถยนต์ไว้ได้รัดเข็มขัดนิรภัยกัน ซึ่งจะออกมาในแนวทางเหมือนการติดตั้งกล้องแล้วมีส่วนลดเป็นค่าเบี้ยประกันให้ดี ในกรณีหากเกิดเหตุแล้วพบว่ามีการรัดเข็มขัดนิรภัย หรือมีการติดตั้งเข็มขัดนิรภัยที่ได้มาตรฐาน แล้วมีการแจกส่วนลดเบี้ยประกันให้ หรืออาจจะใช้วิธีการอื่นๆ ก็อาจเป็นไปได้ ซึ่งคงจะต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณากันอยู่ว่าจะเอาอย่างไหนดี