ตีปีกดีใจกันถ้วนหน้า หลังทางการประกาศคลายมาตรการเข้มงวดต่างๆ พร้อมเปิดพื้นที่ เพื่อให้ประชาชี ได้กลับมามีวิถีชีวิตปกติกันอีกคำรบ

สำหรับ “อิสราเอล” ประเทศขนาดเล็กในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่มีเนื้อที่เพียงประมาณ 20,770 – 22,072 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรราว 9.31 ล้านคน

หลังถูก “โควิด-19” หรือ “ไวรัสโคโรนา 2019” เล่นงาน ตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมา จนมีผู้ป่วยติดเชื้อสะสมนับแสนราย และมีผู้ป่วยเสียชีวิตหลายพันราย ถึงขนาดรัฐบาลเยรูซาเล็ม ทางการอิสราเอล ต้องประกาศบังคับใช้มาตรการปิดพื้นที่ หรือล็อกดาวน์ อยู่เป็นระยะๆ ถึง 3 รอบ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมๆ กันนั้น ทางการอิสราเอล ก็ได้ดำเนินมาตรการเร่งระดมฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสให้แก่ประชาชนอย่างขนานใหญ่ควบคู่ไปด้วย ในการรับมือกับไวรัสร้ายสายพันธุ์นี้

โดยดีเดย์ เริ่มจรดเข็มฉีดวัคซีนแก่ประชาชนชาวยิงเข็มแรก เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. ปลายปีที่แล้ว ด้วยวัคซีนขนานของบริษัทไฟเซอร์ สหรัฐฯ ที่วิจัยพัฒนาร่วมกับบริษัทไบโอเอ็นเทค เยอรมนี หรือที่เรียกันจนฮิตติดปากว่า “วัคซีนของไฟเซอร์” ซึ่งกล่าวกันว่าทรงประสิทธิภาพด้านการป้องกันติดเชื้อไวรัสโควิดฯ สูงที่สุดถึงกว่าร้อยละ 95 ให้แก่ประชาชน

นับถึงวันนี้ อิสราเอลก็ระดมฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดฯ ให้แก่ประชาชนไปแล้วมากว่าร้อยละ 49 ด้วยกัน จากจำนวนประชากรทั้งสิ้นกว่า 9.31 ล้านคน ซึ่งอย่างน้อยของจำนวนร้อยละดังกล่าว ก็รับการฉีดวัคซีนโดสแรกไปแล้ว รอการฉีดโดสที่สองอีกไม่กี่อึดใจ จนได้รับการยกย่องว่า เป็นประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันไวัรสโควิดฯ ให้แก่ประชาชนมากสูงที่สุดในโลก

ทั้งนี้ ถ้าว่ากันในด้านปฏิบัติการของแผนการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดฯ ของทางการอิสราเอลแล้ว ก็ได้มีปฏิบัติการกันใน “เชิงรุก” ชนิดที่ชาติต่างๆ ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง นั่นคือ ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข บุกเข้าไปฉีดให้แก่ประชาชนถึงในสถานบันเทิง อย่างพวกผับ บาร์ กันเลยทีเดียว

แถมมิหนำซ้ำยังโปรโมชั่นที่ทางการสนับสนุนต่อสถานบันเทิงเหล่านี้ ด้วยการให้ “ดื่มฟรี” แก่ลูกค้าที่ยอมเปิดแขนเสื้อให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดฯ

โดยทั้งหมดทั้งปวงเพื่อเชิญชวนให้ประชาชนรับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดฯ ได้อย่างมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนฯ นั่นเอง นอกเหนือจากบรรดาผู้นำรัฐบาลได้โชว์การฉีดวัคซีนฯ กันไปก่อนหน้าแล้ว

ด้วยเหตุฉะนี้ จึงส่งผลให้อิสราเอลมีอัตราการฉีดวัคซีนฯ แก่ประชาชนสูงที่สุดในโลก ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น

ใช่แต่เท่านั้น ทางการอิสราเอลยังเฝ้าติดตามศึกษาผลต่างๆ ที่จะตามมาหลังการฉีดวัคซีนอีกต่างหากด้วย โดยกระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอล เปิดเผยว่า วัคซีนของไฟเซอร์ฯ มีประสิทธิภาพช่วยลดการติดเชื้อของผู้คนได้ถึงร้อยละ 95.8 เรียกว่า สามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้แก่ประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยทำให้ตัวเลขทั้งผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเสียชีวิตลดลงในตัวเลขร้อยละเดียวกันนั้นด้วย คือ 95.8

นอกจากนี้ วัคซีนโควิดฯ ยังสามารถช่วยป้องกันประชาชนจากล้มป่วยจากอาการป่วยไข้ และจากปัญหาของระบบทางเดินหายใจได้ถึงร้อยละ 98 อีกด้วย

ผลพวงจากโครงการฉีดวัคซีนดังกล่าว ก็ได้ส่งอานิสงส์ คือ ผลดีต่ออิสราเอลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมกันแล้ว

เมื่อปรากฏว่า สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดฯ ในอิสราเอล เริ่มคลี่คลายเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น คือ จำนวนผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ลดลง ส่งผลทางการเยรูซาเล็ม ตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดต่างๆ รวมทั้งหวนมาเปิดทำการกิจกรรมทางธุรกิจต่างๆ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ ที่ซบเซา ถดถอย ในช่วงโควิดฯ ระบาด ให้กลับมาดีดังเดิม ซึ่งได้ฤกษ์เบิกโรง เปิดร้าน เป็นปฐม ไปเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้

ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ร้านรวงต่างๆ ที่ค้าปลีกรายย่อย ห้างสรรพสินค้า ช็อปปิ้งมอลล์ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ รวมถึงสถานท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆ เป็นต้น ยกเว้นท่าอากาศยานที่จะกลับเปิดให้บริการอีกครั้งในอีก 2 สัปดาห์หน้า

โดยทางกระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอล ระบุว่า เป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่วิถีชีวิตตามปกติของประชาชน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสถานที่เหล่านี้ กลับมาเปิดทำการแล้วก็ตาม แต่ประชาชนก็ยังคงต้องปฏิบัติตนเว้นระยะห่างทางสังคม และยังคงต้งสวมหน้ากากอนามัยไว้อยู่ เพื่อมิให้ไวรัสร้ายได้หวนฟื้นคืนชีพกลับมาอาละวาดกันได้อีกรอบ