“ฟิต” ตั้งแต่แรกเริ่ม “เฟิร์ม” ตั้งแต่เริ่มต้น สำหรับ “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐฯ” ที่พลันก้าวเท้าเข้าสู่ “ทำเนียบขาว” กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นั่งเก้าอี้ที่ “ห้องทำงานรูปไข่” ก็จรดปากกาลงนามใน “คำสั่งของฝ่ายบริหาร (Executive Order)” ในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารนับสิบๆ ฉบับรวดทันที

ในจำนวนนับสิบๆ ฉบับของ “คำสั่งของฝ่ายบริหาร” ข้างต้น ก็ว่าด้วยเรื่องการจัดการรับมือกับวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไวรัสโคโรนา 2019 จำนวนถึง 10 ฉบับเข้าไปแล้ว

จะเรียกเป็น 10 ยุทธศาสตร์ของการสัประยุทธ์ต่อไวรัสโควิดฯ จากผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ ก็มิผิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเข่นกำราบไวรัสร้ายชนิดนี้ให้อยู่หมัด ซึ่งเมื่อกล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศสหรัฐฯ ถิ่นลุงแซม ก็ต้องบอกว่า หนักหนาสาหัส สากรรจ์ ที่สุด ภายหลังจากเชื้อโรคได้อาละวาด ลากยาว มานานนับขวบปีที่ผ่านมา จนประเทศสหรัฐฯ รั้งบัลลังก์แชมป์ ตำแหน่งอันดับ 1 ของโลก อย่างยากจะหาประเทศอื่นๆ มาแซงหน้า ทั้งในส่วนของผู้ป่วยติดเชื้อสะสมที่มีจำนวนมากกว่า 26 ล้านคน หรือราวกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อทั้งหมดในพื้นที่ 219 ประเทศทั่วโลก และผู้ป่วยเสียชีวิตที่มีจำนวนมากเกือบ 4.3 แสนคนด้วยกัน จากจำนวนผู้ป่วยเสียชีวิตทั่วโลกกว่า 2.2 ล้านคน

โดย10 คำสั่งฯ ที่ถูกยกให้เป็นยุทธศาสตร์ สำหรับการต่อสู้ชิงชัยโรคโควิดฯ ของประธานาธิบดีไบเดน ซึ่งตัวเขาเองกล่าวว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมือง แต่เป็นการอิงกับหลักวิทยาศาสตร์ ในการรับมือกับไวรัสร้าย ส่วนบรรดานักวิเคราะห์ ต่างยกย่องว่า ครอบคลุมแทบจะทุกประเด็นเลยทีเดียวก็ว่าได้ แต่ก็ไม่ผิดอะไรกับการประกาศยุทธศาสตร์ในยามประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามเลยทีเดียว แต่เป็นสงครามโรคระบาด ได้แก่

“การสวมหน้ากาก” ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัย ก็ใช้ได้เหมือนกันหมด โดยประธานาธิบดีไบเดน จะร้องขอแกมกระตุ้นเตือนไปยังรัฐบาลทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่น ตลอดจนภาคธุรกิจต่างๆ ให้สนับสนุนและใส่ใจต่อการสวมหน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัย ในอันที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสร้าย ซึ่งในคำสั่งของฝ่ายบริหารข้อนี้ ยังรวมถึงกระตุ้นเตือนให้ประชาชน ได้ตระหนัก มีความเอาใจใส่ ต่อการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือโซเชียลดิสแทนซิง อย่างจริงจังอีกด้วย

“การเดินทาง” ผู้เดินทางจะต้องสวมใส่หน้ากากผ้า หรือหน้ากากอนามัย ทุกครั้งที่ย่างเท้าเข้าสู่กระบวนการขนส่งมวลชน ไม่ว่าจะเป็นรถขนส่งสาธารณะ รถไฟ รถโดยสาร เครื่องบินโดยสาร ส่วนผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ จะต้องแสดงหลักฐานการตรวจร่างกายว่า “ปลอดโรค” ไร้เชื้อไวรัสโควิดฯ และยังต้องเข้าสู่การกักตัวจนเสร็จสิ้นกระบวนการ จึงจะได้รับการอนุญาตให้เข้าประเทศได้

“ห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain)” หรือ “เครือข่ายโลจิสติกส์” ที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การจัดเก็บคงคลัง รวมถึงการส่งมอบสินค้าต่างๆ นั้น คำสั่งของฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีไบเดน จะนำ “รัฐบัญญัติว่าด้วยการผลิตทางยุทธปัจจัย” มาปรับใช้ในการผลิตและจัดหาสินค้าเกี่ยวกับโรคโควิดฯ เช่น หน้ากากผ้า หน้ากากอนามัย ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการป้องกันติดเชื้อโรค การผลิตและจัดหาวัคซีน โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนกระบวนการผลิต เช่น โรงงาน แรงงาน ในประเทศเป็นสำคัญก่อน

“การตั้งกองทุนสำหรับรัฐต่างๆ” เพื่อให้ท้องถิ่นในรัฐต่างๆ สามารถต่อสู้รับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดฯ ได้ เช่น การจัดตั้งสถานฉีดวัคซีนในชุมชน เป็นต้น

“การจัดตั้งสำนักงานเฉพาะกิจ” โดยสำนักงานนี้จะทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในการต่อสู้กับไวรัสที่กำลังแพร่ระบาดในรัฐต่างๆ

“การใช้ข้อมูลขับเคลื่อน” โดยคำสั่งฯ จะให้ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐฯ รับหน้าที่สำคัญในการเผยแพร่ข้อมูลการแพร่ระบาดของโรคโควิด แบบลงรากลึกถึงระดับแต่ละเคาน์ตีเลยทีเดียว ในการต่อสู้กับไวรัสโควิดฯ

“การวิจัยด้านการรักษา” เพื่อให้เกิดการวิจัยพัฒนายาขนานใหม่ๆ สำหรับการรักษา หรือการต่อต้านไวรัสโควิดฯ

“การพัฒนาตรวจสอบโรค” เพื่อให้สามารถตรวจสอบโรคได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้น

“การประเมินเพื่อเปิดพื้นที่” โดยทาง “กระทรวงสุขภาพและบริการมนุษย์” ซึ่งก็คือ “กระทรวงสาธารณสุข” นั่นเอง ทำหน้าที่โดยตรงในการประเมินพื้นที่ต่างๆ ที่ถูกปิดไป หรือล็อกดาวน์ เช่น โรงเรียน สถานศึกษาทั้งหลาย เป็นต้น ผ่านข้อมูลต่างๆ รอบด้าน เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดระบาดซ้ำในพื้นที่ และเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่จะเข้าไปในพื้นที่ อาทิ การกลับมาเปิดการเรียน การสอน ก็ต้องให้แน่ใจแล้ว ปลอดภัยต่อบรรดานักเรียน เป็นอาทิ

“ความเท่าเทียมของประชาชนในการจัดการด้านโควิดฯ” โดยชนในชาติทุกสีผิว จะได้รับการปฏิบัติ เช่น การฉีดวัคซีน และการรักษา อย่างเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้ ก็ยังมีแผนการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด 100 ล้านโดส ให้แก่ประชาชนชาวสหรัฐฯ ในระยะเวลา 100 วัน หลังจากที่นายไบเดน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่ในยุทธศาสตร์ปราบโควิดฯ ของเขาด้วย