บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น) ทบทวนความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (1) สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ได้กลับมาเยือนอีกครั้งรอบสอง ที่ต้องมาทบทวนกัน เป็นเสียงสะท้อนให้รัฐบาลต้องหันกลับมาทบทวนถึงความมีประสิทธิภาพหรือความผิดพลาดในนโยบายต่างๆ ที่ผ่านมา ปัญหาเศรษฐกิจกับโรคโควิด-19 ตลอดเวลาที่ผ่านมา และตลอดเวลาที่ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 2548 มาร่วม 10 เดือนจากครั้งที่แล้ว ทำให้หลายครอบครัวต้องประสบความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากมาย ทั้งการสูญเสียรายได้ อาชีพหน้าที่การงาน รวมถึงบางครอบครัวต้องประสบปัญหาเจ็บป่วยจากการติดเชื้อ (2) จากวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมาในขณะนั้น รัฐได้พยายามใช้มาตรการหลากหลายในการหยุดและแก้ไขการแพร่เชื้อในระดับที่เป็นที่หนึ่งของโลก ด้วยมาตรการและระบบการสาธารณสุขไทยที่เยี่ยมยอด ประกอบกับรัฐมีการใช้นโยบายการเงินการคลังอัดฉีดเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ทั้งเงินกู้โควิดสี่แสนล้าน เงินโครงการพัฒนาต่างๆ จากส่วนกลาง และเม็ดเงินจาก อปท. แม้ว่าบางโครงการอาจเป็นการเพียงบรรเทาช่วยเหลือในการดำรงชีพเพียงระดับหนึ่งที่ไม่ทั่วถึง เช่น โครงการสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการคนละครึ่ง โครงการพาณิชย์ลดกระหน่ำข้ามปี ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งหนึ่งในองค์กรสำคัญที่ต้องต่อสู้ผจญกับการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ก็คือ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” (อปท.) ที่เป็นด่านหน้าในพื้นที่ (3) ในขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ช่วยสะท้อนให้รัฐบาลต้องปรับนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ด้วยการย้อนกลับมามองระบบเศรษฐกิจเสียใหม่ใน “นโยบายด้านการอุตสาหกรรม” (Industrial policy) เพื่อปรับโครงสร้างภายในประเทศให้เข้มแข็งมากขึ้น มากกว่าที่เป็นอยู่เดิม เพื่อลดการพึ่งพิง (dependency) จากต่างประเทศ ด้วยการ “พึ่งพาตนเอง” เช่น การยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การชูประเด็นการส่งเสริม “โคก หนอง นา โมเดล” แม้ว่าวิธีการนี้จะสวนทางกับระบบทุนนิยมโลกที่ครอบงำอยู่มากก็ตาม ชนบทบ้านนอกต่างจังหวัดต้องให้ความสำคัญ (1) การกระจายตัวของแรงงาน การกระจายทรัพยากรจากชนบทสู่เมืองเป็นสิ่งสำคัญ ในอดีตที่ผ่านมามีการกระจายตัวของแรงงานจากชนบทเข้าสู่สังคมเมือง การเน้นให้กระจายทรัพยากรจากชนบทเข้าสู่เมือง ในเศรษฐกิจฐานรากและการนำรายได้เข้าประเทศ ได้แก่ การท่องเที่ยว และพืชผลทางการเกษตร สถานการณ์เช่นนี้ทำให้รัฐต้องหันมามองสังคมชนบทที่อุดมไปด้วยทรัพยากรแต่ขาดแคลนอัตรา “การจ้างงาน” เป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องทบทวนว่า ทำอย่างไรจึงจะเกิดการสร้างงานและการจ้างงานที่สอดคล้องกับโครงสร้างทางสังคมในชนบท เพื่อเน้นการกระจายแรงงานออกสู่ต่างจังหวัด ให้ต่างจังหวัดเป็นพื้นที่เพื่อรองรับ “แรงงานส่วนเกิน” ที่กำลังจะถูกผลักดันออกนอกตลาดแรงงาน (2) วิกฤติเศรษฐกิจโควิดทำให้รูปแบบการจ้างงานเปลี่ยนไป โดยไม่ลืมว่าต่างจังหวัดนั้นมีค่าครองชีพ (cost of living) ที่ต่ำแต่สามารถสร้างตำแหน่งงานจ้างได้ และต้องมีการดำเนินการอบรมทักษะอาชีพให้ตรงกับตำแหน่งงาน พร้อมทั้งการหา “ตลาดรองรับแรงงาน” ที่ต้องเป็นการบูรณาการกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น ที่มีการกำกับและการติดตามผลอย่างมีระบบ มิใช่เพียงการอบรมเพื่อได้ใช้จ่ายงบประมาณให้หมดไปอย่างเสียเปล่าดังเช่นที่ผ่านมา เพราะโครงการอบรมอาชีพที่ผ่านมาเกือบทั้งหมด ไม่มีการติดตามผล ไม่มีการส่งเสริมด้ายการตลาดแรงงาน หากประชาชนมั่นใจในรายได้ของตนแล้วย่อมจะกระตุ้นการตัดสินใจในการใช้จ่าย (Consumption Expenditure) ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะทำให้สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ระยะยาวได้ New normal & disruptive ไม่พ้นท้องถิ่น (1) เนื่องจากโควิด-19 ในครั้งที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์แล้วว่า สถานการณ์นี้ได้ส่งผลทำให้โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เกิด New normal ธุรกิจเดลิเวอรี่ (Delivery) เฟื่องฟูในขณะที่ ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจการบินได้รับผลกระทบอย่างหนัก อาชีพสายการบินที่หลายคนใฝ่ฝันกลายเป็นอาชีพที่ไม่มั่นคงอีกต่อไป สะท้อนให้เห็นว่าโควิด-19 เกิด disruptive ทำให้โลกเปลี่ยนไป ทำอย่างไรจึงจะปฏิรูปการประกอบธุรกิจให้สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานส่วนเกินในระบบเศรษฐกิจเดิมไปสู่ท้องถิ่นได้ ธุรกิจเดลิเวอรี่มิใช่มีเพียงเอกชนเท่านั้นที่สามารถทำได้ ที่ผ่านมามีภาคประชาชนพยายามขับเคลื่อนธุรกิจเหล่านี้แข่งกับภาคองค์กรธุรกิจอย่างเช่น แกร็บ (Grab) หรือฟู้ดแพนด้า (Foodpanda) แต่ยังขาดการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมจากภาครัฐ รวมถึงธุรกิจขนส่งพัสดุเอกสารต่างๆ ซึ่งถูกผูกขาดโดยภาครัฐมานาน ก็เริ่มมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดบริการสาธารณะเหล่านี้ (2) ถึงเวลาหรือยังที่หน่วยงานภาครัฐจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นคู่แข่งซึ่งแข่งเอกชนไม่ได้ในด้านการบริการ ด้วยการผันตัวเองมาเป็นผู้สนับสนุนและควบคุมกำกับดูแลซึ่งจะสามารถกระจายงานลงสู่เอกชนได้ เพราะจะสามารถแก้ปัญหาการว่างงานและปัญหาเศรษฐกิจในอนาคตได้ (3) สถานการณ์โควิด-19 ย่อมทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องมีการเพิ่มบทบาทและภารกิจงานของตนให้มากขึ้น แน่นอนว่าหนึ่งในหน่วยงานที่ต้องมีบทบาทและภารกิจเพิ่มขึ้นในลำดับต้นๆ ดังกล่าวแล้ว ก็คือ อปท. ซึ่งจะต้องมีการเพิ่มขึ้นทั้งภารกิจงานของตนเอง และภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากจังหวัด อำเภอ (4) บทเรียนโควิด-19 ครั้งที่ผ่านมามี อปท.หลายแห่งถูกตรวจสอบและถูกชี้มูลจากหน่วยงานตรวจสอบหลายแห่ง การแก้ไขปัญหาโควิด-19 ในครั้งนี้อาจทำให้ อปท.เกิดความเกรงกลัวในการดำเนินการ รวมถึงอาจมีบาง อปท.ไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรในกรณีดำเนินการจำเป็นเร่งด่วนเลยก็ได้ เนื่องจากเกรงกลัวความรับผิดที่จะตามมา รวมถึงภารกิจที่กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ตลอดจนจังหวัดและอำเภอได้มอบหมาย ที่หน่วยงานผู้กำกับดูแลควรศึกษาระเบียบกฎหมายอย่างถี่ถ้วนเสียก่อนว่าภารกิจหน้าที่ใดสามารถทำได้หรือไม่ เพราะภารกิจมอบหมายในบางลักษณะ ที่ผ่านๆ มาทำให้ อปท.ตกที่นั่งลำบากมาแล้วหลายครั้ง (5) สิ่งสำคัญอีกประการที่ต้องคำนึงคือ ความเหลื่อมล้ำทางการคลังท้องถิ่นในระดับต่างๆ ยังมีความเหลื่อมล้ำสูง โดยเฉพาะ อปท.ขนาดเล็กๆ ภารกิจที่ท้องถิ่นได้รับมอบหมายต้องไม่เกินศักยภาพที่ท้องถิ่นต่างๆ จะรับมือได้ ข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือ สถานการณ์ โควิด-19 ที่ผ่านมาทำให้ท้องถิ่นหลายแห่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินการคลัง จนกระทั่งท้องถิ่นบางแห่งต้องนำเงินสะสมมาจ่ายเงินเดือนให้กับพนักงาน ลูกจ้างฯ ชะลอการรับโอนพนักงาน รวมถึงลดงบประมาณอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ซึ่งก็เป็นผลพวงมาจากนโยบายของรัฐบาลเอง ซึ่งมีทั้งการลดภาษีเพื่อช่วยเหลือประชาชน และลดเงินอุดหนุนที่ให้แก่ท้องถิ่น อีกทั้งการมอบภารกิจที่ต้องใช้งบประมาณต่างๆ ให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแล ที่ส่งผลให้ท้องถิ่นหลายแห่งประสบปัญหาทางการเงิน และแน่นอนว่า ณ ปัจจุบันท้องถิ่นหลายแห่งก็ยังไม่ฟื้นตัว ต้องยอมรับว่า หากท้องถิ่นประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินแล้ว แม้จะเป็นนิติบุคคลและมีระเบียบคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การกู้เงินของ อปท. พ.ศ. 2561 แต่เมื่อกฎหมายจัดตั้ง อปท.กำหนดให้การกู้เงินของ อปท.ต้องเป็นไปตามที่ระเบียบกระทรวงมหาดไทยกำหนด เมื่อปัจจุบันยังไม่มีระเบียบกระทรวงมหาดไทยออกมารองรับจึงทำให้ อปท.ไม่สามารถกู้เงินได้ นี่คือการบ้านที่รัฐบาลต้องทบทวนและทำการบ้านอย่างหนักว่า การออกแบบนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลที่ผ่านมาถึงเวลาหรือยังที่จะต้องถอดบทเรียนและปรับเปลี่ยน เพราะเดินหมากแบบเดิม เกมย่อมจบแบบเดิม ย้ำเตือนมาตรการปัองกันโควิดที่ใช้ในรอบแรกต้องเข้มข้นขึ้น (1) ย้อนความสักนิด การกลับมาระบาดโควิด-19 รอบที่สอง คาดว่ามาตามสายแรงงานเมียนมา (พม่า) ไม่ได้มาตามสายการบินแบบเดิม อย่ามัวแต่โทษกันไปมาว่า หน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้การ์ดตก ปล่อยปละละเลยให้มีแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ไม่ควบคุม ทุจริตรับส่วยแรงงาน ฯลฯ ทำให้เกิดการระบาดรอบสองที่หนักกว่าเก่า ในส่วนของ อปท. นั้น แน่นอนว่ากิจกรรมส่วนรวมของ อปท.จะต้องลดลง ต้องหันมารณรงค์ช่วยกันแก้ไขปัญหาโควิดอีกครั้งอย่างหนักหน่วง การเลือกตั้งที่จะมีขึ้น อปท.ก็ต้องใช้เงินงบประมาณที่มากขึ้น การคัดกรองโรค การตรวจเชิงรุก (proactive) ก็ต้องมากขึ้น ไม่ตั้งรับแบบเดิม ฯลฯ เป็นต้น (2) เศรษฐกิจและการเมืองได้รับผลกระทบแรงมากจากโควิด-19 ในครั้งนี้ การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของรัฐมีข้อจำกัดมากขึ้น การสวมหน้ากากอนามัย การหมั่นล้างมือ การเว้นระยะห่าง (social distancing) การกักกันตัว 14 วัน รวมทั้งการล็อกดาวน์ (lock down) ปิดเมือง ฯลฯ ต้องกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง (3) ในขณะเดียวกันภารกิจงานประจำ และปัญหาท้องถิ่นเดิมๆ ก็ยังคงอยู่ อีสานระวังแล้งซ้ำซาก ปัญหาน้ำใต้ดิน ปัญหาการกำจัดผักตบชวา ปัญหาการกำจัดขยะ ฯลฯ ผลกระทบในกิจกรรมฯ ที่ท้องถิ่นต้องเจอ ต้องรับศึกรอบสอง เช่น งานวันเด็กอาจต้องงด การเลือกตั้งอาจเลื่อน หรือ มีมาตรการต้นทุนการป้องกันโควิด-19 ที่เป็นภาระมากขึ้น ยุ่งยากขึ้น ท้องถิ่นคือแพะ คือด่านหน้าที่จะต้องรับศึกระบาดรอบที่สอง จากรอบแรกที่อ่วมไปแล้ว โดน สตง. ป.ป.ช. ตรวจสอบทักท้วงการดำเนินการงบประมาณ แถมสิทธิพนักงานฯ ก็ไม่ได้รับ นี่มาจะให้ทำรอบสองอีกแล้ว เราจะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสจากสถานการณ์โควิด-19 ได้หรือไม่อย่างไร มาช่วยกันลุ้น