บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น) ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง (1) ผู้สนใจบ้านเมืองหลายคนรู้สึกผิดหวังในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ แต่คงไม่ผิดหวังหมดเสียทีเดียว ภายใต้โครงสร้างการเมืองที่ไม่เกิดการเลือกตั้งอย่างอิสระและยุติธรรมอย่างแท้จริง จากฐานประชาชนที่เข้มแข็งทางปัญญานั้น สังคมจึงอยากแก้ปัญหาความยากจน คอร์รัปชันและความล้าหลังในทุกด้านได้ หนทางเอาท้องถิ่นคืนให้ประชาชน เอารัฐรวมศูนย์คืนไป ท้องถิ่นต้องมี “แก่นกระจายอำนาจ” เป็นความใฝ่ฝันของนักปฏิรูป แม้ศึกเลือกตั้ง อบจ. จะว่างเว้นมานานจนทำให้เกิดผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งท้องถิ่นหน้าใหม่ (New Voter) อายุ 18-26 ปี มีจำนวนถึง 7.3 ล้านเสียงก็ตาม อีกทั้งเกิด “ปรากฏการณ์ใหม่ครั้งแรก” ของการเลือกตั้ง อบจ.พร้อมกันทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด ที่มีพรรคการเมืองสนับสนุนผู้สมัครอย่างเป็นทางการได้ในรอบ 7-8 ปี (2) ภาพรวมการจัดการเลือกตั้งจำนวน 96,191 หน่วย มีผู้สมัครนายก อบจ. ทั้งสิ้น 331 คน และ ส.อบจ. 8,070 คน เรียบร้อยดีไม่มีปัญหาล่มเปิดหีบไม่ได้ แม้ใน จ.สมุทรสาคร ที่มีประชาชนติดเชื้อโควิด-19 และสั่งล็อกดาวน์ ก็ยังจัดการเลือกตั้งได้ โดยมีการนำมาตรการป้องกันโควิดมาใช้ด้วย เรื่องร้องเรียนพบ 129 เรื่องใน 41 จังหวัด ที่จ.นครปฐม ชุดเคลื่อนที่เร็วและตำรวจ รวมถึงผู้ตรวจการเลือกตั้ง ได้เข้าจับกุมหัวคะแนน พร้อมของกลางเงินซื้อเสียงได้ ที่ จ.กาญจนบุรี และ จ.สุโขทัย ได้จับกุมผู้ซื้อเสียง พบการฉีกบัตรเลือกตั้งใน 8 จังหวัด คือ ปทุมธานี พัทลุง ราชบุรี สงขลา อุตรดิตถ์ บึงกาฬ อุดรธานี และอุบลราชธานี ส่วนใหญ่คาดว่าเป็นการกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ประชาชนสอบถามเกี่ยวกับการเลือกตั้งอบจ.ผ่านแฟนเพจ สำนักงาน กกต.จำนวน 266 ครั้ง และช่องทางสายด่วน 1444 จำนวน 9,318 ครั้ง กกต.ได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ทั้งหมด 140 เรื่อง ปัญหาการบริหารจัดการเลือกตั้งที่สำคัญอีกอย่างคือ “ปัญหาบัตรเขย่ง” ที่จ.สมุทรสงครามก็ยังมีให้แก้กันอีก สถิติจำนวนผู้มาลงคะแนนเสียงเพียงร้อยละ 62 จากที่คาดหมายไว้ร้อยละ 80 คาดว่า การประกาศรับรองผล ตามมาตรา 17 อย่างช้าไม่เกินวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 (ไม่เกิน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง) (3) แนวคิด “สองนคราประชาธิปไตย” ที่เชื่อว่าการตัดสินใจของคนในเมือง-คนชานเมือง และคนรุ่นใหม่-คนรุ่นเก่าจะแตกต่างกัน มีคำถามตามมาว่า ประสบการณ์เลือกตั้ง อบจ. ครั้งนี้ได้อะไรบ้าง มีอะไรบ้าง สอนอะไรแก่คนไทยบ้าง เพราะผลลัพธ์ที่ออกมายังคลุมเครือ สับสน คาดการณ์ผิดไป มีชาวบ้านประท้วงไม่ไปเลือกตั้งยกหมู่บ้านอ้างไม่พอใจ อบจ.ที่ไม่ช่วยสร้างถนนเข้าหมู่บ้านนานหลายปี (4) ลามมาเรื่องเลือกตั้งท้องถิ่นสนามต่อไป คือ การเลือกตั้งเทศบาล อบต. เมืองพัทยา และ กทม.ว่าจะกำหนดให้มีการเลือกตั้งในช่วงใด เพราะสถานการณ์โควิด-19 เช่นนี้อาจส่งผลต่อการเลื่อนเลือกตั้งท้องถิ่นหรือไม่ก็ได้ ตามแนวทางเดิม คือ กกต. และ มท.หารือกันว่าจะเลือกตั้ง อปท.ประเภทใดได้ก่อน แล้ว มท.นำเข้า ครม. ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 142 แห่ง พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ต้องผ่าน มติ ครม. ก่อน แล้ว กกต. จึงเดินงานต่อ เป็นอำนาจ ครม. ที่จะกำหนดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นประเภทก่อนได้ (5) เป็นที่น่าอิจฉาของคนกรุงเทพที่ไม่ได้เลือกตั้ง แต่เป็นโชคไม่ดีของคนต่างจังหวัด (ตจว.) ที่ตัวนายกฯ เปลี่ยนแล้ว คน ตจว.ยังไม่ได้เปลี่ยน เพราะ ยังมีการซื้อเสียงอยู่ เป็นต้น ประเด็นข้อสรุปจากการเลือกตั้งครั้งนี้ (1) เงินยังเป็นตัวแปร มีการซื้อเสียง ในระดับ นายก อบจ. ที่ซื้อรวมถึงกรรมการแบบตอบแทนรางวัล และมีการซื้อเสียงประชาชนทั่วไป ตามกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (ไม่ทั่วไป) พบได้ทั่วไป ด้วยวิธีการที่อาจแตกต่างกันไป ที่ไม่มีการจับกุม ชี้เบาะแส ฯ มีจ่ายให้เป็นค่ารถบ้างคนละ 100-200 บาท บางพื้นที่สูงถึงหัวละ 2000 บาท ที่ภาคใต้มีการซื้อเสียงแบบเหมาจ่ายเป็นรายหมู่บ้านๆ ละ 5 หมื่นรวมทั้งจังหวัดประมาณ 3 ล้าน เป็นต้น ประชาชนตกเป็น “กลลวงของฝ่ายอำนาจนิยม” ที่ไม่จริงใจคอยหยิบยื่นเงินให้จนเคยชิน ติดนิสัยรอเงินแจกจากรัฐจนขาดความเป็นตัวของตัวเอง เพราะภาวะความจำใจเศรษฐกิจบังคับ หวังรวยจากหวย หวังเงินสวัสดิการแห่งรัฐ (2) ท้องถิ่น ยึดตัวบุคคล ไม่ได้ยึดพรรค ท้องถิ่นยังเป็นตัวชี้การเมืองไทยการเมืองใหญ่ ไม่มีนายทุนพรรค ส.ส.ไม่ช่วย ทุนเป็นของผู้สมัครเอง ของใครของมัน แม้แต่คนจะลงสมัคร ส.อบจ.ในนามบ้านใหญ่เขาก็จะดูกระสุนผู้สมัครว่ามีมากพอไหมที่จะมาเป็นพวกได้ ผู้สมัครต้องลงทุนเอง หากชนะก็อาจได้รางวัลปลอบใจสักสองสามหมื่นก็เท่านั้น อยู่ในวงการหากถลำลึก ก็กลายเป็นสีเทา หรือหนักไปถึงดำ เปรียบสังคมแบบ “ข้างในกลวง อยู่แค่กระพี้ ไม่มีแก่น” กลุ่มนักการเมืองยังเป็นแบบพรรคครัวเรือน พรรคผัวเมีย แม้หลายเวทีเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งนี้เป็นศึกล้างตาของผู้ที่แพ้เลือกตั้งใหญ่ที่จะเอาศักดิ์ศรีคืน ผู้แพ้ในสนาม อบจ.นี้ ยังมีโอกาสไปลง ส.ส.ร.ที่กำลังจะมาได้อีก บางสนามเป็นช้างชนช้างระหว่างบ้านใหญ่ในพื้นที่ บางจังหวัดเงียบเหงาเหมือนไม่มีอะไร ประหนึ่งเปิดโอกาสให้ผู้สมัครทำอะไรก็ได้ หลายแห่งหมดยุคนายหัว เพราะทุนร่อยหรอ ทำความดีก็ยากเพราะไม่มีทุน แถมแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นขับเคี่ยวเอาชนะกัน ทำให้ต่างฝ่ายต่างหมดแรง (3) นายกเปลี่ยนใหม่อาจบริหารติดขัด เพราะ ฐานอำนาจเดิมเปลี่ยน บวกฝ่ายข้าราชการประจำคนเดิมที่เป็นต่างขั้ว พบว่า นายก อบจ.คนเดิมได้รับการเลือกตั้งกลับมาถึง 34 คน คิดเป็นร้อยละ 44.73 (เกือบครึ่งหนึ่ง) ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ส่วนใหญ่ นายก อบจ.จะเป็นการต่อสู้กันของบ้านใหญ่ต่อบ้านใหญ่ หากหลังใหญ่หลังใหม่ชนะ ก็จะส่งผลไปถึงบรรดาข้าราชการ กองหนุนที่มีอยู่เดิมเปลี่ยนขั้วไม่ทัน อาจมีปัญหาเชิงการบริหารได้ เพราะ ข้าราชการถือเป็นฝ่ายประจำ เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้ถูกใจฝ่ายการเมืองจึงจะสัมฤทธิผลไปด้วยกันได้ ไม่ติดขัดเชิงบริหารใดๆ (4) ท้องถิ่นไม่เหมือนการเมืองระดับชาติ กล่าวคือ ท้องถิ่นมีทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้วแต่พื้นที่ของบ้านใหญ่ และสังกัดของบ้านใหญ่ นักวิชาการเห็นว่า การเมืองท้องถิ่นนั้นแตกต่างจากการเมืองระดับชาติ ในท้องถิ่นมีความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์-ผลประโยชน์ต่างตอบแทนฝังรากลึกในชีวิตประจำวันของผู้คนปัจจุบัน คนรุ่นเก่ายังคงครอบงำในระดับท้องถิ่น ที่อุดมการณ์การเมืองยังมีความสำคัญน้อย การเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยนั้นเริ่มต้นจากข้างบนระดับชาติลงสู่ท้องถิ่นเสมอ ไม่ใช่จากฐานรากไปสู่ข้างบน บางพรรคเปลี่ยนจากพรรคเถ้าแก่ไปสู่พรรคมวลชน (5) การร้องเรียน มีน้อยมาก เพราะทุกคนเกรงกลัวกฎหมายเลือกตั้งที่มีอัตราโทษที่รุนแรงมาก ทำให้ภาพรวมเลือก อบจ.โปร่งใส ไม่มีข่าวการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่ขัดข้อเท็จจริง เงียบกริบไม่เป็นข่าว แม้จะมีข่าวทุจริตบ้างก็ถือว่าน้อยกว่าข้อเท็จจริงที่มี อีกอย่างการเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้สถานการณ์โรคโควิด 2019 ทำให้กลบข่าวไม่ดีของการเลือกตั้งลงไปมาก นายกเก่าบ้านใหญ่เดิมยังเหนียวแน่น (1) เป็นการเลือกตั้งนายก อบจ.ครั้งประวัติศาสตร์ที่ “เขย่าบ้านใหญ่” แต่ผลปรากฏออกมาว่า บ้านใหญ่ชนะถ้วนหน้า การเมืองบ้านใหญ่ยังคงลอยลำหักความหวังคลื่นลูกใหม่ไปหมด ยังเหมือนเดิม ได้คนหน้าเดิมๆ ตระกูลเดิมๆ อยู่ในวังวนเดิมๆ นายก อบจ.คนเดิมหน้าเดิมเกือบครึ่ง (2) ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะสะท้อนในการดำเนินทางการเมืองต่อไปหรือไม่ อย่างไร น่าคิด บ้านใหญ่ยังมีคงมีพลังอยู่ คนรุ่นใหม่เจาะไม่ได้ บุคคลและพรรคพวกในพื้นที่ยังคงสำคัญมากสำหรับนักการเมืองท้องถิ่น ผลงานที่มีในท้องถิ่น ความผูกพันและความเกี่ยวพันที่มี รวมทั้งด้านดีอื่นๆ จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนคนเลือก (3) มีข้อสังเกตว่า ผู้สมัครในรอบนี้ที่เป็นนักธุรกิจนักการเมือง จะขายดีกว่าข้าราชการหรืออดีตข้าราชการ สาเหตุที่นายก อบจ.เดิมบางแห่งไม่ลงสมัครเพราะอาจถูกสอบสวนจะฝ่ายตรวจสอบเรื่องยังค้างคาไม่เสร็จสิ้น จึงเว้นวรรคทางการเมืองไว้ ฉะนั้น จึงเห็นนอมินีหรือคู่สมรสบุตรหรือตัวแทนลงสมัครแทน ซึ่งหลายแห่งก็สอบได้ไม่พลาด (4) แม้ว่าการเมืองท้องถิ่น ไม่ได้มีอิสระจริง เพราะยังคงอิงแอบพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคฝ่ายรัฐบาล ที่สำคัญท้องถิ่นก็ไม่ได้เขียนระเบียบเองได้ จึงยากที่จะเป็นอิสระ ยังคงอาศัยงบประมาณโครงการจากรัฐมาสร้างผลงาน สำหรับการเมืองระดับชาติ เขาต่อสู้กันด้านนโยบายในการออกกฎหมาย ไม่ได้ลงมาทำงานจริงในพื้นที่ แม้จะเป็นฝ่ายรัฐบาล แต่คนทำงานจริงในพื้นที่ คือข้าราชการ และผู้รับเหมาต่างหาก การขับเคลื่อนผลงานจริงๆ คือเป็นผู้รับเหมาเอง ที่ต้องอาศัยนักการเมืองท้องถิ่นคอยเคลียร์ทางให้ ซึ่ง “นโยบายนำในการหาเสียงยังไม่มี” คือ การขายนโยบายไม่มี ถือเป็นจุดอ่อนของท้องถิ่น คนรุ่นใหม่หัวใหม่กระแสยังไม่แรง (1) คนรุ่นใหม่ยังฝ่าด่านบ้านใหญ่ไม่ได้ ด้วยปัจจัยหลายอย่าง ที่ทำให้พลังคนรุ่นใหม่ชวดที่นั่งสนาม อบจ.ไป เพราะชาวบ้านยังคงเทความเชื่อไปให้กลุ่มคนที่สร้างผลงานมาก่อน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อคนรุ่นใหม่ที่สร้างฝันให้ลดน้อยลง (2) บางเขตเลือกตั้ง ส.อบจ.บางเขตมีคนรุ่นใหม่สมัครคนเดียว (167 เขตเลือกตั้ง) ก็ยังแพ้โหวตโนได้ ยกตัวอย่างที่ เป็นตำนาน คะแนนเสียง อบจ. ของคนรุ่นใหม่คณะก้าวหน้าจากเสียงทั้งหมด 15.7 ล้าน ได้คะแนน 2.6 ล้าน คิดเป็นร้อยละ 17 ซึ่งถือว่าไม่น้อย มีการส่งผู้สมัคร “แบบหว่าน” (ส่งเยอะหากส่งได้) แม้ไม่ได้ตำแหน่งนายก อบจ. ที่คาดหวังไว้ 5 ที่นั่ง จากผู้สมัคร 42 คน แต่ จำนวนผู้สมัคร ส.อบจ.ทั้งหมด 1001 คน มีสอบผ่าน ส.อบจ.รวม 55 คน จาก 18 จังหวัด เช่น จ.ฉะเชิงเทรา 10 คน อุดรธานี 10 คน (หนองบัวลำภู 2 คน) ยโสธร 7 คน หนองคาย 5 คน (บึงกาฬ 1 คน) อุตรดิตถ์ 3 คน นนทบุรี 3 คน ร้อยเอ็ด 3 คน เป็นต้น ในขณะที่ พรรคเพื่อไทยชนะนายก อบจ.ใน 9 จังหวัด (3) เป็นที่คาดหมายว่า สนามนายก อบจ.ที่เหลือ ก็คือของฝ่ายรัฐบาลนั่นเอง งานนี้ฝ่ายรัฐบาล ไม่ต้องออกแรงเลย คอยนั่งรอรับผลงานอย่างเดียว เพราะยุทธศาสตร์ยุทธวิธีของรัฐบาลที่ได้วางแผนการโกยคะแนนมาตลอดระยะเวลาที่ไม่มีการเลือกตั้งไว้แล้วเป็นอย่างดี หากเมื่อฝ่ายกลุ่มคนรุ่นใหม่ชนะหรือดูเหมือนชนะการเลือกตั้ง ซึ่งแสดงว่าบ้านใหญ่ถูกทำลายลง ฝ่ายรัฐบาลก็อาจเปลี่ยน roadmap ทันที เพราะฝ่ายรัฐบาลเป็นฝ่ายวางกติกา ถือไพ่ที่เหนือกว่าอีกฝ่าย ปัญหาวิกฤติสามเส้า เศรษฐกิจ การเมือง และโควิด-19 (1) เป็นปัญหาโลกแตกของรัฐบาล ในปัญหาโควิดนั้น ได้มีการหยิบยกขึ้นมาแก้ไขรอบสอง มหาวิทยาลัยต้องพร้อมเรียนออนไลน์ สพฐ. สั่งปิดโรงเรียน จ.สมุทรสาครแล้ว 129 แห่ง ศาลจังหวัดสมุทรสาครประกาศเลื่อนการพิจารณาคดีทุกคดีไปก่อน เพราะฝ่ายรัฐบาลประมาท กลไกรัฐการ์ดตกทำให้โควิดกลับมาระบาดใหม่ (2) มีหน่วยงานรัฐที่สมควรถูกตำหนิในมาตรการที่ดำเนินการ โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมแรงงานต่างด้าว ได้แก่ กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ซึ่งหน่วยงานเกี่ยวข้องดังกล่าวต่างฝ่ายต่างมีข้ออ้างแก้ตัวไปคนละทาง เพราะ สังคมโซเชียลพิพากษาว่ามีความบกพร่องที่ปล่อยให้มีการลักลอบเข้าเมือง และมีการระบาดของโรคโควิดรอบสองจากแรงงานต่างด้าวเมียนมา แม้ข้อเท็จจริงอาจมิใช่ทั้งหมด แต่เป็นความบกพร่องของกลไกรัฐต่างหาก (3) ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การกักตัว 14 วัน ในพื้นที่ (Local State Quarantine : LQ) หรือ การกักกัน State Quarantine หรือการกักกันทางเลือก (Alternative State Quarantine : ASQ) ที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นกักกันแทนโดยองค์กร (Organization Quarantine : OQ) แม้จะมีการประกาศใช้ พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉินฯ มาร่วม 10 เดือน ที่ใช้ได้แค่ช่วงแรกๆ แต่นี่เป็นรอบสองที่ดูจะควบคุมไปอีกยาว (4) โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสาครที่ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยว่า เป็นแหล่งแพร่เชื้อของแรงงานต่างด้าว ที่มียอดแรงงานต่างด้าวเมียนมาสูงถึง 4 แสนคน คาดว่าในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่ผิดกฎหมายไม่สามารถตรวจสอบควบคุมได้จำนวนถึง 1.7 แสนคน ยอดผู้ติดเชื้อ จ.สุมทรสาครก่อนเปิดหีบเลือกตั้ง 20 ธันวาคม เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็นกว่า 520 ราย จนถึง 662 ราย ใน รพ. 222 ราย รวมยอด 694 ราย และคาดว่าเมื่อมีการเพิ่มจะมีการพบผู้ติดเชื้ออีกไม่น้อยกว่า 1,500 ราย ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ถือว่า โควิดได้ล้อมกรุงเทพฯไว้แล้ว เพราะมีการลามเข้าเขตจังหวัดติดต่อข้างเคียง ได้แก่ จ. สมุทรปราการ กทม. นครปฐม ไปจนถึง อยุธยา สระบุรี น่าเป็นห่วงว่าประสบการณ์การเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้ มาจนเกี่ยวพันกับเหตุโรคโควิด-19 ระบาดรอบที่สองมันจะลงเอยอย่างไร เพราะ การระบาดรอบสองจะมีระยะเวลาการควบคุมที่หนักกว่าและยาวกว่ารอบแรกๆ ที่อาจส่งผลไปถึงเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง และ เรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นสนามต่อๆ ไปได้ น่าเป็นห่วงจริงๆ