บทความพิเศษ / ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น) ข่าวลือกระแสที่กระทบต่อสถานะของ อบจ. (1) เป็นเรื่องจริงไม่อิงนิยายเข้าปีที่ 7 ปีจริงๆ แถมบางแห่งอาจจะมากกว่านี้เป็น 7-9 ปี คือ สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นผู้ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อหลังจากที่ครบวาระ ที่ว่างเว้นการเลือกตั้งท้องถิ่น “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” หรือที่เรียกย่อว่า “อบจ.” เป็นรูปแบบหนึ่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีฐานะเป็น “ทบวงการเมือง” เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 7 แห่ง พรบ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 เป็นราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งมีเขตพื้นที่คือเขตจังหวัด มีหน้าที่ในการประสานและสนับสนุนราชการส่วนท้องถิ่น ตลอดจนจัดทำกิจการอื่นตามที่กฎหมายกำหนดในการพัฒนาท้องถิ่นในเขตพื้นที่จังหวัดของตน ตามมาตรา 45 แห่งพรบ.เดียวกัน (2) หากพิจารณากรอบอำนาจหน้าที่ของสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2551 ให้มีหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุน และให้คำแนะนำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประสานงานเกี่ยวกับการกำกับดูแลท้องถิ่น จะเห็นได้ว่ามีความใกล้เคียงและไม่ต่างกันมากนัก (3) หากพิจารณาเฉพาะในแง่ของอำนาจหน้าที่ของ อบจ. กับราชการส่วนภูมิภาคแล้วจะเห็นได้ว่ามีความใกล้เคียงและทับซ้อนกันในหลายประการ อาทิเช่น การถ่ายโอนภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มาให้แก่ อปท.ในจังหวัด จนกระทั่งสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดแทบจะไม่เหลือบทบาทใด ๆ ในจังหวัด รวมถึงภารกิจของกระทรวง กรมอื่น ๆ ก็กำลังมิได้แตกต่างกันนัก (4) เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน มีกระแสรูปแบบการปกครองท้องถิ่น “จังหวัดจัดการตนเอง” จนกระทั่งมีการยึดอำนาจโดย คสช. แล้วมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แม้ในการร่างรัฐธรรมนูญในระยะแรก ๆ ปี 2558-2559 ก็เคยมีกระแสให้ยุบเลิก “องค์การบริหารส่วนจังหวัด” (อบจ.) เสีย แต่ก็เป็นเพียงกระแส ที่ปัจจุบันกระแส “จังหวัดจัดการตนเอง” ยังพอเหลืออยู่ เช่นที่จังหวัดเชียงใหม่ ถือเป็นเสียงเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้ง ด้วยการยุบ อบจ. ตลอดจนมีข้อเสนอให้ยุบ “กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น” หรือแยกกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นออกจากกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้มีหน้าที่เฉพาะทาง “ด้านการปกครองท้องถิ่น” เท่านั้น เช่น การเสนอให้มี “คณะกรรมการท้องถิ่นแห่งชาติ” (กทช.) เป็นต้น ซึ่งบรรดาหน่วยราชการส่วนท้องถิ่นหลาย ๆ แห่งได้ตั้งฉายาชื่อกรมใหม่ว่า “กรมไม่ส่งเสริมฯ” (5) ทั้งนี้ เพื่อให้ อปท.ได้ทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกัน มากกว่าที่จะต้องผูกขาดกับการตัดสินใจของกรมหรือกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง การซ้ำซ้อนกันของภารกิจหน้าที่ของราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วนท้องถิ่นย่อมก่อให้เกิดผลเสียในการบริหารราชการมากกว่าผลดี นอกจากจะสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยใช่เหตุแล้ว ยังทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการรายงานผล ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจน เช่น อบจ.ต้องรายงานจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละวันให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัด เสร็จแล้ว อบจ.ก็ยังต้องรายงานให้สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดทราบด้วยอีกทางหนึ่ง เพราะ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ขยายขอบอำนาจด้วยการตั้ง “กองการเลือกตั้งท้องถิ่น” ขึ้นเป็นหน่วยงานภายในแล้ว ทั้งที่ 2 หน่วยงานนี้ควรประสานขอข้อมูลกันเองได้ สำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรี/นายกองค์การบริหารส่วนตำบล แนวทางก็คงเหมือนกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก (6) ตามหลักการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี (Good Governance) นั้น การกำหนดกรอบโครงสร้างของแต่ละส่วนราชการต้องชัดเจน เกิดความคุ้มค่าสมประโยชน์ส่วนรวม โดยเฉพาะเพื่อประชาชน มีการแยกอำนาจหน้าที่แต่ละหน่วยงานให้ชัดเจน หากเกิดความซ้ำซ้อนควรพิจารณา ยุบเลิกหน่วยงานตามหลักการกระจายอำนาจ พึงตระหนักว่า เงินเดือนเจ้าหน้าที่รัฐ ก็คือ ภาษีของประชาชน หากมิได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารราชการแล้ว สมควรยุบเลิกหน่วยงานนั้นเสีย เพื่อลดภาระงบประมาณ (7) แต่ในความเป็นจริงเมื่อมองย้อนอดีตแล้ว การบริหารราชการของไทย มิได้เป็นเช่นนั้น เมื่อหน่วยงานใดขาดประสิทธิภาพแทนที่จะมีการประเมินพัฒนาศักยภาพหน่วยงานให้เกิดประสิทธิภาพ กลับคิดแต่การขยายขอบอำนาจหน้าที่ เพิ่มขยายองค์กรใหม่ๆ ขึ้นมาอ้างเพื่อแก้ปัญหาเดิมที่ไม่หยุดหย่อน ดังเช่น เมื่อเกิดปัญหาการทุจริตในภาครัฐ กระทรวง/กรมต่าง ๆ ก็ได้จัดตั้ง “หน่วยตรวจสอบภายใน” ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริต ซึ่งเมื่อหน่วยงานตรวจสอบเหล่านั้น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงเกิดหน่วยงาน สตง. และ ปปช. ขึ้นมาใหม่ที่มีอำนาจมากตามลำดับอย่างต่อเนื่อง หรือ ดังเช่น กรมประชาสงเคราะห์ที่มีอำนาจหน้าที่ในการสงเคราะห์ประชาชน แต่แก้ปัญหาไปมากลับขยายเป็นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์ (พม.) แล้วยังแตกแขนงสาขาออกมาเป็น กรมกิจการผู้สูงอายุ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ แสดงว่า ยิ่งแก้ปัญหายิ่งมากขึ้น แต่เมื่อพิจารณาแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่า เมื่อภารกิจต่างๆ ได้ถ่ายโอนมา อปท.เกือบหมดแล้ว หน่วยงานราชการส่วนกลางนั้นๆ ยังมีความจำเป็นต้องขยายองค์กรเหล่านี้อีกด้วยหรือ ข้อสังเกตเทคนิคเล็กน้อยบางแง่มุมในการช่วงชิงการเลือกตั้ง อบจ. (1) แม้ อบจ.ในทางข้อเท็จจริงจะมิได้มีพื้นที่ในความดูแลเป็นของตนเอง หรือ “อบจ. มิได้มีพื้นที่เป็นของตนเอง” แต่ในความเป็นจริงย่อมไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า ณ ที่แห่งนี้ คือฐานเสียงระดับจังหวัดของนักการเมืองระดับประเทศ ที่เรียกขานตั้งฉายากันว่า “บ้านใหญ่” จึงพบว่ามีพรรคการเมืองหลายพรรคต่างช่วงชิงใช้สนามเลือกตั้งของ อบจ.เป็นสนามวัดฐานเสียงของพรรคการเมืองในจังหวัดนั้นๆ และปรากฏให้เห็นว่า มีหลายพรรคการเมืองได้ออกช่วยผู้สมัครเลือกตั้งในการหาเสียงอยู่เนืองๆ (2) ที่ผ่านมาการปิดรับสมัครสมาชิกสภา อบจ. และ นายก อบจ. ได้เสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (รับสมัครเมื่อ 2-6 พฤศจิกายน 2563) ในขณะที่การดำเนินการเลือกตั้ง อบจ.กำลังเข้มข้น ก็เกิดปรากฏการณ์ร้องเรียนนักการเมืองกลับเป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อพิจารณาจากข้อร้องเรียนในหลายกรณีมักส่งผลกระทบถึงการตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ อย่างไม่อาจแยกจากกันได้ แต่ที่ผ่านมาปรากฏว่า การดำเนินการของจังหวัดค่อนข้างล่าช้า ไม่ทันเหตุการณ์ ไม่ว่าจะด้วยเหตุล่าช้าต่างๆ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง การแสวงหาพยานเอกสาร หรือเหตุอื่นใดก็ตาม ความล่าช้าดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาตามมาในหลายประการ (3) เมื่อท้องถิ่น ไม่เคยมีการเลือกตั้งมานาน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หลายคนยังมองภาพไม่ค่อยออก มีประเด็นที่ลองฝากไปคิดต่อ เช่น เรื่องของผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ ในคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม การหาเสียง การซื้อเสียง การบริหารหัวคะแนน เรื่องอิทธิพลของ “บ้านใหญ่” เรื่องสินบนรางวัลนำจับ เพราะประเด็นเหล่านี้คือสาเหตุของ ใบส้ม ใบเหลือง ใบแดง ได้ ถือเป็นการวัดประสิทธิภาพของ “ผู้ตรวจการเลือกตั้ง” (ผตล.) อีกทางหนึ่งด้วย เพราะที่ผ่านมา ผตล. ยังไม่มีผลงาน (4) มีเรื่องเล่าติดตลก แค่การสมัครรับเลือกตั้ง ก็มีการล็อกเบอร์ “หมายเลขประจำตัว” หรือการล็อกเลขของผู้สมัครได้ หากใครช่วงชิงเบอร์ 1 ได้ก็ดีใจ หาเสียงง่าย หรือ หากใครได้เบอร์ตามที่ตนอยากได้ (ต้องการ) ก็จะพึงพอใจในเบอร์นั้น ๆ แต่ในทางกลับกัน ฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายที่จะลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้สมัครคนอื่นลง ก็อาจใช้เทคนิคในการสกัดกัน หรือมีใบสั่งมา เพื่อมิให้ผู้สมัครรายนั้น ๆ ได้เบอร์ 1 หรือ เบอร์ที่หวังต้องการได้เช่นกัน เป็นเทคนิคเลือกเบอร์ผู้สมัครนายก อบจ.ให้ตรงกับเบอร์ผู้สมัคร สจ.เขตอำเภอ เพื่อให้ง่ายต่อการหาเสียงก็มีได้ การช่วงชิงจังหวะและโอกาสอยากได้เบอร์ 1 หรือเบอร์ตามที่ตัวต้องการ ผู้สมัครฯ ก็ต้องมาก่อนเวลาสมัคร โดยการ “วัดดวงหรือจะตกลงกัน” เพื่อให้มีโอกาสจับสลากเบอร์หรืออาจตกลงเบอร์กันได้ (5) นอกจากนี้ กระแสการดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามก็ยังมี อาจเป็นความผิดข้อหา “ใส่ร้าย ล่อลวง” หรือ “หลอกลวงฯ ใส่ร้ายด้วยความเท็จ” ตาม มาตรา 65 (5) ซึ่งมีโทษตามมาตรา 126 วรรคสอง แห่ง พรบ.เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (สถ.ผถ.) พ.ศ. 2562 “จำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” แต่การจะเข้าองค์ประกอบความผิดเพียงใดหรือไม่ต้องพิจารณาว่า มีการใส่ร้ายด้วยความเท็จ ที่ต้องมีการยืนยันข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ และต้องคาดเห็นตัวบุคคลได้ ว่าเขาหมายถึงใคร หากกล่าวเหมือนพูดมาลอยๆ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงใคร ก็ต้องนำสืบและพิสูจน์ เพื่อนำไปสู่ศาลได้ (6) ที่สำคัญอย่าลืมว่า การนับค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง อบจ.ของผู้สมัครตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง อบจ. ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 นั้น ถือวันถัดจากวันประกาศเพราะใช้คำว่า "นับเเต่" คือ เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไปแล้ว การเมืองขั้วเก่ายังคงเหนียวแน่น (1) หลายจังหวัดการเลือกตั้งนายก อบจ. จึงมิได้สร้างความตื่นเต้นให้แก่ประชาชนนัก เพราะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าแล้วว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเช่นใด เพราะ หลายจังหวัด จะเป็นผู้สมัครในสังกัด “บ้านใหญ่” หน้าเดิม ที่ยังทรงอิทธิพลอยู่ไม่เสื่อมคลาย หรือ คนเก่าที่ครองตำแหน่งมาแต่เดิมอย่างยาวนาน หรือ บางแห่งเรียกว่า สภา อบจ. เป็นสภาผู้รับเหมา การทุจริตเชิงนโยบาย ฯลฯ เป็นต้น แม้จะมีกระแสคนรุ่นใหม่หน้าใหม่เข้ามาแทรกบ้าง อาจเป็นเพียงสีสันประกอบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในเขตบ้านนอก ชนบท คนรุ่นใหม่หน้าใหม่ยากที่จะเจาะทะลวงปราการ “ฐานเสียงความนิยมเป็นการส่วนตัวบุคคล” ของผู้มีบารมีในท้องถิ่นไปได้อย่างง่าย เพราะจะสู้บ้านใหญ่หน้าเก่าที่มีอิทธิพลยาก มีเงินมากกว่า เก๋ากว่า ฐานเสียงมากกว่า (2) ในขณะที่มีหลายจังหวัดคึกคัก มีผู้สมัครใหม่ไฟแรงมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะ “เมืองใหญ่” จังหวัดใหญ่ ฉะนั้น การคาดหวังให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งจึงเต็มไปด้วยความท้าทาย อย่างไรก็ตาม การบริหารงานท้องถิ่นที่ผ่านมาสะท้อนให้สงสัยว่า “กลุ่มนักการเมืองขั้วเก่า” ยังคงมีศักยภาพในการแก้ปัญหาอยู่หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไม่จริงใจในการกระจายอำนาจ อบจ.เป็นฐานเสียงของฝ่ายรัฐบาล ที่ฝ่ายอำนาจรัฐได้ค้ำจุนอุดหนุนบรรดานักการเมืองท้องถิ่นอย่างเต็มที่ ด้วยการมอบอำนาจให้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ยาว โดยไม่ต้องมีการเลือกตั้ง แถมมีการจัดสรรงบประมาณต่างๆ ลงพื้นที่อย่างมากด้วยเงื่อนไขที่มุ่งหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจ แถมลดเงื่อนไขการเบิกจ่ายขั้นตอนให้ง่ายลง สั้นลง นัยกลับกันเท่ากับเปิดช่องการทุจริต ตุกติกงบประมาณหลวงก็มิปาน งานนี้ว่ากันว่า แม้พรรคการเมืองจะหาเสียงช่วยผู้สมัครไม่ได้ แต่พรรคฝ่ายรัฐบาลก็ได้เปรียบอยู่ดี รัฐบาลโกยคะแนนความนิยมเข้ากระเป๋าไปแล้วกว่าครึ่งค่อน ท้ายที่สุดอนาคตของประชาชนต้องอยู่กับประชาชนเท่านั้น จะไปอยู่กับคนอื่นไม่ได้ กระแสความแรงอยากขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงในจังหวัดยิ่งมีมากเพียงใด อาจส่งผลให้ การเลือกตั้งแบบเดิมๆ ที่ได้ผลแบบเดิมๆ เปลี่ยนแปลงได้ คงมิใช่เพียงแค่ได้นายกคนเดิมแล้วจบ แม้จะเป็นคนเดิมหรือคนใหม่ก็ตาม หวังว่าการวัดดวงเลือกตั้งครั้งนี้คงดีขึ้นแน่ อย่างน้อยที่สุด “สภาวะปากท้อง” การได้รับบริการสาธารณะที่ดีจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นย่อมดีกว่าเดิม หวังเช่นนั้น