คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

ถึงแม้ว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะเป็นนักสู้ระดับมหากาฬสุดอึดก็ตาม แต่ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนว่าเขาจะซวนเซเสียหลักแบบคาดไม่ถึง อีกทั้งขณะนี้อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน มีคะแนนนิยมนำเขาอยู่ถึง 12% ถึง 14% แต่ก็ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีทรัมป์ ยังพอมีเวลาที่สามารถจะพลิกฟื้นเกมการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ โดยผมจะขอตั้งข้อสังเกตในตอนหลังของบทความ

โดยขณะนี้ประเด็นร้อนฉ่าสุดๆอยู่ที่การบริหารจัดการกับโรคโควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ วางตัวเป็นฝ่ายตั้งรับมาโดยตลอด ล่าสุดนี้หลังจากที่ “มหาวิทยาลัยคอร์แนล”ได้ทำการศึกษาและออกมาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วหลังจากที่ค้นคว้าหาข้อมูลของสิ่งตีพิมพ์เกี่ยวกับโรคระบาดโควิด-19 ทั่วโลกทั้งหมดกว่า 38 ล้านชิ้นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับโรคโควิดคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมาก เพราะเขามักจะกล่าวย้ำๆตลอดเวลาว่า โรคโควิด-19 ไม่เป็นอันตรายและในที่สุดก็จะสลายหายไปเอง!!!

แถมประธานาธิบดีทรัมป์ ยังเอ่ยปากโอ้อวดอยู่ตลอดเวลาว่า เขาสามารถบริหารจัดการโรคระบาดนี้ได้อย่างดีที่สุดในโลก ทั้งๆที่ในความเป็นจริงคนอเมริกันติดเชื้อนี้ไปแล้วกว่า 7.89 ล้านคน และเสียชีวิตไปแล้วกว่า 2.16 แสนคน

อนึ่งเมื่อวันที่ 26 กันยายนนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้จัดงานเลี้ยงฉลอง ณ ทำเนียบขาว ในการประกาศแต่งตั้ง “เอมี แบร์เรตต์” ให้เป็นผู้พิพากษาศาลสูงสุดแทน “ผู้พิพากษารูธ กินสเบิร์ก” ที่เพิ่งเสียชีวิตลง โดยมีแขกรับเชิญร่วมสองร้อยคน โดยแขกเหล่านั้นไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัยและยังไม่ยอมเว้นระยะห่างแต่อย่างใดทั้งสิ้น

จนในที่สุดก็ปรากฏข่าวใหญ่ช็อคโลกว่า ประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมด้วยภรรยาและผู้ใกล้ชิดรอบกายที่เปรียบเสมือนมันสมองของเขาถึง 23 คน และยังมีผู้บัญชาการทหารทุกเหล่าทัพต่างติดเชื้อโรคโควิด-19 กันอย่างงอมแงม!!!

สำนักหยั่งเสียง “Navigator Research” ได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2 - 5 ตุลาคมนี้ออกมาเปิดเผยว่า คนอเมริกันถึง 58% ต่างลงความเห็นว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีมาตรการรับผิดชอบต่อการปกป้องโรคโควิด-19

ส่วนสำหนักหยั่งเสียง CNBC ที่ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-3 ตุลาคมก็ออกมาเปิดเผยเช่นเดียวกันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์มีมาตรการปกป้องโรคระบาดโควิด-19 น้อยมากเพียง 38% ตรงข้ามกับอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ที่มีมาตรการปกป้องตนเองมากถึง 78%

และจากการสำรวจของสำนักวิจัย Pew Research ใน 13 ประเทศได้ออกมาเปิดเผยเมื่อวันที่ 14 กันยายนนี้ โดยระบุว่านานาชาติต่างให้คะแนนประธานาธิบดีทรัมป์โดยเฉลี่ยเพียง 16% ในการบริหารจัดงานโรคโควิด อาทิ แคนาดา และอังกฤษให้คะแนนเขาอยู่ที่ 16% ส่วนสวีเดน ฝรั่งเศสและญี่ปุ่นให้คะแนนประธานาธิบดีทรัมป์แค่เพียง 15% ส่วนเยอรมนีให้เพียง 9%!!!

และจากการศึกษาวิจัยของ “Chicago Council on Global Affairs” เมื่อเร็วๆนี้ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่า คนอเมริกันถึง 62% ต้องการให้ประธานาธิบดีทรัมป์ประสานความร่วมมือทำงานด้านการแก้ไขปัญหาโควิด-19 นี้กับนานาประเทศ โดยคนอเมริกันอีก 65% คิดว่าหากทำได้เช่นนี้ย่อมเป็นผลดีต่อสหรัฐฯอย่างมาก

แม้ว่าขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์จะออกมาแถลงการณ์ป่าวประกาศว่า หายจากโรคโควิด-19 แล้วก็ตาม แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังคงเคลือบแคลงสงสัยเป็นอย่างยิ่งถึงกรณีนี้ ดั่งจะเห็นได้จากการหยั่งเสียงของ “Yahoo News/YouGov” ว่าคนอเมริกันถึง 52% ไม่เชื่อกับถ้อยแถลงของประธานาธิบดีทรัมป์ และจากแพทย์ประจำตัวของเขา

อีกทั้งจากการหยั่งเสียงของ “Politico/Morning Consult” ที่ออกมาเปิดเผยล่าสุดนี้ว่า คนอเมริกันถึง 55% ไม่เชื่อคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์และคำแถลงของแพทย์ ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์จะประจักษ์อย่างถ่องแท้ถึงการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้วก็ตาม แต่ปรากฏว่าเขายังมิได้สำเหนียกถึงความร้ายแรงของโรคร้ายนี้ โดยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมเขากลับประกาศเชิญชวนบรรดาคนผิวสีและชาวละตินให้ไปร่วมชุมนุมกันที่ลานหน้าทำเนียบขาว โดยแขกหลายร้อยคนมิได้สวมหน้ากากอนามัย ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์ก็ได้ออกมากล่าวปราศรัยที่หน้าระเบียง อย่างที่ไม่สนไม่แคร์ถึงความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมชุมนุม!!!

ดูเหมือนว่าขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญกับปัญหามากมายที่ถาโถมรุมเร้าเข้ามาเป็นชุดๆทำให้เขามึนงงเหมือนเมาหมัด เพราะเขาออกมาเรียกร้องแบบแปลกๆให้ “รัฐมนตรียุติธรรมวิลเลียม บารร์” ทำการจับกุมอดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน เข้าคุกในข้อหาอะไรก็มิมีผู้ใดทราบได้ แต่กลับปรากฏว่ารัฐมนตรียุติธรรมกลับเฉยเมยไม่รู้ไม่ชี้ มีผลทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์โกรธเกรี้ยวกล่าวตำหนิรัฐมนตรียุติธรรมบารร์อย่างรุนแรงจนทำให้แกนนำของพรรครีพับลิกันเบื่อหน่ายเริ่มตีตัวออกห่างจาก และยังพากันตั้งข้องสงสัยถึงสภาพจิตใจของประธานาธิบดีทรัมป์ว่าอาจจะไม่ปกติ แม้กระทั่ง “วุฒิสมาชิกมิชท์ แม็คคอนเนลล์” ผู้นำของพรรครีพับลิกันในวุฒิสภา พันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดีทรัมป์ก็อดรนทนไม่ไหวต้องออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมนี้ว่า “ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นด้วยกับมาตรการด้านการบริหารจัดการรักษาความปลอดภัยต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19ในทำเนียบขาว ข้าพเจ้าจึงพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าไปที่นั่นตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคมเป็นต้นมา” เท่ากับว่าที่ผ่านมาวุฒิสมาชิกแม็คคอนเนลล์ไม่ได้ก้าวขาเข้าไปในทำเนียบขาวนานกว่าสามเดือนแล้ว

สำหรับความหวังของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ต้องการให้รองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์ทำคะแนนจากการปะทะคารมโต้วาทีกับวุฒิสมาชิกคามาลา แฮร์ริสเมื่อวันพุธที่แล้วนั้น ดูเหมือนว่าเขาจะผิดหวังไร้ผล และถึงแม้ว่ารองประธานาธิบดีไมค์เพนส์จะใช้วิธีการพูดขัดจังหวะและพูดเกินเวลาซ้ำๆซากๆทำให้พิธีกรต้องคอยเตือนอยู่ตลอดเวลาก็ตาม แต่รองประธานาธิบดีเพนส์ก็มิได้นำพายังคงแถไปเรื่อยๆ ผู้รับชมเกิดความอึดอัด โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นทำการหยั่งเสียงจากผู้ชมหลังจากเสร็จสิ้นการโต้วาทีปรากฏผลออกมาว่า รองประธานาธิบดีไมค์ เพนส์ แพ้การโต้วาทีด้วยคะแนน 38 % ต่อ 59%

ในการโต้วาทีวันนั้น วุฒิสมาชิกแฮร์ริสได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์ต่อประธานาธิบดีทรัมป์ด้านการขาดความเป็นผู้นำ และคงมีผลทำให้เขาเกิดอาการหงุดหงิดมิใช่น้อยจนได้ออกมากล่าวโต้ตอบว่า วุฒิสมาชิกคามาลา แฮร์ริสก็เป็นนางอสูรกายร้ายและยังเป็นคอมมิวนิสต์อีกด้วย!!!

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นหากจะวิเคราะห์ถึงเกมกลยุทธ์ในการที่ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะพลิกฟื้นเกมให้กลับมาเป็นต่อนั้น มองๆไปแล้วก็มีอยู่หลายทางอาทิเช่น ต้องเรียกคะแนนนิยมด้วยการเอาชนะการโต้วาทีกับโจ ไบเดนในวันที่ 22 ตุลาคมที่กำลังจะถึงในอีกไม่กี่วันนี้ หรือไม่ก็จัดการให้วุฒิสภาทำการรับรองเอมี แบร์เรตต์ ให้เข้าดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุด เพื่อให้ฝ่ายอนุรักษนิยมมีเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เพราะหากมีข้อพิพาทในเรื่องการนับคะแนนเสียง ศาลสูงสุดก็จะเข้ามาเป็นฝ่ายชี้ขาดเหมือนดั่งเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 2000 ซึ่งแน่นอนว่าหากฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีเสียงข้างมากศาลสูงสุดก็คงจะต้องเปิดทางให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์ หรืออีกวิธีหนึ่งพรรครีพับลิกันจะต้องหาทางกีดกันไม่ให้สมาชิกในค่ายพรรคเดโมแครตไปลงคะแนน อีกทั้งขบวนการนับคะแนน “Electoral Votes” ก็ช่างแสนยุ่งยากมีความสลับซับซ้อน ซึ่งเรื่องนี้เอื้ออำนวยให้แก่พรรครีพับลิกันตลอดมา ทั้งๆที่พรรคเดโมแครตพยายามจะปฏิรูปแล้วกว่า 700 ครั้งกลับไร้ผลทุกๆครั้ง อีกทั้งการทำนายของสำนักหยั่งเสียงต่างๆก็อาจจะพลิกโผผิดพลาดหน้าแตกได้ละครับ