ดนตรี / รุ่งฟ้า ลิ้มหัสนัยกุล

ศุกร์ที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ถ้า จอห์น เลนนอน ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะมีอายุ 80 ปีเต็ม

มีการเฉลิมฉลองกันมากมายทั้งในโลกออนไลน์และออฟ์ไลน์ โดยเฉพาะในหมู่คนดนตรีด้วยกัน ทั้งรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ ทั้งมีชื่อเสียงและไม่มี ทั้งมืออาชีพ-มือสมัครเล่น ติด#JohnLennon80 พร้อมโพสต์คลิปคัฟเวอร์เพลงของ จอห์น เลนนอน ช่วงศิลปินเดี่ยว ขณะที่เพื่อนเก่าอย่าง เซอร์พอล แม็คคาร์ทนี่ย์ ก็เขียนแสดงความรู้สึกของตัวเองเช่นกัน

#JohnLennon80 เคียงคู่มากับ #GimmeMeSomeTruth เพลงๆหนึ่งจากอัลบั้ม Imagine ที่ออกวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี 1971 และถูกวางอยู่ด้าน B ของซิงเกิ้ล “Love” ช่วงแรกที่ปล่อยออกมา เพลงนี้ไม่ได้รับความนิยมเท่าเพลงอื่นๆในชุดเดียวกัน จนกระทั่งถูกนำมาใช้เป็นเพลงหลักในหนังสารคดีปี 2000 เรื่อง Gimme Some Truth: The Making of John Lennon’s Imagine Album

และกลายเป็นชื่ออัลบั้มรวมเพลงชุดล่าสุดที่ออกวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในหลากหลายแพลทฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็นซีดี, ไวนิล, ดาวน์โหลด และสตรีมมิ่งตามช่องทางต่างๆที่มีให้เลือกฟังกันตามความสะดวก

Gimme Some Truth รวบรวมบทเพลงในฐานะศิลปินเดี่ยวของ จอห์น เลนนอน (ยกเว้น “Come Together” ของ เดอะ บีเทิ่ลส์) เริ่มต้นที่อัลบั้ม John Lennon/Plastic Ono Band ซึ่งเป็นโซโล่ อัลบั้มชุดที่ 4 (1970) จนถึง Milk and Honey อัลบั้มชุดที่ 11 (1984) ที่ออกจำหน่ายหลังจาก จอห์น เลนนอน จากไปแล้วสี่ปีเต็ม โดยลูกชายคนเล็ก ฌอน โอโนะ เลนนอน เป็นตัวตั้งตัวตี และมีพี่ชายต่างแม่ จูเลียน เลนนอน แบ่งปันความคิดเห็นในการเลือกแต่ละเพลงเข้ามา ทั้งสิ้น 36 เพลง ที่แสดงให้เห็นความคิด-ความรู้สึกในแต่ละช่วง ความรุนแรงทางความคิดที่สะท้อนถึงสังคมขณะเวลานั้น จนถึงความอบอุ่นอ่อนโยนของคนเป็นพ่อ และคนรัก กับการเรียงเพลงที่ไม่ได้มาตามเวลา แต่จัดวางตามอารมณ์เพลงที่ไหลลื่น-มากกว่า

Gimme Some Truth เปิดอัลบั้มด้วย “Instant Karma” และเลือกเพลง “Happy Xmas (War is Over)” และ “Give Peace A Chance” มาเป็นสองเพลงปิดอัลบั้ม ก็บอกถึงแก่นความคิดที่ชัดเจนของ จอห์น เลนนอน ที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเลย-แม้เวลาจะล่วงผ่านไปแล้วถึงห้าทศวรรษ

เพลงเกือบทั้งหมดในอัลบั้มถูกนำมาผสมเสียงใหม่ ให้ความรู้สึกใหม่ที่แตกต่างจากต้นฉบับในเรื่องของซาวนด์ที่มีรายละเอียดมากขึ้น มีมิติที่ลึกกว่าที่เคยได้ฟัง แต่ในขณะเดียวกัน อารมณ์เข้มข้นแบบดั้งเดิมก็ยังคงอยู่ และทรงพลังดังที่เคยสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเพลงเพื่อสังคม เพลงสะท้อนการเมือง หรือแม้แต่เพลงรัก ไม่ว่าจะเป็นสามเพลงที่เอ่ยชื่อไปแล้วข้างต้น “Isolation”, “God”, “How Do You Sleep?”, “Mind Games”, “Oh My Love”, “Grow Old With Me” ฯลฯ ที่เรียงร้อยไปกับเพลงต้นฉบับไร้การตกแต่งเสียงใหม่ได้กลมกลืนอย่าง “Imagine”, “Power to the People” และเพลงอื่นๆโดยไม่รู้สึกแปลกแยกแต่อย่างใด

“Gimme Some Truth” ที่ถูกนำมาใช้เป็นชื่ออัลบั้มรวมเพลงชุดนี้ เป็นเพลงในแบบที่เรียกกันว่า protest songs สะท้อนความจริงทางการเมืองที่เต็มไปด้วยนักการเมืองปลิ้นปล้อน-ซึ่งเรายังคงได้เห็นและได้ยินอยู่จนถึงวันนี้ ไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนแปลงกี่สิบปีก็ตาม

และไม่ว่าจะเป็นที่ใดในโลก ทั้งโลกเสรีประชาธิปไตย หรือแม้แต่โลกสังคมนิยม