สำหรับแกรนด์ กกกอด เขาค้อ รีสอร์ทแห่งใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อช่วงเดือนธันวาคมปลายปีที่ผ่านมาบนบนพื้นที่ 12 ไร่ ในอำเภอเขาค้อ กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีทำเลที่งตั้งโดดเด่นมองเห็นวิวทิวทัศน์และหมอกที่รายล้อมได้จากทุก ๆ ห้อง ที่สำคัญเดินทางจากกรุงเทพฯ เพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น ในเรื่องนี้ นายศิริยุทธ สิริยุทธพงศ์ เจ้าของแกรนด์ กกกอด เขาค้อ ได้สะท้อนแผนการตลาดของรีสอร์ทแห่งนี้ พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรมไว้อย่างน่าสนใจ

สไตล์โรงแรมที่ไม่เหมือนใคร

โดย นายศิริยุทธ สิริยุทธพงศ์ เจ้าของแกรนด์ กกกอด เขาค้อ กล่าวว่า โรงแรมที่เขาค้อแห่งนี้มีอยู่ด้วยกัน 3 เฟส ซึ่งเฟสแรกได้ลงทุนก่อสร้างพร้อมตกแต่งไปกว่า 50 ล้านบาท ส่วนเฟสสองที่กำลังจะเริ่มก่อสร้างเป็นวิลล่าทั้งหมดประเมินราคาไว้ที่ 25-30 ล้านบาท ในรูปแบบสไตลวิลล่า ลอฟท์ คันทรี่ น่าจะเสร็จช่วงสิ้นปี 2563 เพื่อรับช่วงไฮซีซั่น มีจำนวน 4 หลัง ส่วนปี 2564 จะก่อสร้างเฟส 3 เป็นแฟมิลี่รูมอีก 5 หลัง

“เฟส 3 ซึ่งเป็นแฟมิลี่รูมนั้น จะมีแกรนด์แฟมิลี่อยู่ 1 หลัง ประกอบด้วย 2 ห้อง 2 ชั้น ข้างล่างเป็นห้องรับแขก ส่วนข้างบนเป็นห้องนอน 2 ห้อง มีลานบาบีคิว มีสระว่ายน้ำในรูปแบบน้ำตก สนนราคาคืนละประมาณ 4 หมื่น++บาท ขณะที่ในส่วนห้องแฟมิลี่ รูมที่เหลือจะอยู่ที่ราคา 1 หมื่น++ บาท เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ที่พิเศษไม่เหมือนใคร และพร้อมที่จะจ่าย โดยได้รับบริการที่ดี และได้สัมผัสความโดดเด่นของสถานที่กับวิวทะเลหมอกทุกห้องในระดับความสูงจากน้ำทะเล 888 เมตร

ทั้งนี้ นายศิริยุทธ กล่าวต่อว่า ในส่วนของค่าก่อสร้างบนเขาค้อนี้จะมีมูลค่าเป็น 2 เท่าของพื้นที่ราบ ดังนั้นจึงได้ไปลงทุนก่อสร้างโรงแรมในจังหวัดอุบลราชธานี โดยจะเริ่มในช่วงต้นปี 2564 เป็นโรงแรมในเมืองวิวทะเลสาบ ติดอ่างเก็บน้ำ มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการบริการระดับ 5 ดาว ในจำนวน 59 ห้อง ด้วยงบลงทุนประมาณ 100 กว่าล้านบาทเป็นสไตล์ชิโนโปตุกิส

“ที่ทำสไตล์นี้ เพราะว่าเมืองอุบลราชธานีเป็นจังหวัดเดียวของเมืองไทย ที่ ติดทั้งประเทศกัมพูชา และลาว อีกทั้งยังถูกจัดให้เป็นเมืองวัฒนธรรม ดังนั้นอาคารทั้งเมืองจึงถูกบังคับความสูงห้ามสร้างเกิน 15 เมตร และจะต้องมีพื้นที่รับน้ำ 50% เพราะฉะนั้น ในพื้นที่ของโรงแรมที่ซื้อไว้ประมาณ 2 ไร่ ด้วยจำนวนเงินประมาณ 50 ล้านบาท ก็สร้างได้เพียงไร่เดียว บริเวณห้วยวังนอง อำเภอเมือง ห่างจากสนามบินประมาณ 3 กิโลเมตรหรือเดินทางถึงโรงแรมเพียง 5 นาทีเท่านั้น ขณะที่ค่าก่อสร้างจะอยู่ที่ 100 กว่าล้านบาท”

เป็นธุรกิจที่รับเงินก่อนล่วงหน้า

อย่างไรก็ตาม นายศิริยุทธ กล่าวต่อว่า การลงทุนกับโรงแรม เป็นธุรกิจที่รับเงินก่อนล่วงหน้า โดยที่ถ้าลูกค้าไม่มา หรือยกเลิกทางโรงแรมก็จะได้เงินส่วนที่จองมาทันที ดังนั้นจึงเป็นธุรกิจที่น่าลงทุนเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจที่ทำอยู่ คือ โรงงานอุตสาหกรรม เคมีภัณฑ์ ที่ต้องให้เครดิตลูกค้า มีสต็อกสินค้า เป็นต้น ขณะที่ในธุรกิจโรงแรมทุกคนที่มาพักยินดีที่จะจ่าย เมื่อรู้สึกพึงพอใจในสิ่งที่ได้รับ

“กลยุทธ์ในการเลือกเดสติเนชั่นเพื่อสร้างโรงแรม ประกอบไปด้วย 1.เมืองที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง 2.ไม่มีเชนใหญ่ เพราะการที่เป็นนักธุรกิจไทยที่เข้ามาทำธุรกิจด้านนี้ ประแด็นสำคัญ คือ ตั้งเป้าที่จะประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงได้วางแผนกับการลงทุนในธุรกิจโรงแรมจะไม่ทำอะไรที่ขนาดใหญ่ และจะบริหารจัดการด้วยตัวเอง เพื่อทำให้ทุกคนจดจำ”

อีกทั้ง นายศิริยุทธ ยังกล่าวต่อว่า จากการทำธุรกิจโรงแรมที่เขาค้อ ทำให้รับรู้ถึงพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยเวลานี้ที่นิยมห้องพักของโรงแรมที่มีราคาสูงจะถูกจองต็มก่อนห้องพักในอัตราที่ถูกกว่า โดยเฉพาะห้องพักที่แกรนด์กกกอด เขาค้อจะเป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบธรรมชาติ เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเพชรบูรณ์มากนัก ประมาณ 30 กว่ากิโลเมตร ดังนั้นจึงมีนักท่องเที่ยวจากเมืองเพชรบูรณ์ และพิษณุโลกมาใช้บริการกันอย่างต่อเนื่อง

“เวลานี้โรงแรมขนาดใหญ่ที่มีจำนวนเป็นร้อยๆ ห้องจะทำตลาดค่อนข้างลำบาก เนื่องจากต้องใช้สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน พนักงานต้องมีคอยบริการเต็มที่ ซึ่งถ้าลูกค้าไม่มา โรงแรมใหญ่เหล่านั้นก็จะอยู่ไม่ได้ อย่างพัทยา ที่ให้เชนใหญ่ๆ บริหารยังต้องประกาศขาย เช่นเดียวกับที่จังหวัดภูเก็ต ดังนั้นโรงแรมขนาดไม่เกิน 100 ห้อง หรือประมาณ 60-70 ห้อง จะดูเหมาะสมกับสถานการณ์ธุรกิจโรงแรมในปัจจุบัน”

พร้อมกันนี้ นายศิริยุทธ ยังกล่าวต่อว่า ในอนาคตอีกประมาณ 1 ปี หรือ 2 ปีหลังจากโรงแรมที่จังหวัดอุบลราชธานีเสร็จเสร็จเรียบร้อย ก็จะไปลงทุนสร้างรีสอร์ทที่เกาะแถบจังหวัดตราด อย่าง เกาะกูด เป็นต้น ซึ่งเวลานี้ดูทำเลที่ดินติดชายหาดขนาด 10 กว่าไร่ โดยอยู่ระหว่างการต่อรองเรื่อวราคามูลค่ากว่า 60 ล้านบาท เพื่อนำมาก่อสร้างในรูปแบบที่แตกต่างจากสไตล์รีสอร์ทอื่นๆ ด้วยงบประมาณการลงทุนอยู่ที่ 2-3 ร้อยล้านบาท