เมื่อวันที่ 16 ก.ย.ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในการพิจารณาร่างพรบ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 64 ต่อมา นายวัฒนา เมืองสุข กรรมาธิการจากสัดส่วนฝ่ายค้าน อภิปรายเสนอตัดงบประมาณร้อยละ 10 เนื่องจากรายจ่ายประจำสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญถึง 2.2 เท่า หากเทียบกับรายจ่ายเพื่อการลงทุนที่สูงขึ้น 1.8 เท่า  ขณะที่การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้า อย่างน้อย 3 แสนล้านบาทแน่นอน ขณะเดียวกันปี 2564 ยังไม่เห็นสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นตัว อย่างการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการจัดเก็บภาษีได้ต่ำกว่าประมาณการ จึงเห็นควรปรับลดงบประมาณเพื่อให้รัฐบาลปรับลดรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะกองทัพไทยที่มีทหารมากกว่าประเทศที่เจริญแล้ว 3 ประเทศรวมกัน และเพื่อรักษากรอบความยั่งยืนและวินัยการเงินการคลัง

นายสันติ กีระนันทน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ชี้แจงถึงการระบุถึงเงินนอกงบประมาณ เทียบกับการจัดทำบัญชีภาคเอกชนมากกว่า 1 เล่ม ซึ่งอาจส่อพฤติกรรมที่ไม่สุจริต เพื่อทำให้การประเมินภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง แต่เงินนอกงบประมาณไม่ใช่การจัดทำบัญชีมากกว่า 1 เล่ม เพราะเงินนอกงบประมาณยังเป็นส่วนหนึ่งของเงินแผ่นดิน ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสามารถตรวจสอบได้ เช่น เงินนอกงบประมาณที่หน่วยงานจัดหารายได้เอง และกันเพื่อไว้ใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ โดยไม่จำเป็นต้องนำส่งคลัง ตามระเบียบกฎหมายที่ตราขึ้น

นายสันติ กล่าวต่อว่า ส่วนการปรับลดงบประมาณ 31,965 ล้านบาทเป็นครั้งแรกที่มีการปรับลดงบประมาณจนไม่เต็มวงเงินตามหลักการ โดย 17,000 ล้านบาท นำไปให้หน่วยรับงบประมาณเอากลับไปใช้ โดย 11,000 ล้านบาท กลับไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ดิน และ 5,000 ล้านบาท ใช้กรณีเพิ่มอัตราข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนั้นยังมีเบี้ยยังชีพผู้ชราและผู้ป่วยเอดส์ ส่วนที่เหลืออีก 14,000 ล้านบาท ยังไม่จำเป็นเร่งด่วนตามที่มีคำขอแปรญัตติจากคณะรัฐมนตรี จึงปรับลดวงเงินลงไปเพื่อให้ประหยัดมากที่สุด และต้องตามกำกับดูแลว่ารัฐบาลใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายเสนอตัดงบประมาณร้อยละ 10 เนื่องจากการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลไม่เคยเปลี่ยนแปลง สนองเพียงความต้องการของส่วนราชการ ไม่สนองต่อความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นการบริหารแบบรัฐราชการ และการบริหารงบประมาณไม่สอดคล้องความเป็นจริง นับแต่การรัฐประหารปี 2557 สะท้อนว่าเศรษฐกิจย้ำแย่ทุกปี แต่ก็ไม่มีการปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณ และยังต้องประสบปัญหาโควิด-19 ส่งผลกระทบเศรษฐกิจร้ายแรง แต่ต้องเสนอตัดงบประมาณ เพราะมีการจัดสรรไม่ถูกที่ถูกทาง โดยเฉพาะงบกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับการจัดซื้ออาวุธ อย่างการถอดการจัดซื้อเรือดำน้ำก็เป็นตัวอย่างการจัดงบประมาณที่ไม่เหมาะสม ขณะที่งบด้านสาธารณสุขที่จำเป็นต้องดูแลประชาชนตั้งแต่ปี 2559 จัดสรรเพียงครึ่งเดียวของกระทรวงกลาโหม

นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เสนอให่้ตัดงบประมาณร้อยละ 10 เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ยังมีภาพเป็นบวกจนมีผลกระทบต่อการประเมินรายรับและสภาพหนี้โดยรวมของประเทศไทย ทั้งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจติดลบถึงร้อยละ 8.1 เก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายแน่นอน โดยกรรมาธิการยอมรับว่าจะเก็บรายได้ 2.37 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมายแรกที่ระบุว่า 2.7 ล้านล้านบาท ขณะที่สถาบันพระปกเกล้าวิเคราะห์ว่า หากจัดสรรงบประมาณตามนี้ ปี 2564 จะมีหนี้สาธารณะ อยู่ที่ร้อยละ 60.1 เกินเพดานหนี้สาธารณะ และปี 2571 หนี้จะสูงถึงร้อยละ 77 ซึ่งต้องแก้ไขกฎหมายการจัดสรรงบประมาณ ส่วนเงินนอกงบประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท 9 ประเภท คืนเข้าคลังเพียง 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งต้องชี้แจงว่าสามารถนำมาใช้ในภาวะวิกฤตอย่างไรได้บ้าง

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เสนอตัดงบประมาณร้อยละ 8 เนื่องจากการจัดเก็บรายได้คาดการณ์ 2.67 ล้านล้านบาท จะต่ำกว่าคาดการณ์ ท้องถิ่นเก็บภาษีที่ดินไม่ได้ตามเป้า และกรรมาธิการบางคนระบุว่าอาจขาดดุลถึง 3 แสนล้านบาท รวมถึงการจัดสรรงบประมาณไม่ตอบโจทย์ประเทศ โดยเฉพาะปัญหาโควิด-19 กรรมาธิการเสียงข้างมาก สำนักงบประมาณ และรัฐบาล ขาดความใส่ใจการตอบสนองการแก้ไขปัญหาประเทศ

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และประธานวิปฝ่ายค้าน อภิปรายว่า วันนี้ไม่เห็นการปรับลดที่สอดคล้องต่อความจำเป็น เชื่อว่าหากยังเป็นเช่นนี้ในอนาคตรัฐบาลก็จะมาขอให้สภาแก้กฏหมายขยายเพดานเงินกู้อีกแน่นอน จึงอยากให้มีตัดงบบางส่วนที่เป็นไขมันไปใช้ในส่วนที่จำเป็น เช่น โครงการเพิ่มประสิทธิภาพถนน4 โครงการในจังหวัดมหาสารคาม วงเงิน 190 ล้านบาท ซึ่งยังไม่พร้อม แต่ก็ไม่มีความชัดเจนว่าอนุมัติงบประมาณให้หรือไม่ ทำให้เห็นว่าโครงการต่างๆที่พร้อมและประชาชนแบมือขอไม่อนุมัติงบให้ แต่กลับไปให้ในสิ่งที่ยังไม่พร้อม

นายสุทิน กล่าวอีกว่า งบประมาณที่โดนตัดในชั้นกมธ. ทำไมถึงโยนกลับคลัง ความจริงเมื่อตัดงบแล้วก็ต้องนำไปใช้กับส่วนอื่นๆให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่น โครงการบัตร 30 บาทรักษาทุกโรคให้ครอบคลุมถึงโรคไต หรือจะเพิ่มเงินให้กับกลุ่มบำเหน็บบำนาญข้าราชการและกลุ่มบำเหน็บบำนาญผู้สูงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาตนโดนบิดเบือนว่าจะตัดเงินของคนกลุ่มนี้จนถูกทัวร์ลง แต่ความจริงตนมีแต่จะเพิ่มให้

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ทุกคนกำลังเผชิญกับสึนามิเศรษฐกิจ แต่ไม่น่าเชื่อว่ายุคนี้เราจะมีผู้บริหารไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความยากลำบากของประชาชน งบจำนวนมากที่กำลังพิจารณาทั้งในแง่ปริมาณและการจัดสรร คือชูชีพของพี่น้องประชาชน   ตนขอตั้งข้อสังเกตของการจัดทำงบประมาณ 5 ข้อ ดังนี้ 1.โครงสร้างงบประมาณยังไม่ตอบโจทย์มหาวิกฤต ไม่รองรับวิกฤตและอาฟเตอร์ช็อกของมันได้ 2.งบที่ตัดไม่ใช่ตัดจริงๆ ไม่ใช่การรีดไขมันจริงๆ 3.รัฐราชการโตขึ้น 4 เปอร์เซ็นของทุกปี โตยิ่งกว่าจีดีพี 4. การกระจายอำนาจ ท้องถิ่นถูกรีดภาษีและได้เงินชดเชยไม่เพียงพอ แม้มีการให้งบเพิ่มกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไปแล้ว แต่ก่อนหน้านี้รัฐบาลสั่งงดเก็บภาษีสิ่งก่อสร้างไป จึงทำให้อปท.ได้รับความเสียหายมา และ 5.ประมาณการฐานะทางการคลัง อาจทำให้คลังแตกได้ งบประมาณที่ปรับลดลงเหลือ 3.28 ล้านล้านบาท อาจต้องตั้งงบขาดดุลประมาณ 8-9 แสนล้านบาท เป็นการขาดดุลจำนวนมากและต่อเนื่อง เราต้องไล่ใช้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นงูกินหางที่สร้างข้อจำกัดในการจัดงบประมาณในปีต่อๆไป แม้รัฐบาลจะยืนยันว่าฐานะทางการคลังเข้มแข็ง ไม่ถังแตก แต่สงสัยว่าทำไมถึงแก้ปัญหาให้ประชาชนไม่ได้ เชื่อว่าหากจัดสรรงบให้ดี ตรงจุด ตรงเป้าหมาย จะนำพาประเทศพ้นวิกฤตและคงสถานะคงคลังได้ หากเราตัดงบที่ไม่จำเป็นได้