เริ่มแล้ว สำหรับเด็กนักเรียนราว 3,735,521 คน กลับเข้าสู่โรงเรียน 13,280 แห่ง เกือบทั่วประเทศซีเรีย ซึ่งจะมีการเรียน การสอน เป็นวันแรก เมื่อต้นสัปดาห์นี้

โดยเป็นบรรยากาศ การเรียน การสอน ที่มีขึ้นภายหลังประเทศ เผชิญหน้ากับภัย “สงครามกลางเมือง” ที่ดำเนินมาเป็นเวลานานถึง 9 ปีเศษ

จากเดือน มี.ค. 2011 (พ.ศ.2554) ถึง ณ วินาทีนี้ไฟสงครามกลางเมืองที่ว่า ก็ยังคงลุกโชนเผาประเทศดินแดนตะวันออกกลางแห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

ด้วยเสียงปืนที่ยังคงแตก คำรามดังเปรี้ยงปร้าง จากกลุ่มติดอาวุธฝ่ายกบฎต่อต้านรัฐบาลดามัสกัส ที่ยังเดินหน้าสัประยุทธ์กับกองทัพรัฐบาลของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด อย่างไม่หยุดหย่อน

ก่อนที่จะต่อตามมาด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด-19 ที่ปรากฏว่า “ซีเรีย” ตกเป็นเหยื่อล้มหายตายป่วยต่อเชื้อไวรัสร้ายเขย่าโลกชนิดนี้ด้วย

ตามรายงานทางตัวเลขของสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในซีเรีย ก็ระบุว่า มีผู้ป่วยติดเชื้อจำนวนสะสมอยู่ที่ 3,540 ราย มากเป็นอันดับที่ 124 ของโลก จากจำนวนประเทศและเขตการปกครองต่างๆ ที่มีผู้ติดเชื้อ 213 ประเทศและเขตการปกครอง ส่วนผู้ป่วยที่เสียชีวิตมีจำนวน 155 ราย และผู้ป่วยที่รักษาหายมีจำนวนสะสม 842 ราย

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา และสาธาณสุข ล้วนต่างชี้นิ้วฟันธงตรงกันเป็นเสียงเดียวว่า ประเทศซีเรีย น่าจะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยที่เสียชีวิต มากกว่าที่มีรายงานอย่างเป็นทางการ เนื่องจากระบบสาธารณสุข การแพทย์ ของประเทศแห่งนั้น ต้องถือได้ว่า ล้าหลัง เพราะภินท์พังอย่างย่อยยับไปกับสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน

โดยมีรายงานไปถึง “สหประชาชาติ” หรือ “ยูเอ็น” แบบฟ้องกันกลายๆ ด้วยว่า กองทัพรัฐบาลซีเรียภายใต้การนำของประธานาธิบดีอัล-อัสซาด ซึ่งมีรัสเซียของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ให้การสนบสนุนนั้น ถล่มโจมตีเป้าหมายต่างๆ ในพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกบฎอย่างไม่บันยะบันยัง รวมทั้งโรงเรียน และโรงพยาบาล ก็ยังตกเป็นเป้าถล่ม

นอกจากนี้ เรื่องค่าใช้จ่ายการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิดฯ ที่เมื่อกล่าวถึงในซีเรียแล้ว ก็ต้องถือว่า “ราคาแพง” โดยมีตัวเลขระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิดฯ ต่อคนต่อครั้ง อยู่ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราว 1,878 บาท ในขณะที่เงินเดือนของคนทำงาน เฉลี่ยแล้วก็ไม่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ราวๆ 3,131 บาท

เรียกว่า ตรวจหาเชื้อโควิดฯ อย่างเดียว เดือนนั้นทั้งเดือน ต้องรัดเข็มขัดกันจนท้องกิ่ว ไส้แห้ง
ส่งผลให้ชาวซีเรียเป็นจำนวนมาก ไม่สนใจที่จะเข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสมรณะข้างต้น
ด้วยการแพร่ระบาดที่หลายฝ่ายคาดว่า เชื้อไวรัสโควิดฯ อาจหมกตัวตามผู้คน ชุมชน ต่างๆ ก็ทำให้พากันหวั่นเกรงกันว่า การเปิดโรงเรียน ที่มีการเรียน การสอน เป็นหะแรกเริ่มของซีเรียในปีนี้ อาจทำให้บรรดาเด็กๆ นักเรียนติดเชื้อไวรัสร้าย เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ แม้กระทั่งประเทศที่เจริญแล้ว อย่างในภูมิภาคยุโรป ก็ประสบกับเด็กนักเรียน ติดเชื้อไวรัสโควิดฯ เป็นจำนวนมาก ทันทีที่เปิดโรงเรียนได้ไม่กี่วัน

อย่างไรก็ดี ในประเด็นเรื่องความห่วงใยของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิดฯ ในเด็กนักเรียนหลังเปิดเรียน ทางการดามัสกัส รัฐบาลกลางซีเรีย โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีคำสั่งให้บรรดา ผอ.โรงเรียนทั้ง 13,280 แห่ง และโรงเรียนที่เรียนกันกลางแจ้ง เพราะโรงเรียนหลายแห่งถูกทำลายไปจากไฟสงครามกลางเมืองไปนั้น ให้ทำหน้าที่เป็นผู้นำของการต่อสู้การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิดฯ ของในโรงเรียน และสถานการศึกษาแต่ละแห่งอย่างเข้มงวด เช่น การจัดระเบียบกำหนดให้ทุกคนในสถานการศึกษาสวมหน้ากากผ้า หรือน้ากากอนามัย ให้มั่นล้างมือบ่อย รวมถึงให้เว้นระยะห่างทางสังคม

นอกจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดฯ แล้ว หลายฝ่ายยังเป็นกังวลเรื่องสวัสดิภาพความปลอดภัยของนักเรียน ตลอดครูผู้สอน จากการที่หลายพื้นที่ยังมีการสู้รบระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายกบฏอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่ภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย เช่น ที่ จ.อิดลิบ

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาของฉากการสู้รบ ทั้งสองฝ่าย ก็ถล่มกันแหลก แม้ในพื้นที่อ่อนไหวทางพลเรือน เช่น โรงพยาบาล และโรงเรียน ก็ไม่ได้รับการยกเว้น

โดยมีรายงานจากทางยูนิเซฟ ระบุว่า ตลอด 9 ปีกว่าเป็นต้นมา โรงเรียนกว่า 7,000 แห่ง ถูกทำลายจนพังพินาศจากสงครามกลางเมือง

เรียกว่า ทั้งครู ทั้งนักเรียน ในซีเรีย นอกจากเรียน-สอนกันไปแล้ว ก็ยังต้องระมัดระวังทั้งโควิดฯ พร้อมกับต้องหลบกระสุน ลูกระเบิด กันไปด้วยใจระทึก