ลีลาชีวิต / ทวี สุรฤทธิกุล

“ถ้าเราไม่มาเป็นทหาร จะมีใครมาตายแทนนายทหารพวกนี้ไหม”

อภิชาติถามขึ้นหลังการฝึกอย่างหนักในวันหนึ่ง ชีวิตของทหารเกณฑ์ช่างน่าเบื่อหน่าย ตื่นแต่เช้าตีห้าทุกวัน ฝึกอีกวันละสองชั่วโมง กินข้าวสามมื้อ นอน แล้วก็หมุนวนไปแบบนั้น หลายคนแสดงอาการสุดทนด้วยการไม่ตื่นตามเวลา ไม่ยอมฝึกซ้อม และไม่ยอมทำตามคำสั่ง คนเหล่านี้ก็จะถูกลงโทษด้วยการให้แยกซ้อมเดี่ยว บางคนไม่ยอมนอน ก็จะถูกสั่งให้ลงมาวิ่งรอบสนามที่หน้ากองร้อยฝึก พร้อมกับส่งเสียงร้องประจานตัวเองว่า “ผมจะเป็นทหารที่ดีคร้าบๆๆ” บางคนถูกโกนผมเป็นรูปกากบาท ซึ่งแสดงว่าได้ทำผิดซ้ำซาก และบางคนหนีออกจากกองร้อย พวกนี้ถูกตามตัวกลับมาได้ไม่ยาก เพราะมีการควบคุมทางเข้าออกอย่างแน่นหนา เว้นแต่ว่าจะหนีออกไปทางป่ามันสำปะหลัง ซึ่งก็จะเป็นเขตป่าที่ต้องลำบากไปอีกเป็นวันเพื่อหาทางไปถนนหรือหารถกลับบ้าน พวกนี้พอถูกจับได้ก็จะถูกนำมาขังที่คุกของกองบิน 3 วันบ้าง 5 วันบ้าง และหนักสุด 15 วัน

อภิชาติถูกโกนผมเป็นรูปกากบาทอยู่ครั้งหนึ่ง ความผิดของเขาก็คือไม่ค่อยตั้งใจฝึก ทำให้โดนทำโทษในสนามฝึกอยู่บ่อยๆ พอนานๆ ครั้งก็เลยมาถูกทำพิธีกล้อนผม ต่อหน้าเพื่อนทหารเกณฑ์นับร้อย และวิ่งรอบสนาม 20 รอบ พร้อมกับร้องเสียงดังๆ ไปด้วยว่า “ผมจะไม่ทำอีกแล้วคร้าบๆๆๆ” บางครั้งเขาแกล้งป่วย ที่ง่ายที่สุดคือทำเป็นลมล้มลงไป มีคนมาบอกว่าถ้ากินใบฝรั่งเยอะๆ แล้วตัวจะร้อน เขาก็ไปหามากิน ฝึกไปได้เดือนกว่าๆ พวกเราสังเกตเห็นว่าเขาวิ่งไม่ค่อยไหว ต่อมาพวกเราเห็นเขามีรถพยาบาลมารับตัวเขาหายไปหลายวัน มีคนมาส่งข่าวพวกเราว่า อภิชาติเป็นไส้เลื่อน ต้องขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลภูมิพลที่ดอนเมือง ซึ่งพวกเรามารู้ภายหลังว่านั่นก็เป็น “การกระทำ” ของอภิชาติอีกนั่นแหละ ที่เขาพยายามทำตัวให้เป็นไส้เลื่อน โดยเขาได้ทราบมาจากรุ่นพี่ถึงวิธีการดังกล่าว เขาออกวิ่งและฝึกกับพวกเราทุกวัน แต่ไม่ใส่กางเกงใน ซึ่งก็ส่งผลให้เป็นไส้เลื่อนดังกล่าว

อภิชาติมีเวลาพักฟื้นไม่นาน แต่พอกลับมาฝึกก็ไม่ต้องวิ่งหรือออกกำลังหนักๆ อย่างพวกเรา อภิชาติมีฝีมือด้านการนวดเฟ้น ทราบว่าเขาได้วิชานี้มาตอนบวชเป็นพระ เพราะเขาต้องนวดหลวงตาอยู่บ่อยๆ เขาชอบหยอกล้อเพื่อนๆ ด้วยการเข้ามาบีบตามเนื้อตามตัว แต่กลับเป็นว่าเขานวดแล้วทำให้รู้สึกสบายหายเมื่อย พอครูฝึกทราบเรื่องนี้ก็ขอให้เขาไปนวดบ้าง ครูฝึกบางคนใจดีให้เงินเขา 5 บาทบ้าง 10 บาทบ้าง ทำให้เขามีกินมีใช้ดีกว่าพวกเราทุกคน แต่เขาก็มีน้ำใจดีมาก บางครั้งเขาเอาเงินที่ได้จากการนวดไปซื้อขนม มาแบ่งให้เพื่อนบางคนที่ไม่สบายได้กิน เขาเคยซื้อโดนัทที่เป็นแป้งวงๆ ทอดชุบน้ำตาลมาให้ผม จากที่อดอยากมานานทำให้ผมจำได้อย่างแม่นยำว่า มันเป็นโดนัทที่อร่อยที่สุดในโลก

พวกเราได้เบี้ยเลี้ยงการมาเป็นทหารเกณฑ์นี้วันละ 18 บาท แต่ไม่มีโอกาสได้เห็นตัวเงิน เงินจะถูกบันทึกไว้ในบัญชี แล้วจะให้ตอนสิ้นเดือน ซึ่งก็เหลือไม่ถึงร้อยบาท เพราะต้องถูกหักเป็น “ค่าโน่น ค่านี่” อยู่เป็นประจำ ที่เป็นก้อนใหญ่ๆ ก็เช่น ชุดพราง ที่เป็นชุดสั่งตัด ผู้กอง(คือตำแหน่งของผู้บังบัญชาสูงสุดที่กองร้อยฝึก)บอกว่าเอาไว้ใส่เวลาไปข้างนอก เพราะจะเป็นชุดที่ตัดเย็บด้วยผ้าอย่างดี มีลวดลายสวยงาม พร้อมติดเครื่องหมายต่างๆ อย่างโก้หรู ราคาหลายร้อยบาท ซึ่งพวกเราจะถูกหักเงินเป็นรายเดือน เดือนละร้อยกว่าบาท นอกจากนี้ยังมีรายการ “การกุศล” ต่างๆ มาเรี่ยไรเงินจากพวกเราอยู่เป็นประจำ รวมถึงการเก็บค่า “ชมมวย” ที่สนามมวยของกองบินจะมีการชกทุกวันพฤหัสฯ ครั้งละ 5 บาท โดยที่พวกเราไม่เคยได้ไปชมมวยเลย และไม่ทราบแม้กระทั่งว่าใครชกกับใคร ใครแพ้ใครชนะ ส่วนเงินที่ได้ “ท่าน” เอาไปทำอะไรบ้าง พวกเราก็ไม่รู้

กองร้อยฝึกสอนให้พวกเราเอารัดเอาเปรียบกันและกันอย่างไม่รู้ตัว ที่เกิดขึ้นทุกวันก็คือในทุกมื้อของการกินข้าว หลายคนพยายามที่จะตีสนิทกับพวกทหารสูทกรรม ที่มีหน้าที่ทำอาหาร ตักข้าวและกับข้าวให้กับเรา บางคนเอาขนมจนถึงเอาบุหรี่ไปแลก เพื่อที่จะให้ได้กินหมูเป็นชิ้นๆ ปลาทูเป็นตัวๆ หรือไข่ต้มเพิ่มอีกสักลูก รวมทั้งขนมที่มีปริมาณมากกว่าเพื่อนคนอื่น เพราะโดยทั่วไปเขาจะตักข้าวและกับข้าวแบบโปะๆ รวมๆ ที่ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นหมูเป็นเนื้อเป็นไก่ เพราะจะต้มหรือผัดรวมกับผักรวมกันไปเขละๆ เละๆ ชิ้นหมูเนื้อไก่ส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งใส่ชามไว้ข้างๆ หม้อ ใครอยากกินเป็นชิ้นๆ ก็ต้องมีสิ่งของมาแลก หรือบางคนที่พอมีเงินก็แอบเอาเงินแลก ซึ่งจ่าที่คุมโรงครัวบอกกับพวกเราว่า ค่าอาหารทั้ง 3 มื้อนี้วันละ 12 บาท จะเอาอะไรนักหนา ซึ่งพวกเรามารู้ภายหลังว่าเงิน 12 บาทนี้ก็หักจากค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 18 บาทนั่นเอง นั่นแสดงว่า เราถูกหักเดือนละ 360 บาท รวมกับค่าเสื้อชุดหล่อที่ถูกหักรายเดือนอีก 120 บาท กับค่าดูมวยเดือนละ 20 บาท แต่ละเดือนที่เรามีเบี้ยเลี้ยงรวม 540 บาท ก็จะเหลือเงินเพียง 60 บาทเท่านั้น (ยังไม่นับกับการเรี่ยไรต่างๆ ที่มีเข้ามาเดือนละ 2-3 ครั้งๆ หนึ่งก็ 5-10 บาท) ซึ่งส่วนตัวของผมไม่เคยเบิกออกมาเลย จนกระทั่งเป็นทหารครบหกเดือนก็ไปเบิกออกมาเพื่อกลับบ้าน จึงพบว่าเงินของผมเหลืออยู่แค่ 200 กว่าบาท ! (ซึ่งก็รวมกับเงินที่ผมฝากไว้ร้อยกว่าบาทในตอนที่เข้ามาที่กองร้อยฝึกในวันแรกนั้นแล้ว)

ช่วงที่ไปเป็นทหารนั้นเป็นหน้าฝน โชคดีที่เรามีอาหารที่หาได้จากธรรมชาติหลายอย่าง ที่ชอบมากก็คือ “เห็ดโคน” ที่พวกเราเอามาชุบกับน้ำเกลือแล้วย่าง มันถูกเรียกว่า “ไก่ป่าย่าง” เพราะความอร่อย เนื้ออันหนึบแน่น และกลิ่นหอมที่ไม่มีอะไรเหมือน ทั้งนี้จะมีโอกาสได้ “ออกไปหากิน” ก็แต่ในหมู่ทหารที่ไปเข้าเวรตามหอเฝ้ายามรอบๆ สนามบิน ที่เป็นป่าไผ่และป่าเต็งรัง ถ้าเกิดในกอไผ่จะเรียกว่า “เห็ดปลวก” เพราะออกเป็นช่อเล็กๆ เหมือนตัวปลวกที่ปีนไต่อยู่รอบๆ กอไผ่นั้น ส่วนที่อยู่บนดินในป่าเต็งรัง ดอกจะใหญ่สูงเป็นคืบ เวลาบานกลีบดอกจะกว้างถึงขนาดฝ่ามือผู้ใหญ่ แต่ทั้งสองเห็ดนี้ก็กินอร่อยเหมือนกัน นับว่าเป็น “อาหารจากสวรรค์” โดยแท้

“เมนูป่า” ยังมีอีกมาก ซึ่งพวกราเทหารเกณฑ์ได้ค้นพบอย่างไม่ได้ตั้งใจ