PRINC มั่นใจครึ่งหลังของปี 63 ดีหลังเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 3 พร้อมเดินหน้าเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่งตามแผนเดิม คาดใช้เงินลงทุนราว 3,900 ล้านบาท ยอมรับผลจากโควิด-19 ส่งผลประกอบการไตรมาส 2 รายได้ลดลง 23%

นายสาธิต วิทยากร ประธานคณะกรรมการบริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด(มหาชน) หรือ PRINC เปิดเผยว่า ช่วงฤดูฝนหรือเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนของทุกปีต่อเนื่องถึงช่วงไตรมาส 3 ถือเป็นช่วงวงจรธุรกิจขาขึ้นสำหรับธุรกิจโรงพยาบาล แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทางรัฐบาลประกาศมาตรการล็อคดาวน์ สนับสนุนให้ประชาชนรักษาระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาของกลุ่มโรงพยาบาลภายใต้การบริหารของบริษัทลดลงโดยเฉลี่ย 10-15% และทำให้รายได้รวมของบริษัทในงวดไตรมาส 2 ของปี 2563 มีจำนวน 523 ล้านบาท ลดลง 23% และมีผลขาดทุนสุทธิ 183 ล้านบาท

ทั้งนี้บริษัทประเมินว่าตลอดปี 2563 การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจโรงพยาบาล แต่คาดว่าธุรกิจโรงพยาบาลจะฟื้นตัวได้เร็วและดีกว่า ทำให้คาดว่าผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 โดยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปี 2563 จะมีทิศทางที่ดีกว่างวด 6 เดือนแรกของปีนี้ ที่มีรายไดรวม 1,233 ล้านบาท และมีผลขาดทุนสุทธิ 305 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทได้ให้ความสำคัญ และติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมกับประเมินผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจและวางแผนเพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิผล

โดยภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน บริษัทยังคงเป้าหมายขยายจำนวนโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่ง ภายในปี 2565 จากปัจจุบันมีจำนวน 11 แห่ง คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 3,900 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก จำนวน 8 โรง ใช้เงินลงทุนรวมราว 2,400 ล้านบาท และโรงพยาบาลขนาดใหญ่อีก 1 โรง เงินลงทุนราว 1,500 ล้านบาท

“บริษัทยังคงแผนลงทุนเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่งภายในปี 2565 เพียงแต่จะเป็นการทยอยลงทุนและปรับกลยุทธ์ด้วยการลดขนาดของโรงพยาบาลให้เล็กลง เพื่อให้บริการรองรับผู้มีรายได้ปานกลาง สอดคล้องกับรายได้ของประชากรซึ่งลดลงตามการหดตัวของเศรษฐกิจ”

สำหรับแหล่งเงินลงทุนนั้นจะอาศัยหลายช่องทางการระดมทุนด้วยฐานะการเงินในปัจจุบันค่อนข้างแข็งแกร่ง อัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำ 0.56 เท่า ทำให้มีเพดานในการกู้เงินได้อีก เมื่อเทียบกับโรงพยาบาลทั่วไปอัตราหนี้สินต่อทุนจะรักษาไม่ให้เกิน 1 เท่า รวมไปถึงหากสามารถได้ข้อสรุปการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ 3 แห่ง มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท จะทำให้มีสภาพคล่องนำไปลงทุนเพิ่มได้ ประกอบไปด้วยโครงการแมริออท เอ็คเซ็คคิวทีฟ อพาร์ทเม้นท์ สาทร วิสต้า-กรุงเทพ โครงการซัมเมอร์เซ็ท เอกมัย แบงค็อก และอาคารบางกอกบิสซิเนสเซ็นเตอร์

ขณะเดียวกันล่าสุดที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติหุ้นการเพิ่มทุนจดทะเบียน แบบมอบอำนาจทั่วไป(General Mandate) จำนวน 346.23 ล้านหุ้น ทำให้บริษัทมีความคล่องตัวในการระดมทุน และเป็นช่องทางในการมองหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ทางด้านธุรกิจโรงพยาบาล