วันที่ 14 ส.ค. 2563 ที่ศาลาสภาบริหารคณะสงฆ์จังหวัดพิจิตร วัดท่าหลวง พระอารามหลวง อ.เมืองพิจิตร พระราชสิทธิเวที,รศ.ดร. เจ้าคณะจังหวัดพิจิตร ได้จัดให้มีการประชุมพระสังฆาธิการระดับจังหวัด โดยมี พระวิสุทธาธิบดี กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 4 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ซึ่งการประชุมในครั้งนี้มีพระสังฆาธิการระดับที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด , รองเจ้าคณะจังหวัด , เจ้าคณะอำเภอ , รองเจ้าคณะอำเภอ , เจ้าคณะตำบล และเจ้าอาวาสจากวัดต่างๆ ใน 12 อำเภอของจังหวัดพิจิตร รวม 609 รูป ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ทำตามมติมหาเถรสมาคม วัตถุประสงค์ก็เพื่อกำหนดการตรวจการคณะสงฆ์และการประชุมพระสังฆาธิการ โดยยึดหลักการปฏิรูปกิจการคณะสงฆ์ 6 ด้าน และแผนยุทธสาสตร์การปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา 13 โครงการ บวก 1 โครงการ มีวิสัยทัศน์ “พุทธศาสตร์มั่นคง ดำรงศีลธรรม นำสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน” ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เช่น นายณัฏฐ์ปวัฒน์ ลือยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพิจิตร ก็ได้มาเป็นวิทยากรถวายความรู้ในด้านต่างๆที่เป็นสิทธิ อำนาจ หน้าที่ ของพระสงฆ์ ในการปฏิบัติตนและการพัฒนาพระพุทธศาสนาแบบ New Normal นอกจากนี้ ผศ.ดร.ปฏิธรรม สำเนียง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย นครสวรรค์ ก็ได้ถวายความรู้เรื่องการขับเคลื่อนศูนย์ประสานงานหลักประกันสุขภาพวิถีพุทธ ที่พระสงฆ์และชุมชนสามารถเขียนแผนโครงการไปขอรับเงินสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนเสริมสร้างสุขภาพ ( สสส. และ สปสช. ) ที่สนับสนุนงบประมาณและมีเม็ดเงินกองอยู่ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ที่ขณะนี้มีเงินค้างท่อ กล่าวคือ ไม่มีผู้เขียนโครงการมาขอใช้เงินให้เกิดประโยชน์กับพระพุทธศาสนาหรือภารกิจอื่นๆ ด้านสุขภาพของพระสงฆ์และคนในชุมชน ซึ่งเรื่องนี้ได้รับความสนใจจากที่ประชุมเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับ นายพยนต์ อัศวพิชยนต์ รองผู้ว่าฯพิจิตร ก็ได้ถวายความรู้เรื่องนโยบายจังหวัดพิจิตรกับกิจการพระพุทธศาสนา

ในส่วนของ พระวิสุทธาธิบดี กรรมการมหาเถรสมาคม รักษาการแทนเจ้าคณะภาค 4 ก็ได้กล่าวว่าปัจจุบันมีผู้ร้องเรียนการประพฤติตนของพระสงฆ์ ซึ่งอาจเป็นในเมืองหลวงมากกว่าในพื้นที่ชนบทที่พระสงฆ์ประพฤติตนไม่เหมาะสม เช่น ออกบิณฑบาตตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น พระสงฆ์บางรูปยืนบิณฑบาตอยู่กับที่ รับบิณฑบาตอาหารคาว-หวาน มากเกินความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ได้รับดอกไม้บูชาพระแล้วนำไปทิ้งขว้าง ทำให้ทำลายความศรัทธาของญาติโยม อีกทั้งพระบางรูปก็บิณฑบาตอยู่จนสาย 10โมงเช้าก็ยังไม่กลับวัด ยืนรับบิณฑบาตอยู่นั่นเอง ดังนั้นจึงขอฝากพระสงฆ์ของจังหวัดพิจิตรควรระมัดระวังในการปฏิบัติตนและควรทำในสิ่งที่ปลูกฝังสร้างศรัทธาในพระพุทธศาสนาเพิ่มศักยภาพทางปัญญาร่วมมือภาคีเครือข่ายให้เกิดสัมฤทธิ์ผล พัฒนาระบบธรรมาภิบาลเพื่อธำรงไว้ซึ่งศาสนาพุทธให้สมกับที่เป็นศาสนาประจำชาติและเป็นที่พึ่งทั้งทางการและทางใจให้กับญาติโยมสืบต่อตลอดไปอีกด้วย