จากรายงานของเซาธ์ไชน่ามอร์นิ่งโพสท์ได้ระบุว่า โพลของมอร์นิ่งคอนซัลท์ ที่ปล่อยออกมาเมื่อเดือนที่แล้วแสดงให้เห็นว่ามีพลเมืองชาวอเมริกันเพิ่มขึ้น 28% ที่ชอบทำงานกับจีนในการต่อสู้กับโรคระบาด โดยไม่คำนึงถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสองประเทศ

การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้เกิดการทดสอบใหม่ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีน แม้ว่าในระดับของรัฐบาลนั้นความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนจะ “อยู่ที่จุดต่ำสุดในรอบทศวรรษ” แต่ในตอนนี้วิกฤติการณ์ “ต้องการความพยายามสูงสุดของพวกเรา” จากทั้งสองฝ่าย เซาธ์ไชน่ามอร์นิ่งโพสท์กล่าว

บทความ “ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีน ประชาชนชาวอเมริกันและชาวจีนแสดงถึงความร่วมมือกันสู้กับโควิด-19” ซึ่งนั่นชี้ให้เห็นว่าสหรัฐฯและจีนได้ร่วมมือกันเป็นอย่างดีในการศึกษาเกี่ยวกับไวรัสในช่วงแรกของการระบาด “นักวิทยาศาสตร์ของสหรัฐฯและจีนมักจะร่วมมือกันเป็นศูนย์กลางของความพยายามในการต่อสู้กับโควิด-19” แต่ต่อมา “การเมืองได้เข้ามามีบทบาทที่ดีในด้านวิทยาศาสตร์” ซึ่งถือเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการร่วมมือกัน

ยิ่งไปกว่านั้น “ธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกก็มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤตการณ์” ผู้นำธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกันในทั้งสองประเทศเช่น Li Lu และ Jack Ma ได้รับการยกตัวอย่างว่าเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในการจัดสรรเวชภัณฑ์ นอกจากนี้ “ยังมีบุคคลจำนวนมากนับไม่ถ้วนและกลุ่มที่ไม่แสวงหาผลกำไรได้เก็บรวบรวมเงินบริจาคและจัดส่งเวชภัณฑ์ไปยังโรงพยาบาลและผู้ประสบเหตุคนแรก”

“การกระทำเช่นนี้ได้ช่วยชีวิตผู้คนและแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯและจีนทำงานร่วมกันได้ดีขึ้นอย่างไร แทนที่จะต่อต้านซึ่งกันและกัน เพื่อยุติวิกฤติ” เซาธ์ไชน่ามอร์นิ่งโพสท์ตั้งข้อสังเกต โดยขณะนี้เรากำลังเข้าสู่ขั้นตอนใหม่ของการระบาดใหญ่ ซึ่งความร่วมมือกันระหว่างสหรัฐฯและจีนคาดว่าจะเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น เช่นเดียวกับที่บทความกล่าวว่า“สหรัฐฯและจีนรวมกันเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และการผลิตของโลก แต่ละประเทศควรให้การสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างบริษัทที่สามารถพัฒนาผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันรักษาโรคและวัคซีนในที่สุด”