คนข้างวัด / อุทัย บุญเย็น

รายการ “ช่องส่องผี” เป็นเหมือนการแสดงละครทีวี กำลังเผยแพร่อยู่ทางยูทูบ (เมื่อก่อนเคยเผยแพร่ทางทีวีช่องปกติ) คนที่ดึงดูดผู้ชมได้มาก เห็นจะเป็นผู้ใช้นามว่า “อาจารย์เรนนี่” ซึ่งเป็นสุภาพสตรี อายุสัก 30 เศษๆ เพราะเป็นคนเดินเรื่อง

ช่องส่องผี น่าจะเริ่มต้นจาก “กล้องถ่ายภาพ” ที่ทำหน้าที่จับภาพวิญญาณ (เป็นรูปโครงของร่างมนุษย์ ลักษณะเหมือนแป๊บน้ำหรือเหล็กไขหัวหมุดเป็นท่อนๆ ต่อกันเป็นโครงร่าง ดูเผินๆเหมือนโครงกระดูกมนุษย์ส่วนที่เป็นคอ แขน ขา เคลื่อนไหวได้) กล้องที่ว่านี้ เป็นกล้องรุ่นเก่า ในวงการภาพยนตร์(ฮอลลีวูด) เคยใช้ทำงาน เนื่องจากเป็นกล้องรุ่นเก่า ก็เลยทำงานได้ไม่สมบูรณ์แบบ ปัจจุบันกล้องรุ่นนี้มีการพัฒนาขึ้นมาก การเคลื่อนไหวของโครงร่าง มีความสมบูรณ์มากขึ้น เช่น สามารถใช้ได้ในทุกบรรยากาศ ไม่จำเป็นต้องอาศัยบรรยากาศเป็นรูปทรงต่างๆ นำ เป็นต้น

ผมเคยเห็น(ทางยูทูบ) การถ่ายรูปวิญญาณครั้งแรกในสถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในตอนดึกของคืนหนึ่ง ได้แต่นึกในใจว่า วิญญาณเป็นนามธรรม ส่วนกล้องถ่ายรูปเป็นวัตถุ ไม่น่าจะสื่อกันได้ ยังเชื่อว่าการรู้เห็นวิญญาณน่าจะรู้เห็นด้วยจิต ซึ่งเป็นนามธรรมด้วยกัน เช่น รู้เห็นด้วยฌาน หรือ สมาธิ หรือด้วย ญาณ อย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้ากล้องถ่ายรูปอันเป็นเทคโนโลยี (เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์) สามารถจับภาพวิญญาณได้ ก็คิดว่าเป็นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อีกขั้นหนึ่ง คงใกล้จะมีการพิสูจน์ความมีอยู่ของ “วิญญาณ” หรือ “จิต” ได้กระมัง?

เมื่อนักเล่นกล้องและอาจารย์ทางวิชาวิทยาศาสตร์ ออกมาวิจารณ์การทำงานของกล้อง ก็ออกจะเสียดายอยู่

แต่ดูเหมือน ทีมงาน “ช่องส่องผี” ยังใช้กล้องนั้นด้วยความเชื่อว่า มีวิญญาณตามที่กล้องรู้เห็นจริง

แต่ผมก็ติดตามดูช่องส่องผีอยู่ไม่ได้คลาดสายตา และออกจะไม่สนใจภาพโครงร่างสีฟ้าและสีเขียว ที่เคลื่อนไหวยึกยือๆ อยู่นั้นแต่อย่างใด เพราะยังไม่เชื่อว่า วัตถุจะสื่อวิญญาณได้

ติดตามดูช่องส่องผี เพราะสนใจ “การเห็น” ของคุณเรนนี่ ที่พูดได้เป็นคุ้งเป็นแควว่า “วิญญาณ” กำลังทำอะไรอยู่อย่างไร

ยอมรับว่า คุณเรนนี่ เป็นคนมีความรู้ทางธรรม(ทางพุทธศาสนา) และมีความรู้เรื่องวิญญาณพอสมควร ท่านพูดได้น่าเชื่อและน่าฟัง (มาทราบตอนหลังว่า คุณเรนนี่เคยฝึกนั่งสมาธิและเคยเรียนธรรมะ จบนักธรรม(ธรรมศึกษา) ชั้นเอกมาก่อนเป็นคนจังหวัดชัยภูมิ มีความรู้ทางประวัติศาสตร์พอสมควร

คุณเรนนี่ ประสบอุบัติเหตุ(รถคว่ำ) หมดสติไป 49 วัน (พูดกันว่าท่านตาย 49 วัน แล้วฟื้นขึ้นมา แต่เท่าที่ฟังท่านพูด ดูเหมือนไม่ได้ระบุว่า “ตาย” จึงคิดว่าคงเป็นการสลบ-หมดสติ มากกว่า) เมื่ออายุ 13 ปี

อีกเรื่องหนึ่งที่ทราบตอนหลัง คือ ท่านเคยเรียนหรือเคยเป็น “หมอดู” มาก่อน แสดงว่า ความเชื่อเรื่อง “กรรม” ของท่านเป็นไปตามแบบหมอดูทั่วๆไป คือเชื่อว่ากรรมเป็นสิ่งที่ตัดได้ แก้ไขได้ แม้แต่เรื่องวิญญาณ ท่านก็มีความเชื่อตามแบบหมอดูทั่วๆไป

สิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือคนที่มีประสบการณ์ในเรื่องการสลบ-หมดสติ ด้วยอุบัติเหตุต่างๆ (ซึ่งยังไม่ตายตามที่วิชาแพทย์ระบุว่า เมื่อสมองตาย จึงเป็นการตาย ลำพังหัวใจหยุดเต้น ยังเป็นเพียงการหมดสติหรือสลบ) เมื่อฟื้นจากสลบเป็นปกติ มักจะมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นในร่างกาย โดยเฉพาะสมอง คือเกิดอาการ “รู้” แบบญาณ คือมีการรู้แปลกๆผิดจากคนทั่วไป

ผมเคยพบคนๆหนึ่ง สมัยไปเรียนปริยญาโทที่มช.(มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เขาได้ติดตามเพื่อนคนหนึ่งไปเข้าห้องเรียนกับพวกเราด้วย เขาเล่าเองว่า เคยประสบอุบัติเหตุด้วยรถมอเตอร์ไซค์สลบไป เมื่อฟื้นขึ้นมา เขาสามารถบวกลบคูณหารได้รวดเร็วไม่แพ้เครื่องคิดเลข วันนั้นพวกเราได้ทดลองความเร็วนั้น พบว่า เขาคิดเลขได้เร็วจริง อย่างไม่น่าเชื่อ และเขาก็ตอบไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไรอีกไม่กี่วันหลังจากวันนั้น เขาก็ไปออกรายการทางทีวีช่องหนึ่งแสดงความสามารถที่เหลือเชื่อนั้น

อีกท่านหนึ่ง เป็นพระภิกษุ ก็ประสบอุบัติเหตุทางรถสลบไปหลายวัน ฟื้นขึ้นมาจึงรู้ว่าตนสลบไป 49 วัน(เช่นกัน) พระภิกษุรูปนี้ ประสบอุบัติเหตุเมื่อปี 2540 ท่านมีความรู้และความจำเป็นเลิศ สามารถจำเรื่องเก่าๆ(และแม้แต่ “คำพูด-คำกลอน”) ได้อย่างแม่นยำ อ่านพระไตรปิฎกบาลีแล้ว จำคำบาลีในพระไตรปิฎกได้แม้แต่ที่เป็นภาษาร้อยแก้ว (นอกจาก “คาถา” หรือบทกวีต่างๆ) หรือแม้แต่เลขบอกข้อบอกหน้าและบอกเล่มพระไตรปิฎกที่อ่าน

เป็นความรู้ อย่างสมัยใหม่เรียกว่า “ซิกซ์เซนส์” หรือ sixth sense นั่นแหละ เป็นความรู้จาก “สัมผัสที่ 6” นั่นกระมัง?

ความรู้จากสัมผัสที่ 6 พระพุทธเจ้าใช้คำว่า “มโนวิญญาณ” (ความรู้ทางใจ)

ผมมีความเชื่อในความรู้ตามการแจกแจงของพระพุทธเจ้า ความรู้ทั้งหมดนั้น ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นความรู้ในกรอบของขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ถ้าปราศจากขันธ์ 5 ความรู้ ความจำ และความรู้สึก (อย่างเดิม) ก็ไม่มี

ส่วนความรู้ประเภท “ปัญญา” และ “ญาณ” เป็นความรู้คนละอย่างกับความรู้ทางขันธ์ 5 ทางพุทธศาสนา จัดเป็นความรู้ที่เกิดจาก “สมาธิ” ความรู้ของการตรัสรู้ เป็นความรู้ประเภทปัญญาหรือญาณ

ความรู้วิเศษ (ไม่ใช่ “พิเศษ”) ของพระพุทธเจ้าและของพระมหาโมคคัลลานะ เป็นต้น เป็นความรู้ที่เกิดจากสมาธิ ไม่ใช่ความรู้ระดับ “มโนวิญญาณ”

จึงคิดอยู่ตลอดเวลา ความรู้ของคุณเรนนี่ใน “ช่องส่องผี” น่าจะเป็นความรู้ประเภท “มโนวิญญาณ” (จะเรียกว่า “สัมผัสที่ 6” ก็ได้) เป็นความรู้หลังจากสมองได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ ซึ่งเป็นความรู้และความจำแปลกๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากสลบไปนาน

การที่คุณเรนนี่เห็นภาพแปลกๆ และความรู้แปลกๆนั้น จะบอกว่าไม่เห็นจริง เห็นจะไม่ได้ น่าจะเป็นการเห็นจริงได้ เช่นเห็นผีต่างๆ แต่ก็เป็นความรู้เห็นของขันธ์ 5 อยู่นั่นเอง

คิดว่า ความรู้เห็นแบบมโนวิญญาณของคุณเรนนี่น่าจะเป็นความรู้ผสมกับความเชื่อเก่าๆ ของท่าน เช่น เชื่อว่า มีวิญญาณในรูปผีเปรต หรือมีวิญญาณเป็นสัมภเวสี เป็นต้น แล้วก็คิดว่า ภาพที่เห็นโดยมโนวิญญาณนั้น จะมีการไปเกิดใหม่อีก แต่ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ผีชนิดต่างๆและแม้แต่ “ผีเปรต” นั้น เขาเกิดเป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่งแล้ว

และไม่จำเป็นว่าคนที่เคยเป็นบ่าวไพร่ เมื่อตายไปก็จะเกิดเป็นบ่าวไพร่อีก (น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า ภาพผีที่คุณเรนนี่เห็นนั้น แทบจะไม่มี “พระมหากษัตริย์” หรือ “เจ้านาย” (ชั้นสูงเลย?)

ตั้งข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งว่า วัตถุและจิต(นามธรรม) นั้นสื่อกันไม่ได้ จึงคิดว่าไม่น่าจะมีเครื่องมือที่เป็นวัตถุชนิดใด (เช่นกล้องถ่ายรูปเป็นต้น) สามารถที่จะสื่อกันได้

แต่สมาธิเป็นนามธรรม เกิดจาก่จิต (หรือเจตสิก) ย่อมเพ่งเห็นกันได้ วิญญาณหรือ “ผี” เป็นนามธรรม มีสภาพเป็น “จิต” อย่างหนึ่ง จึงเห็นได้ด้วย จิต หรือสมาธิ

วาจา(การพูด) ก่อนจะพูดออกมา มีการตรึกตรอง มีเจตนาซึ่งเป็นจิต จึงได้ยินและรู้เรื่องกันได้ในหมู่สตว์โลกชนิดต่างๆ (แม้จะพูดคนละภาษาในโลกต่างๆก็ตาม)

ได้ฟังพระสงฆ์นักวิจารณ์ท่านหนึ่ง ทักท้วงการสวดของเรนนี่ ว่าไม่ถูกต้อง และไม่เป็นทำนองสวดทั้งแบบมหานิกายและธรรมยุต คิดว่า น่าจะเป็นความเข้าใจผิด การสวดมนต์ไม่น่าจะขึ้นอยู่กับภาษาใดภาษาหนึ่ง หรือท่วงทำนองใดๆ เป็นการรวมจิตให้เป็นหนึ่งหรือให้เกิดความเป็นหนึ่งในเจตนาเป็นสำคัญ

การสวดทั้งของ “หมอปลา” และของ “เรนนี่” แม้จะคลาดเคลื่อน เหมือนสวดผิด แต่จิตของเขามีการแน่วนิ่งในระดับหนึ่ง

การสวดมนต์เป็นการเพ่งจิตอย่างหนึ่ง

เหมือนการแผ่ส่วนกุศลด้วยการหยาดน้ำ หรือหลังจากฟังพระสวดมนต์ ก็ขึ้นอยู่กับการเพ่งจิตให้เกิดเจตนา(ตั้งใจ)

ได้ติดตามดูการทำงานของทีมงาน “ช่องส่องผี” มาระยะหนึ่งเห็นว่า น่าจะมีประโยชน์ไม่น้อย แต่เกรงว่าทีมงานของ “ช่องส่องผี” จะเกิดความเข้าใจผิดว่า นั่นคือญาณหยั่งรู้ของเรนนี่ ซึ่งอาจจะเพียง “มุสาวาท” หรือการ “อวดอุตตริมนุสสธรรม” อย่างหนึ่งเท่านั้น อยากให้มีการสำรวมระวังการนำเสนอให้มาก

อยากให้ตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม เจ้าของภาพถ่าย(ในกรอบรูป) ที่วางซ้อนกันอยู่ในบ้านโบราณหลังหนึ่ง จึงได้แต่บอกเรนนี่ให้ค้นหากรอบรูปที่อยู่ข้างใต้

และทำไม ผีเปรตที่เรนนี่เห็นว่ากำลังนั่งขายของอยู่ในตลาดเมืองผีจึงอยู่กันในสภาพมีต้นไม้รกรุงรังและบ้านเรือนรกเรื้ออย่างนั้น

แสดงว่า โลกของผี(หรือปรโลก) เป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งต่างจากโลกมนุษย์โดยสิ้นเชิง เห็นชัดๆว่า วัตถุกับจิต(วิญญาณ)นั้น เป็นคนละอย่าง สื่อกันไม่ได้ แต่ถึงกันได้ด้วยภาษา(ทางจิต)

จึงไม่สนใจกล้องถ่ายวิญญาณของ “ช่องส่องผี”