ในช่วงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา ดิ เอราวัณ กรุ๊ป สามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงทีเพื่อรับมือและบริหารจัดการผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการบริหารความเสี่ยง มาตรการควบคุมต้นทุนผ่านการลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ การปิดบริการโรงแรมเป็นการชั่วคราว และการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานในภาพรวมไปได้ราว 60% และการรักษาสภาพคล่องทางการเงิน การใช้มาตรฐานขั้นสูงในด้านสุขอนามัยและความสะอาด และการศึกษาแนวโน้มการฟื้นตัวและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค

ทั้งนี้ นายเพชร ไกรนุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทางดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด ได้คาดการณ์ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมในประเทศกำลังฟื้นตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น จึงได้ผลักดันแบรนด์โรงแรมฮ็อป อินน์ เข้าชิงส่วนแบ่งตลาดโรงแรมในกลุ่มบัดเจ็ท พร้อมชูมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยขั้นสูงและมาตรฐานการให้บริการคุณภาพเป็นจุดขาย ซึ่งในระยะแรกหลังกลับมาเปิดให้บริการได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มนักเดินทางชาวไทย ขณะที่กลุ่มลูกค้าและนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศน่าจะฟื้นตัวอย่างช้าๆ โดยเริ่มจากการเดินทางระยะใกล้จากนักท่องเที่ยว ในเอเชีย ตามด้วยยุโรปและสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับมาตรการจำกัดการเดินทางของรัฐบาลไทยและต่างประเทศ พร้อมกันนี้ได้ทยอยเปิดโรงแรมในทุกระดับเพิ่มเติมทั้งระดับ 5 ดาว ระดับกลางและระดับประหยัดเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในกรุงเทพฯและเมืองท่องเที่ยวทั่วประเทศ

โดย นายเพชร กล่าวว่า ในระยะแรกของการกลับมาเปิดให้บริการของกลุ่มโรงแรมฮ็อป อินน์ ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นแบรนด์ของบริษัทที่ได้เริ่มการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2557 เนื่องจากเล็งเห็นถึงศักยภาพในการเติบโต และเป็นตลาดที่เน้นกลุ่มลูกค้าในประเทศที่มีความผันผวนน้อย เพราะตั้งแต่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จนกระทั่งมีการคลายล็อกดาวน์ ทางกลุ่มโรงแรมฮ็อป อินน์ จะได้รับผลกระทบช้าที่สุด และสามารถฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ดังนั้นจึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างความเติบโตให้แก่บริษัทฯ ต่อไปในอนาคตได้เป็นอย่างดี และในการเปิดโรงแรม ฮ็อป อินน์นั้น ทางบริษัทฯ ได้ยกระดับมาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัยภายใต้คอนเซป SafeStay at HOP INN ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า

ฮ็อป อินน์

ส่วนในระยะต่อไป บริษัทฯ คาดการณ์ว่าการเดินทางเพื่อธุรกิจและท่องเที่ยวภายในประเทศจะเริ่มฟื้นตัว จากการที่รัฐบาลมีการผ่อนคลายมาตรการมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงทยอยเปิดบริการโรงแรมอื่นๆ โดยเดือนมิถุนายนเปิดบริการโรงแรมเมอร์เคียว และ ไอบิส ในพัทยา และโรงแรมไอบิส หัวหิน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี และเดือนกรกฎาคมนี้ได้เปิดบริการโรงแรมในระดับห้าดาว ได้แก่ แกรนด์ ไฮแอท และเจดับบลิว แมริออท ในกรุงเทพฯ ตลอดจนถึงโรงแรมขนาดกลาง ได้แก่ ฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา ตามด้วยกลุ่มโรงแรมราคาประหยัดได้แก่ ไอบิส สาทร และ ไอบิส ริเวอร์ไซด์ และหลังจากนี้ในเดือนสิงหาคม น่าจะสามารถเปิดให้บริการโรงแรมครบทุกแห่งในประเทศไทย รวมทั้งโรงแรมฮ็อป อินน์ ที่อยู่ในฟิลิปปินส์ด้วย

อย่างไรก็ตามในการทำตลาดระยะแรกจะเน้นกลุ่มลูกค้าในประเทศเป็นหลัก โดยทำตลาดผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงสนับสนุนแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาทิ โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เพื่อดึงดูดให้คนไทยออกมาใช้จ่ายด้านการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ อันจะส่งผลถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศต่อไป ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศในระยะสั้นนั้น น่าจะเริ่มฟื้นตัว ส่วนการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศระยะไกลเช่น ยุโรปและสหรัฐฯ ตามมาภายหลัง ขึ้นอยู่กับมาตรการจำกัดการเดินทางของแต่ละประเทศ ซึ่งโรงแรมทุกแห่งของบริษัทฯ ได้ยกระดับมาตรการด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยขั้นสูงไว้รองรับเพื่อสร้างความอุ่นใจแก่ลูกค้าที่มาใช้บริการ