แม้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทยจะคลี่คลาย แต่ปัญหาเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังคงได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากส่งผลให้ภาครัฐต้องงัดมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายหลังจากเศรษฐกิจโดยรวมถูกล็อกดาวน์เพื่อหยุดการแพร่เชื้อของโรคดังกล่าว

เดินทางเป็นกลุ่มเล็ก

ทั้งนี้ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า หลังจากประชาชนเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวเพื่อผ่อนคลายหลังวิกฤติโควิด-19 คลี่คลายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ระดับบน ซึ่งมีสัดส่วนตลาดอยู่ที่ 12% มีกำลังในการใช้จ่าย และนิยมเดินทางเป็นกลุ่มเล็กๆ เนื่องจากยังกังวลต่อการติดเชื้อ เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ระยะใกล้ หรือท่องเที่ยวภายในจังหวัด โดยใช้เวลาท่องเที่ยวประมาณ2-3วัน หรือแบบวันเดย์ทริป

ซึ่งมาตรการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐและ ททท. ผ่าน 2 แพ็คเกจ ได้แก่ เราเที่ยวด้วยกัน และ กำลังใจ ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม-เดือนตุลาคม 2563จะช่วยกระตุ้นให้คนออกเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น หลังจากเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาการเดินทางโดยเครื่องบินเริ่มฟื้นตัว มีจำนวนเที่ยวบินไปกลับภายในประเทศ 3,931 เที่ยวบิน และจำนวนที่นั่งโดยสารภายในประเทศอยู่ที่ 372,611 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 33.2%จากเดือนพฤษภาคม

โดย นายยุทธศักดิ์ กล่าวว่า ในภาพรวมคนไทยยังมีความกังวลเรื่องเศรษฐกิจและกำลังซื้อ แต่ตลาดไทยเที่ยวไทยยังเป็นความหวังของผู้ประกอบการท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อผลักดันรายได้รวมของภาคท่องเที่ยวไทยปี 2563 ให้ถึงเป้าหมาย 1.23 ล้านล้านบาท ซึ่งล่าสุดได้ปรับเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวไทยเป็น 120 ล้านคน/ครั้ง สร้างรายได้ประมาณ 5 แสนล้านบาท เพิ่มจากเป้าเดิมที่ตั้งไว้ที่ 100 ล้านคน/ครั้ง สร้างรายได้ประมาณ 4 แสนล้านบาท

"ต้องเพิ่มความถี่ในการเดินทางของนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างการหมุนเวียนของเงิน พร้อมทั้งกระตุ้นให้คนไทยเที่ยวที่นิยมเที่ยวต่างประเทศหันมาเที่ยวเมืองไทย ซึ่งจากตัวเลขในปี 2562 มูลค่ารายได้ของตลาดไทยเที่ยวต่างประเทศอยู่ที่ 4.4 แสนล้านบาท จากจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 12-13 ล้านคน แต่หลังจากมีวิกฤติโควิด-19 รายได้ในส่วนนี้น่าจะเหลือเพียง 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้จากการสำรวจความคิดเห็นของคนไทยเที่ยวต่างประเทศในจำนวนกลุ่มตัวอย่าง3,000 คน ระบุว่า ถ้าภายในปีนี้ไม่สามารถไปเที่ยวต่างประเทศได้ จาก 68.9%ของกลุ่มตัวอย่างจะเลือกเที่ยวในประเทศไทยแทน " นายยุทธศักดิ์ กล่าว

กำลังซื้อยังไม่มาก

ขณะที่ นายชัยรัตน์ ไตรรัตนจรัสพร ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวว่า กำลังซื้อของนักท่องเที่ยวไทยช่วงครึ่งปีหลังยังคงมีไม่มากนัก อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจน่าจะได้รับผลกระทบเป็นห่วงโซ่ แต่ด้วยปัจจัยสนับสนุน ทั้ง การควบคุมการแพร่ระบาดได้ดี ส่งผลบวกต่อความเชื่อมั่นและบรรยากาศการเดินทาง นอกจากนี้ด้วยมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐทั้ง 2 แพ็คเกจ คือ เราเที่ยวด้วยกัน และกำลังใจ วงเงินรวม 2.24 หมื่นล้านบาทที่เริ่มดำเนินการในเดือนกรกฏาคมนี้

ซึ่งในส่วนของภาคท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นหลังประเทศไทยคลายล็อกดาวน์ โดยนักท่องเที่ยวไทยบางส่วนได้ออกเดินทาง ทำให้เกิดการหมุนเวียนในการจองห้องพักโรงแรมและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจบริการต่างๆ ในช่วงสุดสัปดาห์และวันหยุดยาว โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ เช่น หัวหิน และพัทยา ถึงกระนั้นยังคงต้องจับตาเรื่องกำลังซื้อท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด เพราะเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงสำคัญ ทั้งกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19และกำลังเผชิญกับสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติ

ธุรกิจปรับกลยุทธ์

อย่างไรก็ตาม นางพรทิพย์ อัษฏาธร กรรมการผู้จัดการเพลาเพลิน บุรีรัมย์ กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมามีสัดส่วนของคนไทยที่มาเป็นหมู่คณะเป็นกลุ่มสัมมนาดูงาน กลุ่มข้าราชการประมาณ 80% ที่เหลือ 20% เป็นลูกค้าต่างชาติที่มีครอบครัวอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ สำหรับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ New Normal น่าจะมาเป็นกรุ๊ปเล็กๆ ที่มีกำลังซื้อ มีลักษณะพักแบบลองสเตย์ โดยมาจากประเทศกัมพูชา โดยในช่วงนี้ได้จัดโปรโมชั่นสำหรับคนไทย เพื่อกระตุ้นการเดินทางในภูมิภาคอีสาน

อีกทั้ง นางพรทิพย์ กล่าวว่า ภายในสิ้นปี 2563 นี้จะยกระดับการท่องเที่ยว เน้นการเข้าพักแบบลองสเตย์ ในกลุ่มรักสุขภาพ และกลุ่มการดูแลสุขภาพจำพวกเวชศาสตร์แห่งการชะลอวัย โดยได้ร่วมทำงานกับทีมแพทย์ เน้นเรื่องบูรณาการแบบองค์รวม พร้อมกันนี้ยังมีบริการในเรื่องการทำวีซ่า พาไปช็อปปิ้ง เจาะลูกค้าประชุมสัมมนา พวกกลุ่มเกษียณ ซึ่งจะมีการยกระดับเพิ่มระยะเวลาการพักมากขึ้น

ขณะที่ในอุตสาหกรรมโรงแรมต่างร่วมทำแพ็คเกจรองรับโครงการเราเที่ยวด้วยกัน อย่าง โรงแรมเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ ได้เข้าร่วมโครงการ ด้วยการให้สิทธิ์ส่วนลดค่าห้องพัก 40% หรือไม่เกิน 3,000 บาท ต่อห้องต่อคืน พร้อมพักผ่อนอย่างสุขใจท่องเที่ยวทั่วไทยกับแพ็กเกจที่พักหรูราคาสุดพิเศษ จากโรงแรม 15 แห่ง ในเครือ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,000 บาทสุทธิ ต่อห้องต่อคืน สำรองห้องพักหลังได้รับสิทธิ์ยืนยันตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 พร้อมรับโบนัสพิเศษเป็นคูปองแทนเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 500-4,500 บาท เมื่อพักติดต่อกันตั้งแต่ 2 คืนขึ้นไป ใช้สำหรับการเข้าพักครั้งต่อไปในทุกโรงแรม โดยใช้ร่วมได้กับทุกโปรโมชั่นยกเว้นโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564

ด้านกลุ่มโรงแรมเครืออมารี ซึ่งมีที่พักริมทะเลยอดนิยม ทั้งหัวหิน ภูเก็ต และกระบี่ ได้เข้าร่วมโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ด้วยการให้ผู้ที่สนใจสามารถสำรองห้องพักในราคาที่จับต้องได้โดยดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Agoda จาก Google PLAY สำหรับผู้ใช้แอนดรอยด์ และจาก App Store สำหรับผู้ใช้ iPhone ได้ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป