ช่วงที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มต้นการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศไทย ทางเพลาเพลิน บุรีรัมย์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานตามหลักมาตราฐานสากลที่ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ได้มาตรฐานAmazing Thailand Safety& Health Administration : SHA เป็นสถานประกอบการแรกของจังหวัดบุรีรัมย์ นับเป็นการยกระดับความสะอาดและความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น รับยุค New Normal โดยที่ลูกค้ายังคงได้รับการบริการที่สะดวกสบายเช่นเดิม ซึ่งในเรื่องนี้ นางพรทิพย์ อัษฏาธร กรรมการผู้จัดการเพลาเพลิน บุรีรัมย์ ได้สะท้อนแผนการดำเนินงานในการยึดหลักข้อแนะนำด้านความปลอดภัยและป้องกันการการแพร่เชื้อโควิด-19 และแผนการตลาดไว้อย่างน่าสนใจ

ฟื้นฟูท่องเที่ยวภาคอีสาน

ซึ่งนางพรทิพย์ อัษฏาธร กรรมการผู้จัดการเพลาเพลิน บุรีรัมย์ กล่าวว่า ในเวลานี้ ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เดินหน้าฟื้นฟูการท่องเที่ยวภาคอีสาน ด้วยการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นการเดินทางภายในภูมิภาคเพิ่มขึ้น โดยนำร่องเส้นทางอีสาน 20 จังหวัด พร้อมเปิดแคมเปญ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หวังเปิดประตูสู่เส้นทางอีสาน ช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยวประเทศไทย

โดยในส่วนของ เพลาเพลิน บุรีรัมย์ ได้พัฒนาเตรียมความพร้อมสำหรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้าพักเกือบ 100% ทั้งสถานที่ และบุคลากร เพื่อสอดรับกับมาตรฐานของทางภาครัฐที่มีข้อกำหนดให้ทางผู้ประกอบการปฏิบัติตาม ซึ่งมีการปรับปรุง ทั้งในส่วนของสถานที่ เพื่อให้มีบรรยากาศที่ปลอดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ และการพักผ่อนในรูปแบบการเว้นระยะห่าง แต่คงไว้ซึ่งการบริการที่สะดวกสบายเช่นเดิม

"ช่วงแรกของการกลับมาเปิดให้บริการได้วางกลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย และพื้นที่ในภูมิภาคอีสานด้วยความพร้อมด้านการเดินทาง ส่วนกลุ่มเป้าหมายหลักต่อไป คือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่รักสุขภาพ ทั้งในรูปแบบครอบครัว และเป็นกลุ่มทัวร์ริสต์ เพราะด้วยทางเพลาเพลินมีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ และบริการ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันที่รับรองด้วยการแพทย์ทางเลือก ที่จะเข้ามาจับมือไปด้วยกัน เช่น กลุ่มบริษัท Wiztech ผู้เชี่ยวชาญการตรวจและประมวลผลร่างกายด้วยโปรแกรม (Telemedicine) โปรแกรมที่สามารถวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพ ซึ่งจะนำมาใช้ในการให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยว"

นอกจากนี้ นางพรทิพย์ ยังกล่าวว่า ได้ทำการปรับพื้นที่เพื่อสุขภาพภายใต้ชื่อ อโรคยาศาลา นครชัยบุรินทร์ สถานที่ของเรื่องราวตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งอโรคยาศาลา คือ สถานพยาบาลในสมัยก่อน โดยมีการสร้างหลักฐานไว้อยู่มากมาย ตามเส้นทางนครชัยบุรินทร์ เพื่อนำร่องการบำบัดร่างกายจากสมุนไพรและแพทย์แผนไทย และนำความพร้อมทางด้านสถานที่ บุคลากร ผลผลิต นำไปสู่การบำบัดด้วยธรรมชาติ เป็นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา สร้างแลนด์มาร์คใหม่ให้กับภาคอีสาน ในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)

รับกับมาตรฐานของภาครัฐ

ทั้งนี้ นางพรทิพย์ กล่าวต่อว่า เวลานี้เพลาเพลิน บุรีรัมย์ มีความพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้าพักเกือบ 100% ทั้งสถานที่ และบุคลากร เพื่อสอดรับกับมาตรฐานของทางภาครัฐที่มีข้อกำหนดให้ทางผู้ประกอบการปฏิบัติตาม โดยมีการปรับปรุงสถานที่ เพื่อให้มีบรรยากาศที่ปลอดจากการแพร่ระบาดเชื้อโรค สร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ ขณะที่การท่องเที่ยวเชื่อมโยงเพื่อนบ้านน่าจะเปิดให้บริการในช่วงเดือนตุลาคมนี้

"กลุ่มลูกค้าเป้าหมายแรกๆ ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวมาจากประเทศกัมพูชาจะมีรถรับ-ส่งถึงที่หมาย ขณะที่นักท่องเที่ยวจากประเทศเวียดนามจะมาในรูปแบบของคาราวาน ซึ่งลูกค้าดังกล่าวจะช่วยให้ทางเพลาเพลินมีลูกค้าที่กว้างขึ้นในเชิงการเข้าพักแบบลองสเตย์ และในส่วนที่เซ็นสัญญาความร่วมมือระหว่างประเทศเรียบร้อยแล้ว คือ ประเทศญี่ปุ่นที่จะมีกลุ่มแพทย์ กลุ่มวิจัย ที่จะมาในรูปแบบเป็นตัวแทนของโรงพยาบาลต่างๆ ในการดูแลผู้สูงอายุ โดยจะมาทำงานร่วมกับภาครัฐในพื้นที่บุรีรัมย์ โยจะมาพักที่เพลา-เพลิน ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมในขั้นตอนการเดินทาง และมาพักในรูปแบบลองสเตย์อยู่กันเป็นเวลาร่วมเดือน"

ช่วงที่ผ่านมาด้วยห้องพักที่มีประมาณ 75 ห้อง มีสัดส่วนของคนไทยที่มาเป็นหมู่คณะเป็นกลุ่มสัมมนาดูงาน กลุ่มข้าราชการประมาณ 80% ที่เหลือ 20% เป็นลูกค้าต่างชาติที่มีครอบครัวอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ สำหรับการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ New Normal น่าจะมาเป็นกรุ๊ปเล็กๆ ที่มีกำลังซื้อ มีลักษณะพักแบบลองสเตย์ โดยมาจากประเทศกัมพูชา ส่วนใหญ่จะจองมาก่อนล่วงหน้า สำหรับกลุ่มลองสเตย์ที่มาใช้บริการเพลา-เพลิน ก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยเฉลี่ยวันพักอยู่ที่ประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่หลังจากนี้ไปน่าจะมาพักมากกว่าหนึ่งเดือน โดยพิเศษสุดในช่วงนี้มีโปรโมชั่นสำหรับคนไทยอยู่ที่ราคา 999 บาทพร้อมอาหารเช้า และการเข้าชมอุทยานไม้ดอกพักได้ 2 คน ส่วนราคา 1,450 บาทต่อหัวต่อคนพร้อมอาหาร 3 มื้อ พร้อมบัตรเข้าชมอุทยานไม้ดอก และกิจกรรมต่างๆ

อีกทั้ง นางพรทิพย์ กล่าวว่า ภายในสิ้นปี 2563 นี้จะยกระดับการท่องเที่ยว เน้นการเข้าพักแบบลองสเตย์ ในกลุ่มรักสุขภาพ และกลุ่มการดูแลสุขภาพจำพวกเวชศาสตร์แห่งการชะลอวัย โดยได้ร่วมทำงานกับทีมแพทย์ เน้นเรื่องบูรณาการแบบองค์รวม พร้อมกันนี้ยังมีบริการในเรื่องการทำวีซ่า พาไปช็อปปิ้ง เจาะลูกค้าประชุมสัมมนา พวกกลุ่มเกษียณ ซึ่งจะมีการยกระดับเพิ่มระยะเวลาการพักมากขึ้น