ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 หลังมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 5 โดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,123 กลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 8 - 11 กรกฎาคม 2563 นั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ เผยว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 5 ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร มี 6 สถานที่ที่มีการผ่อนปรนเพิ่มเติม ได้แก่ โรงเรียน สถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ การเปิดเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนตามที่กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม หรือสถานที่จัดนิทรรศการ สามารถเปิดดำเนินการได้ตามปกติของสถานที่นั้น ๆ ขยายเวลาจากเดิมแต่ต้องไม่เกินเวลา 22.00 น. ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มทั่วไป ภัตตาคาร สวนอาหาร โรงแรม สามารถเปิดให้บริการหลังเวลา 24.00 น. ได้ แต่งดบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ภายใน สถานที่ที่ให้บริการหลังเวลา 24.00 น. และสถานบริการ

สถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ ผับ บาร์ คาราโอเกะ อาบ อบ นวด โรงน้ำชา ผ่อนผันให้เปิดดำเนินการได้โดยเปิดทำการตามเวลาปกติที่กฎหมายกำหนดจนถึงเวลา 24.00 น. ของวันเดียวกัน และงดเว้นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ด้านร้านเกมและร้านอินเตอร์เน็ต ให้เปิดดำเนินการได้ โดยจำกัดช่วงเวลาดำเนินการ โดยทุกกิจกรรมที่มีการผ่อนปรนให้มีการลงทะเบียนก่อนเข้าและออกจากสถานที่ ซึ่งการให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยทำให้เกิดความกังวลถึงการแพร่ระบาดของโรคเชื้อไวรัสโควิด-19 รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังจากการผ่อนปรน และความพึงพอใจต่อการทำงานของรัฐบาลและศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด 19 หรือ ศบค. ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้มีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้

กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่ามาตรการผ่อนปรนระยะที่ 5 จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 จะไม่เพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 53.1 มีความรู้สึกปลอดภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ในการใช้ชีวิตประจำวัน ร้อยละ 63.2 และจะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตนเองหลังจากการมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 5 ร้อยละ 53.1

โดยเห็นด้วยกับการยกเลิกการห้ามออกจากเคหะสถาน(เคอร์ฟิว) ร้อยละ 74.9 และคิดว่าพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน มีความจำเป็นในการควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ร้อยละ 57.7

ส่วนกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในการทำงานของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (ศบค.) พึงพอใจมาก ร้อยละ 41.9 พึงพอใจปานกลาง ร้อยละ 53.8 และพึงพอใจน้อย ร้อยละ 4.3

ขณะที่ความพึงพอใจในการทำงานของรัฐบาลในช่วงที่เกิดการะบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 พึงพอใจมาก ร้อยละ 26.4 พึงพอใจปานกลาง ร้อยละ 55.4 และพึงพอใจน้อย ร้อยละ 18.2

สำหรับกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่คิดว่าการให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 เพิ่มมากขึ้นร้อยละ 80.6 และไม่เห็นด้วยหรือไม่กับการให้ชาวต่างชาติสามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ร้อยละ 61