ชีวิตคนเลี้ยงหมูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นับจากปัญหาหมูล้นตลาดเมื่อปี 2560 ทำให้ตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรและคนในวงการหมูต้องพบปัญหาและอุปสรรคมากมาย เข้าวังวนเดิมที่ว่า "อาชีพเลี้ยงหมูเสีย 3 ปี ดี 1 ปี" ซึ่งหมายถึง ราคาหมูตกต่ำสามปี ราคาดีอยู่แค่ปีเดียว

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู 200,000 ราย ต่างประสบปัญหาเดียวกันคือ ปัญหาราคาขึ้นลงตาม “วัฏจักรสุกร" หรือ "วงจรราคาสุกร” (Hog Cycle) ที่เป็นภาพสะท้อนว่าการเลี้ยงหมูเป็นอาชีพที่คนเลี้ยงมีรายได้ไม่แน่นอน เนื่องจากใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน มีต้นทุนสูง และในแต่ละช่วงเวลาคาดเดาราคาได้ยาก ทำให้ตอนที่ขาดทุนเกษตรกรต้องขาดทุนอย่างหนัก วงการนี้จึงต้องเป็นคนที่เลี้ยงมานาน และอาศัยประสบการณ์ที่มีมาแก้ไขปัญหาเพื่อให้อยู่รอด

ยิ่งปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมหมูยิ่งถูกท้าทายด้วย โรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ที่กลายเป็นความกดดันให้คนเลี้ยงหมูต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาทำลายวงการหมูไทยและภาคผู้ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ตลอดห่วงโซ่การผลิตที่มีมูลค่าสูงถึง 2 แสนล้านบาท

นับว่าโชคดีที่ความพยายามของทุกภาคส่วนทั้งทางภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรทั่วประเทศ ที่ช่วยกันเฝ้าระวังและป้องกันโรคนี้อย่างเข้มงวด ด้วยการปิดทุกความเสี่ยงจนทำให้ไทยคลองอันดับ “ประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ปลอดโรค ASF”

แม้ว่าเกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายในการป้องกันโรคที่สูงขึ้น แต่คนเลี้ยงหมูทุกคนก็ยินดีทำตามมาตรฐานการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่ภาครัฐแนะนำ ทั้งที่ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกกว่า 100 บาทต่อตัว จากการใช้ยาฆ่าเชื้อโรคพ่นป้องกันทุกวันๆ ละ 2 ครั้ง ตลอดจนค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าแรงที่เพิ่มขึ้น

เกษตรกรทั้งหมดยังคงพยายามประคอง “อาชีพเดียว” ของพวกเขาให้ไปต่อได้ เพื่อให้ไทยยังคงมีประชากรหมูเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ไม่ให้ขาดแคลนอย่างที่หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาอยู่จากปัญหา ASF ที่ผลักดันให้ราคาหมูในประเทศนั้นๆต้องเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่น จีนที่ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มราคาปรับขึ้นไปถึง 141 บาทต่อกิโลกรัม เวียดนาม 109 บาทต่อกิโลกรัม กัมพูชาราคา 97 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาหมูไทยอยู่ที่ 72-80 บาทต่อกิโลกรัม

ด้วยปัจจัยคุณภาพหมูปลอดโรคของไทย ที่มีมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัยทางอาหาร และยังมีราคาถูกที่สุดในภูมิภาค ทำให้เป็นที่ต้องการของทุกประเทศที่กำลังต้องการเนื้อสัตว์เพื่อป้อนคนในประเทศอย่างเพียงพอ เรียกว่าเพิ่งจะมีโอกาสก็คราวนี้ที่หมูไทยจะกลายเป็นทัพหน้าตีตลาดต่างประเทศ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวหลังวิกฤติโควิด ขอเพียงแรงผลักดันของทุกฝ่ายและขอความเข้าใจจากทุกคน

โอกาสที่เปิดกว้างให้กับเกษตรกรไทยนี้ ต้องรีบคว้าก่อนที่คนเลี้ยงหมูต้องล้มหายตายจากไปอย่างที่เป็นมา และต้องไม่ลืมว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูมีอาชีพเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนอาชีพเป็นอย่างอื่นได้ แม้ต้องทนรับราคาตกต่ำสามปีก็ต้องยอมเพราะทั้งชีวิตก็ทำอยู่แค่อาชีพเดียวนี้ ขณะที่ผู้บริโภคเป็นกลุ่มคนที่มีทางเลือก สามารถเลือกบริโภคเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้ตามต้องการ ยิ่งฤดูกาลนี้ มีอาหารธรรมชาติและโปรตีนทดแทนให้เลือกมากมาย ทั้งปลา ไข่ ไก่ ที่ล้วนราคาไม่แพงทั้งสิ้น

หากสามารถคว้าโอกาสนี้ไว้ได้ ไม่เพียงช่วยให้คนเลี้ยงหมูทั่วประเทศกว่า 200,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรรายย่อยมากถึง 90% หรือราว 180,000 ราย สามารถก้าวผ่านภาระขาดทุนสะสมตลอด 3 ปีไปได้เท่านั้น ประโยชน์ยังต่อเนื่องถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ ทำให้ราคาพืชผลกลับมาดีอีกครั้ง ถือเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนให้หมูกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญ ในการนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่ง