พ่อค้าร้านขายของชำวัย 57 ปี ชาวอำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ร้องขอความเป็นธรรม หลังอยู่บ้านแต่ถูกตำรวจสภ.ลานสัก จังหวัดอุทัยธานีออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกง อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปปส.ไถ่เงินจากชาวบ้าน เจ้าตัวยืนยันไม่เคยเดินทางไปจังหวัดอุทัยธานีและไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าว คาดว่ามิจฉาชีพนำเอาชื่อ-นามสกุลไปเปิดใช้เบอร์โทรศัพท์ วอนขอความเป็นธรรมกับผบ.ตร.ให้ความช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นายสมาน บุญภา อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 118 บ้านท่าเรือ ม.3 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ พร้อมครอบครัว ออกมาขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือกับพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติผ่านสื่อมวลชน หลังได้รับหมายเรียกจากสภ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำในคดีร่วมกันฉ้อโกง ที่อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปปส.เรียกรับเงินจากผู้เสียหายจำนวน 150,000 บาท ซึ่งเจ้าตัว ยืนยันว่าไม่เคยมีพฤติกรรมดังกล่าว และไม่เคยรู้จักกับผู้เสียหาย อีกทั้งไม่เคยเดินทางไป จ.อุทัยธานี คาดว่ากลุ่มมิจฉาชีพนำเอาชื่อ- นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชนไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ใช้โทรติดต่อเรียกรับเงิน จึงออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจและขอความเป็นธรรมดังกล่าว

นายสมาน บุญภา อายุ 57 ปี กล่าวว่า ขณะนี้ตนและครอบครัวทุกข์ใจอย่างมาก จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ หลังจากเมื่อวานนี้ได้ไปรับหมายเรียกลงวันที่ 9 มิถุนายน 2563 จากสภ.นากุง อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งถูกส่งมาจาก สภ.ลานสัก จ.อุทัยธานี เพื่อให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งได้สอบถามไปยังพนักงานสอบสวนผู้ที่ออกหมายเรียก ทราบว่า มีผู้เสียหายเป็นหญิงแจ้งความร้องทุกข์ว่า มีกลุ่มคนอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปปส.เรียกรับเงินจากผู้เสียหายจำนวน 150,000 บาท โดยใช้โทรศัพท์ติดต่อกัน และเจ้าหน้าที่ระบุว่าจากตรวจพบว่าเบอร์โทรศัพท์ที่คนร้ายใช้ติดติดกับผู้เสียหายเปิดใช้ในชื่อของตน จึงได้ออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา และขณะนี้พนักงานสอบกำลังจะออกหมายเรียกครั้งที่ 2 และหากตนไม่ไปจะขอศาลออกหมายจับทันที

นายสมาน กล่าวต่อว่า เรื่องดังกล่าวตนและครอบครัวรู้สึกช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมีพฤติกรรมไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และที่สำคัญปกติตนจะเปิดร้านขายของชำเล็กๆน้อยๆและขายปลาร้าพอมีรายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องในหมู่บ้าน ไม่เคยเดินทางไปที่ จ.อุทัยธานี คาดว่ากลุ่มมิจฉาชีพจะเอาชื่อ-นามสกุลหรืออาจจะเอาบัตรประชาชนของตนไปเปิดใช้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกับผู้เสียหายแล้วก่อเหตุดังกล่าวขึ้นที่ จ.อุทัยธานี อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาช่วงต้นเดือนธันวาคม 2562 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ก็เข้ามาตรวจสอบแล้วถึง 2 ครั้ง ซึ่งตนก็ยืนยันไปแล้วว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และได้เดินทางไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.นากุง เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับไม่คาดคิดว่าจะถูกออกหมายเรียกอีกจึงต้องอยากจะขอความเป็นธรรมและขอความช่วยเหลือกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในครั้งนี้และจะเดินทางไปขอความเป็นธรรมกับสำนักงานยุติธรรมต่อไป

ด้านนายเฉลิมภัทร์ โคตรวงษ์ อายุ 42 ปี เพื่อนบ้านนายสมาน กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่เติบโตมาและสัมผัสกับลุงสมาน เชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และไม่ได้ก่อเหตุดังกล่าว เพราะลุงสมานมีนิสัยธรรมมะ ธรรมโม เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกให้หลาน และเปิดร้านขายของเลี้ยงหลานที่บ้าน ไม่ได้เดินทางไป จ.อุทัยธานีอย่างแน่นอน จึงเชื่อว่าลุงสมานจะถูกนำเอาชื่อหรือบัตรประชาชนไปอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปปส.ก่อเหตุดังกล่าว จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือลุงสมานด้วย เพราะเป็นชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ

อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง ร.ต.อ.สุเทพ ภุมมาพันธ์ รองสารวัตร(สอบสวน)สภ.ลานสัก จ.อุทัยธานี พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีผู้ออกหมายเรียก เพื่อสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดย ร.ต.อ.สุเทพ กล่าวว่า สำหรับคดีดังกล่าวมีผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ว่ามีบุคคลอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ปปส.เรียกรับเงินจำนวน 150,000 บาท โดยมีการติดต่อพูดคุยกันทางโทรศัพท์ ก่อนที่ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารแห่งหนึ่ง 3 ครั้ง รวมจำนวน 150,000 บาท ทั้งนี้จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่าบัญชีธนาคารที่ถูกโอนเงินเข้า เป็นชื่อผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ที่ จ.ชลบุรี ส่วนหมายเลขโทรศัพท์ที่คนร้ายใช้ติดต่อกับผู้เสียหายลงทะเบียนเปิดใช้ในชื่อของนายสมาน บุญภา ชาว จ.กาฬสินธุ์ ดังนั้นตนในฐานะพนักงานสอบสวนจึงดำเนินการออกหมายเรียกนายสมาน เพื่อมารับทราบข้อกล่าวหาและสอบปากคำ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย