พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้กล่าวชี้แจงภายหลังฝ่ายค้านอภิปรายงบประมาณปี 64 ของรัฐบาลว่า ขอบคุณการอภิปรายและยินดีรับฟังให้เกียรติเสมอมา เรื่องการประเมินตัวเลขอาจจะมีตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง ซึ่งตนทราบดีทั้งธนาคารโลกและธนาคารประเทศไทย ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน สรุปต้องลดลงอย่างแน่นอน ไม่ว่าตัวเลขอะไรก็ตามเพราะสถานการณ์เป็นอย่างนี้ นั่นคือข้อเท็จจริงที่ต้องยอมรับและรัฐบาลได้รวบรวมข้อมูลจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยสภาพัฒน์จะเป็นผู้รวบรวม ในส่วนการใช้งบประมาณ จะต้องมีการจัดสัดส่วนงบประมาณว่าจะใช้กันอย่างไร ซึ่งรัฐบาลมีความห่วงใยไม่ต่างจากส.ส.อภิปรายมา และผู้อภิปรายบางคนเราก็เป็นทหารมาด้วยกัน ตนจะพูดในลักษณะแบบท่านไม่ได้ ขอให้ติดตามว่ารัฐบาลมีโครงการอะไรบ้าง 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนที่บอกว่ามีการปรับปรุงโลจิสติกส์ ถนน หนทางไม่มีความจำเป็น นั่นไม่ใช่เพราะเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานที่ยังมีไม่เพียงพอ ควรที่จะกำลังใจกันและกัน เพราะส่ิงเหล่านั้นคืออนาคต มีรัฐบาลไหนเคยทำบ้าง ตนไม่ได้ก้าวล่วงใคร แต่ตนพูดกับผู้วิพากษ์วิจารณ์ข้างนอกด้วย อยากให้รู้ว่ารัฐบาลมองอนาคตและทำในวันนี้ให้กับประเทศทั้งหมด นั่นคือความยากง่าย ตนพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำและทำอย่างต่อเนื่อง ขอย้ำการจัดทำงบประมาณปี 63-64 มีแผนงานและโครงการที่ละเอียด เมื่องบประมาณผ่านแต่ละกระทรวงจะต้องเสนองบประมาณขึ้นมา โดยรัฐบาลและกระทรวงจะเป็นผู้คัดกรองว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ ถ้าไม่เข้าเกณฑ์ก็ไม่อนุมัติ นั่นคือการบริหารที่เรียกว่าเอาใจใส่ ใช้สติปัญญาในการบริหาร พูดแล้วต้องทำ หลายอย่างที่ไม่สมบูรณ์ก็ต้องทำต่อ วันนี้ความเดือดร้อนของประชาชนไม่เท่ากัน แต่ก็เดือดร้อนกันทุกคน ไม่ใช่ตนไม่เห็น แต่จะทำอย่างไรที่จะหล่อเลี้ยงและให้เกิดการจ้างงาน นั้นคือการฟื้นฟูขณะเดียวกันเราไม่ใช่คนจ้างงานเอง แต่เป็นภาคธุรกิจและเอกชน การค้าการลงทุนต้องดูทั้งหมดทิ้งอะไรไม่ได้ ทั้งของเก่า ใหม่และอนาคต รวมถึงการฟื้นฟูหลังสถานการณ์โควิด-19 เบาลง โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและสถานพยาบาลขออย่าเป็นลักษณะย้อนแย้งอย่างเดียว ขอให้เสนอแนวทางมาด้วย

"การฟื้นฟูจะเริ่มเข้มแข็งขึ้นด้วยการรวมใจไทยสร้างชาติ ขอให้คิดตรงนี้ถ้าไม่รวมใจกันทำ ก็จะไปไหนไม่ได้ทั้งหมด เวลาตนพูดเสียงดังก็บอกว่าเวียนหัว ก็ต้องขอโทษด้วยที่เสียงดัง ขออย่าเดียวอย่าแทรกแซงการทำงบประมาณของข้างล่าง เพราะกลไกทั้งหมดผ่านโดยท้องถิ่น ความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ขอร้องว่าอย่ามีใครไปยุ่งตรงนั้นโดยเด็ดขาด หรืออย่ามายุ่งในกระทรวง ก็รู้กันหมด ท่านรู้ตนก็รู้ขอให้ช่วยกันแก้ อย่าให้เกิดขึ้นอีก" พล.อ.ประยุทธ์

นายกฯ กล่าวว่า เรื่องของโครงสร้างของแต่ละหน่วยงาน ตนพยายามปรับมาหลายปีแล้วในการลดหน่วยงาน แต่บางอันต้องเพิ่ม เพื่อรองรับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในการทำงาน ส่วนเก่าที่ไม่มีประสิทธิภาพก็ต้องลดลง ขอให้ยอมรับกันตรงนี้ด้วย ตนไม่ได้ต้องการให้คนเดือดร้อน แต่ทุกคนต้องปรับตัว เรื่องการลงทุน ถ้าบ้านเรายังไม่สงบเรียบร้อย และถ้าไม่มีเสถียรภาพ เขาก็ชะลอการลงทุน แล้วทำไมไม่ทำให้เราสงบ เขาจะได้กล้าลงทุน ในต่างประเทศที่เขาไปลงทุนกัน เพราะเขาให้พื้นที่ 10 ไร่ 100 ไร่ แต่เราให้ได้หรือไม่ และหากเขาจะเอาครอบครัวมาด้วยเราให้ได้หรือไม่ มันไม่ได้ทั้งนั้น เพราะเราต้องสงวนทรัพยากรในประเทศไว้ให้คนไทย แต่เราก็ต้องดูแลคนเหล่านี้ให้ถูกต้อง นั้นคือการแข่งขันที่ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะเราทำเช่นเขาไม่ได้ ซึ่งเราปรับกฎระเบียบไม่ได้ หากปรับไปประชาชนก็จะไม่ไว้วางใจ จึงทำอะไรไม่ได้ แต่ก็พยายามทำต่อไป 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในเรื่องการเป็นทหาร ผู้อภิปรายก็เป็นทหารมาก่อน รู้ว่าทหารไทยกับต่างประเทศมีภารกิจต่างกัน มีหน้าที่ในการพัฒนาป้องกันประเทศดูแลชายแดน ถ้าไม่มีกำลังพลจะมีอะไรมาแทนตรงนี้ ท่านบอกว่ามีตำรวจพอแล้ว ในสถานการณ์ปกติมันก็ใช่ แต่ถ้ามีสถานการณ์เร่งด่วนขึ้นมา การบังคับใช้กฎหมายที่ออกมา คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เดือนร้อน แต่บางคนอาจจะเดือดร้อน ซึ่งตนไม่ได้ต้องการแบบนั้น ท่านอยากจะทำอะไรก็ทำ ขอให้ดูกฎหมายทุกตัวด้วยแล้วกัน ดูว่าข้อกำหนดพ.ร.ก.ฉุกเฉินมีอะไร ถ้าไม่ทำตรงนั้นมา แล้วจะนั่งสบายแบบวันนี้หรือไม่ ที่มานั่งประชุมกันได้เพราะปลอดภัย เพราะเรามีมาตรการเข้มข้นในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศที่ไม่ทำแบบนี้ ก็มีการแพร่ระบาดสูง ต้องมองอย่างนี้ อย่ามองเฉพาะเราอย่างเดียว มองต่างประเทศเขาด้วย 

"ส่วนที่ให้ฉายาผมมา ทั้งบิดาแห่งความเหลื่อมล้ำ ผู้นำแห่งการก่อหนี้ ผมก็ไม่รู้จะว่าอะไร และผมก็ไม่อยากจะตั้งฉายาพวกท่านใครก็แล้วแต่" นายกฯ กล่าว