สำหรับภาคธุรกิจโรงแรม ถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 ซึ่งในวันนี้กลุ่มโรงแรมแบรนด์ไทย อย่างเครือโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ได้นำเสนอกลยุทธ์หาโอกาสในวิกฤต จากประสบการณ์บริหารที่พักทั้งระยะยาวมากว่า 20 ปี และ ที่พักโรงแรมกว่า 10 ปี ด้วยแนวคิด 4 ข้อสู่การปรับตัวไปสู่การทำธุรกิจที่ดีในอนาคต

1. การใช้ข้อมูล Big Data ในการวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า

อย่างเช่น โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา ตั้งอยู่บนศูนย์การค้า เทอร์มินอล21 พัทยา ได้ใช้กลยุทธ์นี้เพื่อดึงนักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวหลังจากประกาศเปิดเมืองพัทยา และผ่อนคลายล็อคดาวน์ให้ท่องเที่ยวได้ โดยเน้นตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มครอบครัว ที่ต้องการหาที่พัก ซึ่งเดินทางได้สะดวก ตอบโจทย์การเข้าพักได้ทั้งครอบครัว เนื่องจากโรงเรียนและสถานที่เล่นของเด็กปิดไปเป็นเวลานาน ทางกลุ่มครอบครัวจึงเป็นกลุ่มแรกที่กลับมาท่องเที่ยว ทั้งนี้ทางโรงแรมได้เพิ่มมาตรการป้องกันความปลอดภัย และความสะอาด เพื่อคลายความกังวลของผู้ปกครอง และมีโปรโมชั่นที่ตอบโจทย์ลูกค้า อาทิ โปรโมชั่นเด็กพักฟรี และโปรโมชั่นล่าสุด เที่ยววันธรรมดา เป็นต้น

2. ใส่ใจใน Guest Journey ประสบการณ์การเข้าพัก ความสะดวกสบาย และ Flexibility

ปัจจัยหลัก ที่โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ทุกสาขาในกรุงเทพ ให้ความสำคัญ คือ เข้าใจถึงความคุ้มค่าของลูกค้า ดังนั้นจึงมีนโยบาย พักได้ 24 ชั่วโมง สำหรับลูกค้าได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ที่โรงแรม โดยโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพลินจิต ขยายความคุ้มค่า โดยอัพเกรดทุกการจองผ่านโปร 24 Hours Stay จากห้องเดอลักซ์เป็น ห้อง 1 Bedroom Suite สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเลือกซื้อวอยเชอร์ห้องพักได้ที่ https://voucher.grandecentrepointhotels.com/ โดยราคาพิเศษนี้สิ้นสุดวันที่ 10 กรกฎาคมนี้เท่านั้น ส่วนทางด้านความสะดวกสบายนั้น ทางโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ ตอบโจทย์ลูกค้าที่ให้ความสำคัญในเรื่องขนาดห้องพัก และความสะดวกสบายเหมือนอยู่บ้าน ด้วยห้องแกรนด์ เดอลักซ์ ขนาด 44 ตารางเมตร ซึ่งในห้องพักมีเครื่องซักผ้า และเครื่องครัวให้บริการ

อีกทั้งทางเครือฯ ยังได้รับมาตรฐาน Amazing Thailand Safety & Health Administration (SHA) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้นำมาพัฒนาบริการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อคลายความกังวลในการเดินทางตั้งแต่ online pre-check-in, E-butler services ซึ่งลูกค้าสามารถสำรองการใช้พื้นที่อาทิ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือสั่งอาหารล่วงหน้าได้

3. การเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ และธุรกิจใหม่ เครือโรงแรมฯ ติดตามสถานการณ์ นโยบายท่องเที่ยวและพฤติกรรมการเดินทาง ตลอดเวลา โดยเฉพาะ มาตรการผ่อนคลายล๊อคดาวน์การเดินทางในแต่ละประเทศ

โดยพนักงานทุกคนของโรงแรมในเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ จะได้รับการฝึกอบรมขั้นสูงด้านความสะอาดและความปลอดภัย อาทิ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยส์ สุขุมวิท 55 ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงกลาโหม ผ่านการตรวจเป็น Alternative State Quarantine ซึ่งมีเพียง 10 โรงแรมในไทยที่ผ่านการตรวจสอบนี้ พร้อมกันนี้ทางโรงแรมยังให้บริการทั้งลูกค้าชาวไทย และนักธุรกิจต่างชาติที่ผ่านการรับรองจากสถานกงสุลและมีเอกสารรับรองการทำงานในไทย โดยทางโรงแรมได้จัดที่พักชั้นพิเศษแยกจากลูกค้าโรงแรม เพื่อเป็นที่พักของลูกค้ากลุ่มนี้

4. ยกระดับมาตรฐานการให้บริการพร้อมรับการประชุมแบบ New Normal

ทั้งนี้การบริการห้องประชุมยุค New Normal ของโรงแรมในกลุ่ม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ได้ดำเนินการตามแนวปฏิบัติด้านสุขอนามัยสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE Venue Hygiene Guidelines) ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ และสมาคมโรงแรมไทย เริ่มตั้งแต่ตั้งจุดตรวจคัดกรองอุณหภูมิร่างกายผู้เข้าร่วมงานบริการแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ มีการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมงาน รวมทั้งขอความร่วมมือผู้เข้าร่วมประชุมสวมใส่หน้ากากอนามัย โดยมีการจัดโต๊ะสำหรับการประชุมให้มีระยะห่างระหว่างกันอย่างน้อย 1 เมตร

พร้อมจัดเสิร์ฟอาหารว่างและอาหารกลางวันแบบ 1 ท่านต่อ 1 ชุด ขณะที่พนักงานบริการทุกคนจะใส่หน้ากาก ถุงมือ ตลอดเวลา มีการพ่นฆ่าเชื้อห้องประชุม และทำความสะอาดอุปกรณ์หลังการใช้งานทุกครั้ง รวมทั้งเช็ดทำความสะอาดบริเวณจุดที่มีการสัมผัสบ่อย ทุก 30 นาที โดยโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 ได้รับตราสัญลักษณ์มาตรฐาน Thailand MICE Venue Standard (TVMS) จากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ)

ซึ่งแนววิธีการปรับรูปแบบการให้บริการของโรงแรมหลังวิกฤติโควิด-19 ของโรงแรมในเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ครั้งนี้ เป็นการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป

กองทุนประกันวินาศภัย