เชิงสารคดี: ในการรบทางเรือที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งฝรั่งเศสเป็นฝ่ายชนะ ฝรั่งเศสได้ใช้กำลังบีบบังคับและยื่นคำขาดให้ไทยยกดินแดนของลาวทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงกับเขมรส่วนนอก ซึ่งเคยเป็นประเทศราชของไทยให้กับฝรั่งเศส และในระหว่างที่รอให้สัญญาต่างๆ มีผลบังคับใช้ ฝรั่งเศสได้ยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน จนถึงปี พ.ศ.2448
เหตุผลที่เลือกยึดเมืองจันทบุรี ก็เพราะเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ เป็นจุดที่ควบคุมอ่าวไทยที่ติดต่อกับแหลมมลายูของอังกฤษ เป็นทางผ่านเข้าไปยังสามจังหวัดของไทยที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดด้านทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ บ่อพลอย บ่อไพลิน ในเขตเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ นอกจากนั้นเมืองจันทบุรี ยังมีท่าเรือที่ปากแม่น้ำ และมีอู่ต่อเรือระวางตั้งแต่ 300 – 400 ตัน ดังนั้น การยึดเมืองจันทบุรี ก็เท่ากับการยึดท่าเรือ อู่ต่อเรือ และเรืออื่นๆ ไว้เป็นการตัดกำลังไทยทางอ้อมด้วย

กองทหารฝรั่งเศสได้ตั้งค่ายทหารขึ้นในบริเวณบ้านลุ่ม หรือบริเวณที่เป็นค่ายตากสินในปัจจุบัน และที่ปากน้ำแหลมสิงห์ รวมทั้งได้สร้างสิ่งปลูกสร้างอีกหลายหลัง ปัจจุบันหลักฐานร่องรอยทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับจันทบุรีที่บ้านลุ่ม ปรากฏให้เห็นอยู่ภายในค่ายตากสินเท่านั้น อาคารที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นและยังคงอยู่ถึงปัจจุบันได้แก่ อาคารกองบัญชาการ อาคารกองรักษาการณ์ อาคารที่พักทหารฝรั่งเศส อาคารคลังพัสดุ อาคารคลังแสงหมายเลข 5 อาคารคลังแสงหมายเลข 6 ซึ่งภายหลังจากที่ฝรั่งเศสคืนจันทบุรีให้ไทยในปีพุทธศักราช 2448 อาคารต่างๆ ที่ฝรั่งเศสสร้างขึ้นภายในค่ายตากสิน ได้ใช้เป็นที่ตั้งของหน่วยราชการของไทยอย่างต่อเนื่อง จวบจนปี พ.ศ.2488 ได้มีการส่งมอบให้กองทัพเรือ ใช้เป็นที่ตั้งของกองพันทหารราบที่ 2 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (ค่ายตากสิน)

จากเหตุการณ์ ร.ศ.112 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพิจารณาเห็นว่าการว่าจ้างชาวต่างประเทศเป็นผู้บังคับการเรือ และป้อมนั้นไม่เป็นหลักประกันพอที่จะรักษาประเทศได้ สมควรที่จะต้องบำรุงกำลังทหารเรือไว้ป้องกันภัยด้านทะเล และต้องใช้คนไทยทำหน้าที่แทนชาวต่างประเทศทั้งหมด และการที่จะให้คนไทยทำหน้าที่แทนชาวต่างประเทศได้นั้นต้องมีการศึกษาฝึกหัดเป็นอย่างดีจึงจะใช้การได้ จึงทรงส่ง พระเจ้าลูกยาเธอหลายพระองค์ออกไปศึกษาวิชาการ ทั้งในด้านการปกครอง การทหารบก ทหารเรือ และอื่นๆ ในทวีปยุโรป รวมทั้งได้ทำการฝึกนายทหารเรือไทย เพื่อปฏิบัติงานแทนชาวต่างประเทศตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ดังนั้น เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นการปลุกจิตสำนึกให้คนไทยหวงแหนอธิปไตยของชาติ กองทัพเรือจึงได้กำหนดจัดงาน 127 ปี รำลึกเหตุการณ์ ร.ศ.112 ในวันที่ 13 กรกฎาคม นี้ ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นสถานที่ได้ใช้เป็นที่ยิงต่อสู้กับเรือรบฝรั่งเศสในวิกฤตการณ์ ร.ศ.112
นอกจากนั้น ในส่วนของโบราณสถานในค่ายตากสิน ซึ่งนับได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้เปิดให้เข้าชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ ซึ่งจัดแสดงถาวรเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และความสัมพันธ์ไทย – ฝรั่งเศส ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายจนถึงปัจจุบัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย ในการประสานกับคณะกรรมการสมาคมชาวฝรั่งเศส – ไทย เพื่อสาธารณประโยชน์ ตลอดจนตัวแทนของภาคเอกชนชาวฝรั่งเศสในไทย โดยทิ้งแนวคิดการออกล่าอาณานิคมไว้เบื้องหลัง และจับมือสมานฉันท์เป็นมิตรประเทศ จนทำให้สถาปัตยกรรมฝรั่งเศสในค่ายตากสินทั้ง 7 หลัง กลับมางดงามและควรค่าแก่การศึกษาอีกครั้ง เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยต่อไป
ที่มา แผนกประชาสนเทศ กองประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกองทัพเรือ

กองทุนประกันวินาศภัย