คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

การแข่งขันเลือกตั้งปี 2020 ในครั้งนี้มองๆดูแล้ว ไม่แน่ว่าความโกลาหลวุ่นวายอาจจะมีเกิดขึ้น ที่ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งทุกๆครั้งที่ผ่านมาของจำนวนประธานธิบดีถึง 8 ท่าน ที่ผมเคยได้เรียนรู้และสัมผัสมาตั้งแต่วัยเรียนเรื่อยไปจนถึงวัยทำงาน

ก่อนหน้าที่จะมีเชื้อไวรัสโควิด-19 เกิดแพร่ระบาดขึ้นในสหรัฐฯ การแข่งขันเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นมีแนวโน้มว่าโอกาสที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” จะได้รับเลือกในสมัยที่สองมีค่อนข้างสูง ถึงแม้ว่า “อดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน” จะมีคะแนนนิยมนำหน้าอยู่บ้างเล็กน้อยก็ตาม เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้นค่อนข้างดี!!!

และถึงแม้ว่าโจ ไบเดนจะใช้ชีวิตนักการเมืองยึดเป็นอาชีพติดต่อกันมานานถึง 44 ปี และยังเคยได้รับเลือกให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งรองประธานาธิบดียุคสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา มาแล้วถึงสองสมัยก็ตาม แต่กลับปรากฏว่าเขามิได้มีประวัติโดดเด่นพอที่จะครอบครองใจเป็นฮีโร่ของคนอเมริกันเลย แถมยังไม่ค่อยมีเอกลักษณ์ในการเป็นผู้นำมากเท่าที่ควรอีกด้วย

แต่ทว่าเมื่อเกิดวิกฤติโรคระบาดโควิด 19 ขึ้นมา สถานการณ์ทางการเมืองกลับพลิกผันหมุนกลับตาลปัตร สืบเนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจเกิดตกสะเก็ด โดยมีการประเมินออกมาว่า จีดีพีของสหรัฐฯในปีนี้จะติดลบอยู่ที่ร้อยละ 6 และจำนวนของผู้ว่างงานจะมีมากกว่า 40 ล้านคน ซึ่งพุ่งสูงเพิ่มขึ้นกว่า 14.7% กอปรกับเกิดการประท้วงทั่วทั้งประเทศกรณีของ “จอร์จ ฟลอยด์” และยังมีกรณีของชายผิวสีอีกหนึ่งคนที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในรัฐจอร์เจีย จนเป็นเหตุทำให้ความโกรธแค้นของฝ่ายรักความยุติธรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนผิวสี เกิดปะทุลุกลามใหญ่โตขยายความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ

เมื่อเกิดเรื่องราวต่างๆขึ้นอย่างมากมายในขณะนี้ แน่นอนว่าได้สร้างความไม่มั่นใจให้แก่คนอเมริกันทั่วๆไป ดั่งจะเห็นได้จากสำนักหยั่งเสียงชื่อดังกัลลัพโพลที่สำรวจเอาไว้ระหว่างวันที่ 5 พฤษภาคมถึงวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมานี้ว่า คนอเมริกันไม่เชื่อมั่นต่อทิศทางของประเทศสูงถึง 78% และมีเพียง 20% เท่านั้นที่มีความพึงพอใจ

และจากการนับคะแนนเฉลี่ยของสำนักหยั่งเสียง 8 แห่งที่รวบรวมโดย RealClearPolitics ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายนถึงวันที่ 14 มิถุนายนนี้มีผลปรากฏออกมาว่า คนอเมริกันที่พึงพอใจต่อผลการบริหารประเทศของประธานาธิบดีทรัมป์ลดลงเหลือแค่เพียง 42.4% และที่ไม่พอใจมีสูงมากถึง 55.3%

ทั้งนี้เห็นได้อย่างค่อนข้างเด่นชัดว่า ตามรัฐต่างๆในแถบซีกฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือและทางซีกฝั่งตะวันตกนั้น คะแนนนิยมส่วนใหญ่ตกเป็นของโจ ไบเดน และรัฐต่างๆในแถบใจกลางสหรัฐฯ รวมไปถึงรัฐทางตอนใต้ส่วนใหญ่แล้วมีความนิยมชมชอบประธานาธิบดีทรัมป์ เท่ากับว่าขณะนี้สหรัฐฯแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายไปแล้วอย่างชัดเจน!!!

แต่อย่างไรก็ตามคะแนนนิยมมิได้เป็นตัวชี้ขาดที่จะตัดสินได้ว่าใครคือผู้ที่จะได้รับชัยชนะ เพราะการเลือกตั้งของสหรัฐฯทั้งหมดทั้งมวลตัดสินด้วย Electoral votes ของคะแนนเสียงทั้งหมด 538 เสียง โดยผู้ที่จะได้รับเลือกจะต้องได้รับอย่างน้อย 270 คะแนน หรือเกินครึ่งอย่างน้อย 1 คะแนนขึ้นไป

โดยขณะนี้คะแนนของโจ ไบเดนอยู่ที่ 248 คะแนนและเขาต้องการอีก 22 คะแนน ส่วนประธานาธิบดีทรัมป์อยู่ที่ 204 คะแนนและต้องการอีก 66 คะแนน

ทั้งนี้หากประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะให้มีการพลิกล็อคเกิดขึ้น ให้ตนเองหลุดพ้นจากการที่กำลังเป็นพระรอง เสียเปรียบโจ ไบเดนซึ่งกำลังนำหน้าเป็นพระเอกอยู่ที่ 52% ต่อ 41% นั้น เขาจะต้องเร่งรุดเอาพรสวรรค์พิเศษทางด้านการตลาดงัดออกมาใช้ แต่ประเด็นกลับอยู่ที่ว่าขณะนี้คนอเมริกันยังมีความพึงพอใจที่จะไปลงคะแนนเสียงโหวตให้กับประธานาธิบดีทรัมป์ผู้ที่มีนิสัยหลงตัวเองและมีอารมณ์แกว่งๆกันอยู่หรือไม่?

สำหรับการตัดสินของศาลสูงสุดด้วยมติ 6 ต่อ 3 เมื่อวันจันทร์นี้ โดยมีผลให้คุ้มครองแรงงาน เลสเบี้ยน คนข้ามเพศ หรือผู้ที่รักเพศเดียวกัน ซึ่งการตัดสินของศาลสูงสุดครั้งนี้ถือว่าเป็นการตัดสินครั้งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว และยังเป็นมติที่ถือเป็นการตบหน้าประธานาธิบดีทรัมป์ฉาดใหญ่ สืบเนื่องมาจากเขาออกมาชูธงต่อต้านกลุ่มเลสเบี้ยนและคนข้ามเพศ มาตั้งแต่เริ่มก้าวขาเข้าสู่ทำเนียบขาวแล้ว!!!

แต่มติของศาลสูงสุดในครั้งนี้ จะเห็นได้ว่ากระแสความคิดเห็นของสังคมอเมริกันได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวเลสเบี้ยนใช้เวลานานถึงห้าสิบเอ็ดปีกว่าจะมาจนถึงจุดนี้

การที่ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งจำกัดการคุ้มครองให้แก่กลุ่มเลสเบี้ยน และกลุ่มคนข้ามเพศ รวมไปถึงกลุ่มรักร่วมเพศนั้น ถือเป็นผลบวกให้กับโจ ไบเดน ในการเก็บคะแนนนิยมจากบุคคลกลุ่มต่างๆเหล่านี้ที่มีมากกว่าสิบล้านคน โดยขณะนี้ไบเดนได้พยายามสร้างเครือข่ายที่ดีอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มเหล่านี้ ที่มองๆไปแล้วทัศนคติช่างแสนจะตรงกันข้ามกับประธานาธิบดีทรัมป์อย่างสิ้นเชิง!!!

แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าสถานการณ์ของสหรัฐฯจะยังคงไม่ปกติในขณะนี้ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กลับมีความเชื่อมั่นอย่างสูง โดยเขาวางแผนว่า จะออกเดินทางไปหาทางเสียงที่รัฐโอคลาโฮมาในเสาร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งหากไม่จัดระเบียบการเว้นระยะห่างทางสังคมให้ดีเพียงพอ นับว่าเป็นการเสี่ยงต่อผู้ที่จะเข้าร่วมและอาจจะไม่ปลอดภัยกับประธานาธิบดีทรัมป์เองด้วยซ้ำไป

ทว่าสไตล์การหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ผ่านมาเข้าลักษณะสร้างความแตกแยก สังเกตุได้จากการที่เขาไม่แยแสต่อโศกนาฏกรรมการเสียชีวิตของคนผิวสีเยี่ยงจอร์จ ฟลอยด์ จากน้ำมือของตำรวจผิวขาว โดยสำนักหยั่งเสียงซีบีเอสได้เปิดเผยล่าสุดนี้ว่าคนอเมริกัน 57% คิดว่าประธานาธิบดีทรัมป์ทำงานไม่ดีเพียงพอต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น โดยคะแนนความไม่พึงพอใจได้เพิ่มสูงขึ้นถึง 10% ที่มีอยู่ 47% เมื่อเดือนมีนาคม

อนึ่งขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์กำลังเผชิญกับมรสุมการเมืองหลายๆด้านอยู่นั้น ยังปรากฏออกมาอีกว่า “จอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคง” ได้เขียนหนังสือชื่อว่า “The Room Where It Happened” และจะนำออกสู่ท้องตลาดในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งคงจะกระหน่ำสร้างความเสียหายเพิ่มให้แก่ประธานาธิบดีทรัมป์อีกหลายแง่หลายมุม โดยประธานาธิบดีทรัมป์ออกคำสั่งให้กระทรวงยุติธรรมทำการฟ้องร้องมิให้จอห์น โบลตันนำหนังสือเล่มฉาวโฉ่นี้ออกจำหน่าย!!!

กระนั้นก็ตามยังคงมีหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อว่า “Too Much And Never Enough: How My Family Created the World’s Most Dangerous Man” ที่เขียนขึ้นโดย “แมรี่ ทรัมป์” ซึ่งมีอาชีพเป็นนักจิตวิทยา หลานสาวแท้ๆคนเดียวของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับแง่มุมด้านลบของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยจะออกวางสู่ตลาดวันที่ 28 กรกฎาคมนี้

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้น การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีกสี่เดือนกว่าๆ คงจะเป็นตัวตัดสินผลการบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Referendum) เกือบสี่ปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ส่วนผลงานของโจ ไบเดน ผู้เป็นคู่แข่งก็ยังมีคะแนนนำไปเพียงสิบเอ็ดเปอร์เซ็นต์ สืบเนื่องจากไบเดนก็มิได้มีผลงานโดดเด่นเข้าลักษณะเป็นฮีโร่ของคนอเมริกันมากเท่าใด โดยนักการเมืองทั้งสองต่างก็หวังและต้องการจะให้สหรัฐฯเข้าสู่โหมดภาวะปกติ (Normalcy) แต่ผู้ใดจะได้ใจคนอเมริกันได้นั้น น่าจะอยู่ที่การสร้างความเสมอภาคและให้ความยุติธรรมในสังคมให้เห็นและเป็นที่ประจักษ์ละครับ

กองทุนประกันวินาศภัย
Muang Thai Insurance