รศ.ดร.เสรี พงศ์พิศ อดีตอธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กชื่อ Seri Phongphit ระบุว่า... #นิติรัฐนิติธรรม . นิติรัฐกับนิติธรรม เป็นสองคำที่แตกต่างกัน แต่บ้านเรามีการใช้ปะปนจนคิดว่าเป็นคำเดียวกัน ความจริงความหมายก็ใกล้เคียงกัน แม้แต่ในร่างรัฐธรรมนูญก็ยังใช้เปลี่ยนไปมา ไม่ทราบว่าต้องการบอกอะไร . สรุปสั้นๆ ว่า ทั้งสองคำแตกต่างกันด้วยที่มาภูมิหลังของคำและความคิด คำว่านิติรัฐ มาจากเยอรมัน แปลจากภาษาเยอรมันว่า Rechsstaat คำว่า Recht แปลว่ากฎหมาย Staat แปลว่ารัฐ ความหมาย คือ การปกครองบ้านเมืองด้วยกฎหมาย ไม่ใช่โดยมนุษย์ คือ ไม่ให้ผู้ปกครองใช้อำนาจตามอำเภอใจ ให้ทุกคนเสมอภาคกันทางกฎหมาย โดยรัฐต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชน . คำว่า นิติธรรม มาจากอังกฤษ แปลจาก rule of law หลักการพื้นฐานในระบบกฎหมายอังกฤษ ซึ่งเห็นว่า คนไม่ควรถูกปกครองโดยคน เพราะอาจตัดสินตามอำเภอใจได้ แต่ต้องปกครองโดยกฎหมาย . นั่นคือหลักการ หลักปรัชญาพื้นฐานของกฎหมาย ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย มีประวัติพัฒนาการมายาวนานทั้งตะวันตกตะวันออก แต่ในความเป็นจริง ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ไม่ว่ายุคใดสมัยใดชาติใด กฎหมายก็ไม่ได้ปกครองคน แต่ “คน” ปกครอง “คน” โดยคนบางคนบางกลุ่มมีอำนาจเหนือคนอื่น “โดยอาศัยกฎหมาย” ตั้งแต่การออกกฎหมายไปจนถึงการใช้กฎหมาย จนหลายครั้งทำตัวเหมือนอยู่ “เหนือกฎหมาย” . จึงมีคำกล่าวว่า "ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น" (Harold Lasswell) หรืออย่างที่นักปรัชญาร่วมสมัยชาวอเมริกัน Abraham Kaplan พูดเปรียบเปรยคนมีอำนาจว่า “ให้ฆ้อนเด็กเล็กไป เขาจะรู้สึกว่าเขาควรจะตอกทุกอย่างที่พบ” (Give a small boy a hammer and he will find that everything he encounters needs pounding) . เห็นได้ชัดในประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ที่อยู่ใต้อำนาจเผด็จการในรูปแบบต่างๆ ที่ออกกฎหมายเพื่อค้ำจุนอำนาจของตนเอง ทำให้ทำงานสะดวกแม้จะกดขี่ข่มเหง ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน . กฎหมายจึงขึ้นอยู่กับ “ผู้มีอำนาจ” ว่ามีฐานคิดอะไร ใช้ปรัชญาอะไรเป็นพื้นฐาน เผด็จการส่วนใหญ่อาจจะอ้าง หลักการบ้าง ปรัชญาบ้าง ศาสนาบ้าง และมักอ้าง “ความมั่นคงแห่งชาติ” แต่ความจริงส่วนใหญ่ก็ใช้กฎหมาย “ตามอำเภอใจ” ตนเอง (arbitrarily) . ประเทศที่นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมากใช้หลักศาสนาอิสลามเป็นพื้นฐานในการออกกฎหมาย ประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสท์ก็ใช้หลักการของลัทธินี้ ผสานกับแนวคิดอื่นๆ ทั้งดั้งเดิมและที่มากับการเปลี่ยนแปลงสังคม . อย่างกรณีของจีนที่มีฐานคิดสังคมนิยม แต่ก็มีการผสมแนวคิดดั้งเดิมของขงขื้อและหลักกฎหมายเก่าแก่ รวมไปถึงกฎหมายที่ตอบรับระบบเศรษฐกิจตลาดแบบทุนนิยมที่ถูกนำมาผสมผสานอย่างน่าแปลกใจ . ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกได้รับอิทธิพลจากแนวคิดนิติปรัชญาของตะวันตกหลากหลายสำนัก ตั้งแต่เยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกัน ดูได้จากคนไทยที่ไปเรียนกฎหมายจากประเทศเหล่านี้ และมีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญ เสนอกฎหมายมาตั้งแต่แรกๆ . แม้แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยยังไปลอกของฝรั่งมาแทบทั้งดุ้น ว่ากันว่าร่างแรกนั้นเป็นภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ เพราะรีบเร่งไม่มีเวลาแปลหรือประยุกต์ให้เป็น “ไทย” ทั้งในภาษาและเนื้อหา คณะราษฎรส่วนใหญ่เป็นนักเรียนฝรั่งเศส บางคนจากสวิสและอังกฤษ เตรียมการกันมาหลายปีตั้งแต่ที่ปารีสแล้ว . รัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ กฎหมายใหญ่น้อยอีกเป็นหมื่นเป็นแสนที่ออกมาในระยะ 88 ปี ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ทั้งโดยสภาหรือคณะปฏิวัติ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกว่ากฎหมายเกือบทั้งหมดออกมาเพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานรัฐ กระทรวงทบวงกรมต่างๆ มีน้อยมากที่มาจากประชาชน เสนอโดยประชาชนโดยตรงและเพื่อประโยชน์ของประชาชน . มีความพยายามมานานที่จะปฏิรูปกฎหมาย แต่ทุกครั้งวันเวลาก็ผ่านเลยโดยไม่เกิดอะไรขึ้น มีแต่กฎหมายใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เกือบทั้งหมดมาจากภาครัฐเช่นเคย น้อยนักจะเห็นกฎหมายที่เสนอจากภาคประชาชน หรือที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง . แม้กระนั้น พอผ่านออกมาเป็นกฎหมายก็ถูกตัดแต่งจนผิดเพี้ยนไปจากร่างเดิม ไม่มีประสิทธิภาพเมื่อนำมาใช้ อย่างกรณีพรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนที่ออกมาเมื่อปี 2548 และที่ปรับปรุงใหม่ในปี 2562 ที่ไม่ได้มีพลังไปส่งเสริมการประกอบการของชาวบ้านอย่างที่ตั้งใจไว้เมื่อมีการนำเสนอในปี 2544 . ดูกระบวนการและกลไกก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ผ่านคณะรัฐมนตรีก็ไม่ยากถ้าหากมีรัฐมนตรี ส.ส.และหน่วยงานรัฐสนับสนุน แต่แค่ไปถึงคณะกรรมการกฤษฎีกาก็แทบจะตกม้าตายแล้ว เพราะเต็มไปด้วยนักกฎหมายระดับแนวหน้า และเป็นที่รู้กันดีว่า คนที่อนุรักษ์นิยมมากที่สุดคือนักกฎหมาย ยิ่งระดับอ๋องยิ่งอนุรักษ์ . จากนั้นไปสภา ไปกรรมาธิการไม่รู้กี่รอบ พรบ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนจึงใช้เวลากว่า 4 ปีจึงออกมา แม้ว่านายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ขณะนั้นจะให้การสนับสนุนเต็มที่ตั้งแต่ต้น แต่สุดท้ายก็ได้กฎหมายที่จำไม่ได้ว่าเป็นลูกใคร จึงเห็นวิสาหกิจชุมชนเกือบ 80,000 กลุ่มในสภาพที่เป็นอยู่ ทั้งๆ ที่มีศักยภาพสูงมากที่จะสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน เศรษฐกิจฐานรากที่รัฐบาลพูดอยู่ทุกวัน (และนึกว่า 400,000 ล้าน-งบโควิดจะสร้างได้) . ความล้มเหลวของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจฐานรากมาจากการไม่เข้าใจ “ฐานราก” ของสังคมไทย มองข้ามความสำคัญตลอดมา ไม่เคยให้ความสนใจ “ทุนท้องถิ่น” ที่เป็นทุนทรัพยากร ทุนทางสังคม ทุนทางปัญญา ซึ่งเป็น “ศักยภาพ” ที่หากได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจริงก็จะเป็นพลังสำคัญและเป็นฐานรากให้สังคมไทยได้ . ที่ผ่านมา สนใจ “ทุนท้องถิ่น” ก็เพื่อ “เด็ดยอดภูมิปัญญา” มารับใช้เศรษฐกิจใหญ่ เรียกเท่ๆ ว่าโอทอปสามดาวห้าดาว นำแรงงานชุมชนไปทำการผลิตเพื่อระบบเศรษฐกิจใหญ่ ไม่ได้คิดถึงความเข้มแข็งของฐานรากจริงๆ . กฎหมายต่างๆ ที่ออกมาจึงเพื่อการทำงานของรัฐ ของหน่วยงานรัฐ ไม่ใช่เพื่อไปส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน กฎหมายไม่ได้ให้ความสนใจ “ทุนทางปัญญา” ที่รวมไปถึงภูมิปัญญาในการดำรงชีวิต ระบบคุณค่า ศีลธรรมจริยธรรม ความถูกต้องดีงาม ที่มาในรูปประเพณีวิถีชุมชน ที่แตกต่างทางบริบทกับเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา ที่มาของกฎหมายสำนักต่างๆ ที่นักกฎหมาย คนออกกฎหมายไปเล่าเรียนมา . กฎหมายไทยที่ออกมาจึงแทบไม่มี “วิญญาณ” ของ “วิถีไทย” ที่อยู๋ในจารีตประเพณี กฎเกณฑ์ฮีตคองต่างๆ ที่ยังเป็นส่วนสำคัญในสังคมไทยชุมชนไทย ไม่สนใจศึกษาให้ลึกซึ่งถึงแก่นถึงรากเพื่อจะได้ต่อยอดและประยุกต์ให้เป็นวิถีใหม่ที่ตอบสนองสังคมยุคใหม่ . ดูแค่เรื่องเหมืองฝายโบราณทางภาคเหนือ ที่วิชาการต่างประเทศยกให้เป็นต้นแบบการจัดการแหล่งน้ำโดยภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด คนต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ได้ส่วนแบ่งน้ำอย่างเป็นธรรม ด้วยความเอื้ออาทรต่อกัน มีกฎระเบียบที่ทุกคนเคารพ คือผีเดียวกัน ดีกว่าการจัดการโดยกฎระเบียบของทางราชการที่ยัดเยียดแบบแผนการจัดการให้ชาวบ้าน หลายแห่งทำให้แตกแยก แย่งน้ำกันจนเหมืองฝายพัง อ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำเสียหาย . แน่นอน กฎหมายที่มีฐานที่ภูมิปัญญา ชุมชนเก่าแก่แต่ดั้งเดิมย่อมมีสีสัน “สังคมนิยม” มากกว่า “เสรีนิยม” เพราะสังคมในอดีตนั้น ความเป็นปัจเจกและความเป็นสังคมเป็นสองหน้าของเหรียญเดียว คุณค่าของการอยู่ร่วมกันจึงเป็นการร่วมมือมากกว่าแข่งขัน แบ่งปันเกื้อกูลมากกว่าร่ำรวยคนเดียว . ความพยายามของคนในโลกที่สามที่จะสร้างรากฐานสังคมใหม่บนฐานสังคมเก่าค่านิยมดีงามเดิม ส่วนใหญ่จึงไปไม่รอด ไม่ว่ารัฐบุรุษคนสำคัญอย่างจูเลียส เยเรเร แห่งแทนซาเนีย ด้วยนโบบาย Umajaa หรือนายกรัฐมนตรีอูนุ แห่งพม่าที่มีนโยบาย “วิถีพม่าสู่สังคมนิยม” (Burmese Way to Socialism) ก็ล่มด้วยการปฏิวัติของนายพลเนวิน รวมไปถึงแนวคิดเศรษฐกิจเอียงซ้ายของนายปรีดี พนมยงค์ ก็ถูกปฏิเสธในท้ายที่สุด . รวมไปถึงนโยบายสวยงาม “อหิงสา” และ “สัตยาเคราะห์” และแนวคิดพื้นฐานของมหาตมะคานธี ที่บอกว่า “คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน” ก็ฟังดูโรแมนติกสำหรับคนอินเดีย แต่ก็ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติระดับชาติได้ แม้ว่าคนอย่างนางอินธิรา คานธี ผู้สืบสานเจตนารมณ์ของมหาตมะคานธี มีนโยบายรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม อนุรักษ์รากเหง้าของอินเดีย แต่เธอก็ยังเอาตัวเองไม่รอด ถูกยิงเสียชีวิตเช่นเดียวกับมหาตมะคานธี . แต่เมื่อมองไปอีกสุดขั้วหนึ่ง สหรัฐอเมริกาที่ได้คนอย่างนายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี และมีสิทธิได้เป็นอีกสมัย คงไมใช่เพราะนายทรัมป์เก่ง แต่น่าจะเป็นเพราะมี “อำนาจลึก” และใหญ่โตหนุนหลัง วันใดที่ “หุ่น” ตัวนี้ไม่มีประโยชน์อีกก็อาจจะถูกเผาถูกทิ้งไป หาตัวใหม่ขึ้นมาแทน . ตัวอย่างเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ อำนาจจริงในสังคมโลกยังเป็นอำนาจทุนใหญ่ ที่รวมพลังล้ำลึกและลึกลับ (deep state) แต่เป็นอำนาจจริงที่ครอบงำโลก ครอบงำประเทศต่างๆ รวมทั้งสังคมไทย แล้วจะไม่ให้ไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงติดอันดับต้นๆ ของโลกได้อย่างไร . ดูเงาทะมึนหลังการออกกฎหมายและนโยบายของรัฐก็น่าจะพอรู้ว่า อำนาจจริงอยู่ที่ไหน และหากเมืองไทยจะพัฒนาไปข้างหน้า คงต้องหาทางคาน “อำนาจลึกและดูลับ” นี้ที่จะไม่ยอมล้มหายไปง่ายๆ แน่ แม้สัจธรรมจะบอกว่า ไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่แค่ไหนจะยั่งยืน เพราะอำนาจทุกอย่างล้วนอนิจจัง . ด้านหนึ่งก็น่าจะปลอบใจได้ว่า “กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ” รวมถึงถึงต้องเชื่อมหาตมะคานธีที่บอกว่า . “เมื่อฉันท้อแท้ ฉันจะคิดถึงประวัติศาสตร์ ที่ความจริงและความรักจะเป็นผู้ชนะเสมอ สังคมไม่เคยขาดทรราชและฆาตรกร และระยะหนึ่งดูเหมือนพวกเขาจะอยู่ยงคงกระพัน และเป็นผู้ชนะ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่รอดสักราย” . เสรี พงศ์พิศ #วันอาทิตย์ความคิดคำนึง 14 มิถุนายน 2020