จารยา บุญมาก

4 ปีแล้วที่ “เจฟฟรี่” ทำงานในครัวไทยแห่งหนึ่งในเมืองเบลวิว รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา รอยสักของเขาล้นออกมาตามท้องแขน หลังแขน ตลอดจนต้นคอแต่เส้นสีรอยสักก็ดูไม่ชัดนัก เขาเลยมักแซวตัวเองว่า “ดำแต่อยากสัก แต่ตอนนี้มองไม่เห็นเลยว่าเป็นลายอะไร”

ใบหน้าเข้ม ทรงผม “เดรดล็อค” รอยสักของเจฟรี่ พร้อมต่างหูทั้งสองข้าง และการเจาะคิ้วทำให้เขาดูเป็นผู้ชายวัยรุ่นแอฟฟริกัน อเมริกันทั่วไป แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังชีวิตเจฟฟรี่ ไม่ได้สบายและมีเวลาเที่ยวเล่นสนุกสนานมากนัก เขาขับรถออกจากเมืองซีแอทเทิลในตอนเช้า เป็นเวลา 6 วันต่อสัปดาห์ ฝ่ารถติดมาไกลกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อมาเป็นพ่อครัวในร้านอาหารไทย

“ในอเมริกาไม่มีใครรับผมมาทำงานหรอก คนดำหางานยาก แล้วยิ่งขี้คุกอย่างผมด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีใครอยากเอา แต่ร้านอาหารไทยหลายร้านกลับไม่เคยถามประวัติและเช็คประวัติอาชญากรรมของผมเลย ผมดีใจที่เขารับผมทำงาน ผมเปล่าพูดนะว่าคนไทยมักง่าย แต่ผมแค่ตื้นตัน คนเรามันพลาดกันได้แล้วผมไม่ได้ฆ่าใครตายนะคุณ ผมแค่เสพยา” เจฟฟรี่สะท้อนความชำรุดของสังคมอเมริกัน เขารู้สึกตื้นตันใจเมื่อพูดถึงคนไทย

เจฟฟรี่เคยสมัครงานในห้างใหญ่หลายครั้งแต่ไม่มีใครรับ เพราะเขาเคยมีคดี แล้วพอไปสมัครงานร้านอาหารฟาสท์ฟู้ดแห่งหนึ่งก็ไม่มีใครจ้าง เพราะเขาดูห้าวและดุ แม้แต่เป็นพนักงานเสิร์ฟยังยาก เจฟฟรี่จึงเลือกใช้ร่างกายกำยำเข้าไปสมัครงานในร้านอาหารจีน เวียดนาม และไทย โดยเริ่มจากการทำงานล้างจาน และช่วยขนของ แต่พอมาร้านอาหารไทย มีพ่อครัวลาออก เขาเลยได้รับการเชิญชวนไปทำกับข้าว จนคล่องและสามารถสมัครงานร้านอาหารไทยหลายแห่ง

“คนไทยใจดีนะ ผมยังอยากมีแฟนใหม่เป็นคนไทยเลย เขาจะเอาคนหย่าร้างแบบผมไหม พ่อครัวเงินเดือนน้อยๆ ” เขาแซวตัวเองอีกครั้งด้วยสีหน้าขำขัน แม้จะเล่าถึงอดีตอันเจ็บปวด

เจฟฟรี่มีลูกสาว 4 คนเกิดจากภรรยาคนแรก 1 คน และอีก 3 คน เกิดจากภรรยาคนที่ 2 เขาเคยติดคุกเป็นเวลา 6 เดือน เพราะคดีครอบครองโคเคนในงานปาร์ตี้สละโสดของเพื่อน

เมื่อถูกถามถึงปัญหาสีผิว เขาเล่าว่า มันพูดยากเหลือเกิน เพราะเมียทั้งคู่เป็นคนขาว แต่ลูกๆ ผิวดำกันหมดแบบพ่อ พอเดินไปจุดไหนก็คิดว่าเมียเขารับอุปการะเด็กผิวดำ

ภาพโดย​ Gregory ​(เกรกเกอรี่)

“แค่นี้อะคุณ อเมริกันยังไม่เชื่อ ลองคิดดูสิ ลูกแม่คนไทยกับพ่อฝรั่งขาวนะ ลูกออกมาหน้าตาฝรั่งมาก แม่ยังโดนบูลลี่ว่าเป็นพี่เลี้ยงอะ คนอเมริกันหาเรื่องจะเหยียดผิวทุกขณะ ใช่อยู่ผมมีคดี ผมมีประวัติใช้ยา แต่จะสักกี่คนที่รู้ว่าผมไม่เคยทำร้ายใคร ผมก็แค่รักสนุก แล้วพอจะแต่งงาน เรามีประวัติร้ายๆ พ่อแม่คนขาวก็มองเราแย่แล้ว แล้วเนี่ยผมขับรถมาจอดข้างถนน ตำรวจทางหลวงตรวจ ถ้าเห็นแค่ผมผิวดำ ก็เจอตรวจฉี่แล้ว มันเหมาไว้ก่อนว่าผมเสพยา แต่ผมไม่เสพแล้ว ผมรักลูก ตอนนั้นผมแค่สนุกกับเพื่อน” หนุ่มวัย 35 ปีเล่าออกมาอย่างอัดอั้น แต่เขาก็ต้องอยู่แบบเงียบๆ และไม่กล้ามีเรื่องกับตำรวจ

ไม่ใช่คนดำทุกคนจะได้รับโอกาสแบบเจฟฟรี่ แต่หนุ่มพ่อลูก 4 คนนี้เชื่อว่าหากมีการให้โอกาส อาชญากรรมจะลดลง เขาจึงตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด แม้ว่าจะถูกสายตาคนอื่นมองอย่างต่ำค่า แต่เขาก็พร้อมจะบอกว่าเขาเคยมีอดีตแบบใด สิ่งเดียวที่เจฟฟรีคิด คือ วันหนึ่งลูกเขาจะได้รับการดูแลจากคนขาวเพราะคนอเมริกันเชื่อว่า ลูกเขามีสายเลือดคอเคเชี่ยน

การประท้วงต่อต้านการใช้ความรุนแรงของตำรวจต่อคนอเมริกันแอฟริกัน ลุกลามไปทั่วโลก “เกรกเกอรี่” ฝรั่งผิวขาวที่ร่วมประท้วง ให้ประสบการณ์ถึงการเหยียดผิว เพศ เชื้อชาติของคนอเมริกันว่า เขาเศร้าทุกครั้งที่เขาโตมาในสังคมที่ได้ยินใครๆ ขานรูปลักษณ์ของบางคนแบบเหยียดๆ เช่น เรียกคนดำด้วยสีผิว หรืออาจจะเหยียดในทำนองที่ว่าเอาความคิดไปเหมารวมคนดำโดยยัดเยียดให้เขาเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมหรือแก๊งค์ยาเสพติดเสมอ แต่เขาคิดว่านั่นเป็นเรื่องจริง และพร้อมจะเปิดรับความแตกต่าง

เกรกเกอรี่ เชื่อว่า ประเด็นที่น่าห่วงไม่ใช่คนเหยียดตรงๆ หากเรื่องอันตรายกว่านั้น ก็คือ การที่คนเมินเฉยต่อการเหยียดผิว นั่นทำให้เขาออกมาประท้วงและเรียกร้องสิทธิให้คนผิวดำ และลดอคติแบบเมารวมจากสังคมอเมริกันเสียที

“ถ้าจะพูดถึงประสบการณ์การถูกเหยียด ผมต้องยกเรื่องเพศของผม ผมรู้ตัวมาตลอดว่าผมเป็นเกย์ตั้งแต่เด็ก แต่ผมไม่ชอบให้ใครมาเรียกผมว่า เป็นเพศที่สาม เป็นคนข้ามเพศ หรือล้อว่า แซซี่ อีกะเทย อะไรทำนองนี้ แต่ผมผ่านมาได้เพราะผมโชคดีที่เป็นคนขาวและซ่อนความเป็นเกย์ในตัวตน ไม่ให้แสดงออกได้ แต่ว่าคนผิวดำ เขาซ่อนสีผิวเขาไม่ได้ ”

แม้เขาเองจะไม่เคยเจอเรื่องร้ายแรงขั้นการทำร้ายร่างกาย หรือละเมิดสิทธิแบบที่คนอเมริกัน แอฟริกันเจอมาตลอดก็ตาม แต่เรื่องนี้เขาเชื่อว่า การเหยียดผิวรุนแรงขึ้นในยุคโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เพราะผู้นำที่เหยียดเชื้อชาติพยายามปลุกกระแสให้รุนแรงขึ้นและมีส่วนในการยั่วยุ ผู้ประท้วง

“ทุกครั้งเลยที่ผมได้ยินการเหยียดผิวตรงๆ และรุนแรง หัวใจผมเต้นแรง เร็ว ความโกรธพลุกพล่านไปหมด ผมแสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบ และคนที่เหยียดหากเห็นปฏิกิริยาของผมด้วยความสูง 6 ฟุตกว่าและร่างกายกำยำ ที่แสดงออกไปตรงๆ ว่าไม่พอใจ พวกเหยียดคน พวกนั้นจะเงียบทันที”

เมื่อเกิดความไม่พอใจ เกรกเกอรี่จึงได้ออกมาเรียกร้องสิทธิความเท่าเทียมให้คนผิวสี รวมถึงสิทธิคนชายขอบทุกคนที่เขาคิดว่า อเมริกันชนควรเคารพ

“ผมสนับสนุนผู้คนในชุมชนของผมด้วยการยืนอยู่กับพวกเขาในการเคลื่อนไหวของ Black Lives Matter ผมพร้อมเดินขบวนประท้วงกับพวกเขาและออกไปฟังเสียงของพวกเขา ผมเชื่อในการประท้วง และจะทำบ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้ มันเป็นสิ่งสำคัญที่คุณและทุกคนต้องแสดงออกให้เห็นว่าคุณยืนข้างคนที่ถูกสังคมกดทับ
อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การออกไปสนับสนุนธุรกิจคนผิวสีบ้าง แล้วอย่าลืมสนับสนุนนักการเมืองที่พร้อมจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนผิวสีให้ทัดเทียมคนผิวขาว คุยกับเพื่อนและครอบครัวของคุณ พูดถึงปัญหาที่ท้าทายของการเหยียดเชื้อชาติและวิธีที่เราแต่ละคนสามารถช่วยหยุดการเหยียดเชื้อชาติได้ในประเทศนี้”

“คริสตัล” ครูสาวอเมริกัน นักกิจกรรม อดีตอาสาสมัครที่เดินทางไปช่วยเหลือสังคมมาหลายประเทศ เป็นอีกคนที่สนับสนุนให้คนอเมริกันออกมาประท้วงเพื่อปฏิรูปวงการตำรวจและเรียกร้องให้ชาวอเมริกันเลิกเหยียดเชื้อชาติ

เธอเชื่อว่าคนเหยียดสีผิวอยู่ทุกหนทุกแห่ง และยากจะหลีกเลี่ยง พร้อมกันนี่ก็ยังเชื่อว่าอเมริกันทุกคนมีสิทธิจะหยุดการเหยียดเชื้อชาติ ด้วยการเริ่มส่งต่อทัศนคติที่ดี

“เขาอยู่กันทุกที่ อาจจะไม่เป็นรูปธรรมแบบเห็นตรงๆ แต่คุณสามารถสัมผัสได้ ฉันเห็นการเหยียดเชื้อชาติกับวัยรุ่นที่ฉันทำงานที่โรงเรียนของฉัน เป็นโรงเรียนของพวกขวาจัด อนุรักษ์นิยมมาก ฉันเห็นเด็กจำนวนมากทำหรือพูดในสิ่งที่พ่อแม่ทำ ฉันเห็นเด็กวาดสัญลักษณ์นาซีทั่วโต๊ะ เพื่อนครูของฉันและฉันรู้สึกตกใจ เราเห็นนักเรียนเข้ามาและหยุดการกระทำนั้น จนได้รับการยกย่องจากกลุ่ม Black Student Union ที่โรงเรียน”

เธอบอกว่าเมื่อใดก็ตามที่เห็นการเหยียดผิวในวัยเด็ก ผู้ใหญ่ต้องเข้าไปทำอะไรสักอย่าง ซึ่งเมื่อเธอเห็นการกระทำของตำรวจที่ทำรุนแรงกับคนผิวสี เธอจึงออกมาร่วมประท้วง และเคลื่อนไหวประเด็นความเท่าเทียมอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมาเธอประท้วงต่อเนื่องที่รัฐออริกอน

“ อยากบอกว่าชุมชนคนผิวดำทั่วสหรัฐอเมริกาที่มีความหลากหลายมาก ไม่ได้มีแค่ด้านมืดด้านเดียว พวกเขามีคนดี คนน่ายกย่องมากมาย แต่เขาไม่อยากดัง ไม่อยากมีชื่อ หรืออาจจะไม่ได้รับการประกาศเกียรติต่อสาธารณะ ที่รัฐออริกอนและรัฐวอชิงตันเอง ที่นี่เรามีความหลากหลายทางเชื้อชาติเสมอ รัฐทางตะวันตกจะมีการเคารพสิทธิกันมากกว่า รัฐตอนใต้”

ปัจจุบันคริสตัลเป็นครูในโรงเรียน แต่เธอยังทำงานอดิเรกเปิดระดมทุนเพื่อหางบประมาณไปลงพื้นที่เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือคนด้อยโอกาส สัตว์ต่างๆ รวมถึงกิจกรรมสร้างสรรค์อื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งเธอเองเคยเป็นอาสาสมัครดูแลช้างที่เมืองไทย โดยระดมทุนผ่านเว็บไซต์ http://2h7c.org/ และโซเชียลมีเดียประเภทต่างๆ